เมื่อเช้านี้ขณะทานอาหารเช้ากับครอบครัว ดิฉันได้ดูรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ของคุณสรยุทธพอดี ซึ่งมีข่าวทารกเพศหญิงถูกลักพาตัวออกไปจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง...หนูน้อยต้องออกจากอ้อมอกพ่อแม่ และฝาแฝดของเธอไปอย่างไม่รู้ชะตากรรม.....ข่าวนี้กระทบความรู้สึกของดิฉันในฐานะที่เป็นแม่คนนึง หรืออีกหลายคนที่มีลูกก็อาจรู้สึกเช่นเดียวกัน
เกิดขึ้นอีกแล้ว....เช่นเดียวกับที่เกิดเรื่องทำนองนี้มาแล้ว....แล้วจะเกิดอีกกี่ครั้ง
ทำอย่างไรดีนะ ถึงจะไม่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่น่าคิด...สถานพยาบาล เป็นที่ที่ี่คนจะให้ความไว้วางใจ ว่าน่าจะมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของตนเอง และบุคคลอันเป็นที่รักยามเจ็บป่วย...ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น....แต่ก็เกิดขึ้น น่าเห็นใจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่พ่อแม่เด็กที่ลูกถูกพรากไป จะได้คืนเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ ตลอดจนทางโรงพยาบาลที่พยายามป้องกัน...ดีนะที่ติดกล้องวงจรปิด ช่วยให้ตำรวจทำงานได้เร็วขึ้น...แล้วมีกี่แห่งที่จะมีกล้องดังกล่าว...เราต้องยอมรับว่ามาตราการในการป้องกันยังไม่เพียงพอ..
แล้วแบบไหนถึงจะเพียงพอ... คงไม่มีคำตอบ รู้แต่ว่าผู้ร้ายคงไม่หยุดนิ่งที่จะคิดวิธีใหม่ๆ....แล้วกิจกรรมบริหารความเสี่ยงของเราพร้อมหรือเปล่า...ทันเกมผู้ร้ายไหม(น่าคิดเหมือนกัน)
ไม่อยากให้เกิดกรณีวัวหาย
แล้วล้อมคอกเลย
เมื่อวานผมก็ดูอยู่เหมือนกัน.. คาดว่า่น่าจะมีการแลกเปลี่ยนในเรื่องนี้ที่บล็อกนี้กันบ้าง เพราะเห็นว่ามีผู้ที่อยู่ในสายงานด้านสาธารณสุขอยู่เยอะ ทั้งระดับกระทรวง และระดับผู้ปฏิบัติ ….
ในความคิดเห็นของผม สถานพยาบาลน่าจะเข้มงวดกว่านี้ในเรื่องการที่ผู้ปกครองจะนำทารกออกจากโรงพยาบาล อีกอย่างผมว่าเวรยามหละหลวม ปล่อยตามสบายเกินไปที่ไม่ตรวจตราให้รอบคอบรัดกุม เพราะเหตุการณ์ร้ายๆ ไม่ค่อยเกิดมีกับสถานที่เช่นนี้บ่อยนัก เมื่อเกิดขึ้นทีหนึ่งก็กระตือรือร้นกันทีหนึ่งเหมือนกัน…
ลองมองโลกในแง่ร้ายดูบ้าง คาดการณ์ล่วงหน้าในเหตุกาณ์ร้ายๆที่อาจเกิดขึ้นได้กับสถานพยาบาล ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ภัยธรรมชาติ และด้านเทคนิค เพื่อหาลู่ทางป้องกันล่วงหน้าไว้ก่อน.. และมีการซักซ้อมอย่างสม่ำเสมอ.. จะได้มีความพร้อมกับการรับสถานการณ์เลวร้ายนั้นๆได้..
ผมว่าเราขาดตรงจุดนี้อยู่ เลยชอบล้อมคอกกันมากกว่าสร้างคอกมาดักทางปัญหาเอาไว้..
ที่สำคัญบุคลากรในสถานพยายาบาลต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการดูแลรักษาความปลอดภัยซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ทอดธุระไปเสียเฉยๆ..
ก็เท่าที่จะนึกออกมาแลกเปลี่ยนล่ะครับ..
ดูข่าวเหมือนกันค่ะ ข่าวคืบหน้าคือ เมียน้อยของพ่อเด็กเอาตัวไป ตอนนี้เป็นห่วงเด็กมาก น้ำหนักตัวน้อยด้วยแค่ 2200 กรัมเอง เท่าที่ทราบแม่และเด็กพักอยู่ในห้องพิเศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้อยู่ด้วยตลอดเวลา ต่อไปนี้ก็คงจะต้องวางมาตรการให้ดีกว่านี้ แต่มันจะประมาณว่า วัวหายแล้วล้อมคอกไปไหม
เหตุการณ์เหล่านี้คุณรู้สึกคุ้นๆบ้างไหม
ในโลกของละครน้ำเน่า "เมียน้อยอิจฉาที่เมียหลวงมีลูกแฝด เลยให้โจรมาขโมยลูกของเมียหลวง 1 คนไปเลี้ยงไว้ สอนให้เด็นน้อยดำรงชีวิตด้วยการเป็นเยาวมิจฉาชีพ(โจรเด็ก) เวลาผ่านไป 20 ปี แต่น แตน แต๋น.. ความจริงก็ปรากฎ ที่จริงแล้วลูกโจรก็คือลูกสาวของเศรษฐีที่ถูกลักพาตัวไป เด็กสาวได้กลับสู่อ้อมอกของพ่อแม่อีกครั้ง" ทุกอย่าง happy ending
แต่ไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง ความอิจฉาริษยานำพาให้คนเราสามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่กลัวกฎหมาย ลืมแม้กระทั่งความผิดบาป อะไรที่ดลใจให้เขาเหล่านั้นกล้าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
โอ้ว...พระเจ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา...??
-ในสถาบันเราน่าจะคุยกันในPCTสูติและเด็กนะคะ ช่วยบอกต่อด้วยค่ะ
แต่รู้สึกว่า โอละพ่อ ไม่ใช่เมียน้อยแล้วนี่จ๊ะ แพะๆๆๆ งงม่ะ
ตำรวจปล่อยตัวคุณเมียน้อยแล้วค่ะ เพราะว่าไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นคนลักตัวเด็กไป เฮ้อ...สงสารเด็กค่ะ ยังไงแล้วขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หาทางป้องกันที่ดีด้วย
...ถึงยังไม่ได้เป็นแม่คนแต่ก็หดหู่จริง ๆ เลยค่ะ...
ตำรวจปล่อยตัวคุณเมียน้อยแล้วค่ะ เพราะว่าไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นคนลักตัวเด็กไป เฮ้อ...สงสารเด็กค่ะ ยังไงแล้วขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หาทางป้องกันที่ดีด้วย
...ถึงยังไม่ได้เป็นแม่คนแต่ก็หดหู่จริง ๆ เลยค่ะ...
เรื่องนี้คงมีความสลับซับซ้อนอีกมากมาย จะใช้สามัญสำนึกในการพิจารณาเอาเองคงไม่ได้ผลเท่าที่ควร เช่น ครั้งแรกโทษ รพ.ไม่มีมาตราการในการดูแลเด็ก > คนขโมยเด็กปลอมเป็นพยาบาล> คนขโมยเด็กเป็นภรรยาน้อยของพ่อเด็ก>พ่อเด็กอาจมีส่วนร่วมในการขโมยเด็ก>ตำรวจทำให้ภรรยาน้อยยอมรับว่าเป็นคนขโมยเด็ก>ตำรวจถูกกล่าวหาว่าไปบังคับขู่เข็ญให้ภรรยาน้อยรับว่าเป็นคนขโมยเด็ก แล้วต่อไปคงจะมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ดังนั้นปัญหาสำคัญขณะนี้จะทำอย่างไรหรือจะร่วมมือกันอย่างไรที่ได้เด็กกลับคืนมาก่อนเพราะไม่ทราบว่าขณะนี้เด็กเป็นมีความเป็นอยู่อย่างไร ขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือในการพบเด็กก่อนแล้วค่อยมาสืบหาผู้กระทำผิดต่อไป รวมทั้งการหามาตราการที่ดีจะไม่ให้เกิดปัญหาการขโมยเด็กแม้ว่าจะมีความพยายามในการขโมยเด็กก็ตาม
ดีใจจังเด็กปลอดภัยแล้ว งานนี้มีหมอ และอ.ส.มเป็นพระเอกแทนที่ตำรวจ แล้วไง..ตำรวจจึงอยากจะเป็นผู้ร้ายเสียล่ะ(ไปตบเขาทำไม?)่ คดีซับซ้อนอย่างนี้ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาให้ CSI ทำแล้ว.
โอ้ว..มายก๊อด....
โอละพ่อดีจริงละครชีวิตเรื่องนี้ จากที่คิดกันไว้ว่าเมียน้อยจะเป็นตัวโกงแต่ดันกลายเป็นผู้หญิงแท้งป่วยทางจิตซ๊ะนี่ แล้วดูดิ๊พระเอกกลับไม่ใช่ตำรวจไทยใจกล้า ใครจะคิดดันเป็นคนในแวดวงคนกันเองกับพวกซ๊ะนี่ เย้..ต้องตบมือให้หมอกะ อสม. ดังๆ งานนี้ซวยที่สุดคือคุณพ่อ(สามี)ตัวดี ที่ต้องยอมบูดเรื่องเมียน้อยออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ โชคยังดีที่เมียหลวงยังอินกะบทนางเอกเลยให้อภัย ไม่งั้นคงบ้านบึ้มตัวใครมันไปแล้วเรื่องคงไม่จบแบบ happy ending ยังงี้หลอก บทเรียนสำหรับผู้ชายเจ้าชู้
เฮ้อ..ละครเรื่องนี้จบได้หักมุมดีจริงๆเลย จอร์ช