- เวลาเรากำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่งหนึ่งที่เราไม่เคยไปมาก่อน เวลาเราพบทางแยก 2 แพ่ง 3 แพ่ง หรือ x แพ่ง ก็แล้วแต่ เราจะทำอย่างไร ? ...
- ส่วนใหญ่สำหรับผมแล้ว ผมจะเลือกเดินทางที่มั่นใจที่สุดเป็นหลัก (ทางที่ตรงกับจริตของเรา) แต่ก็มีบ่อยครั้งที่มีการเดินออกนอกเส้นทางบ้าง เช่น ไปพบทางที่น่าเดิน สดุดตา สดุดใจ หรือทางที่ใหญ่กว่า ตื่นเต้นกว่าทางเดินเดิมประมาณนั้น
- ในการพัฒนาจิตใจ ยกจิตใจให้สูงให้บริสุทธิ์เหนือโลก หรือ อยู่บนโลกแต่อย่าให้ฝุ่นของโลกมาเกาะติดอะไรทำนองนั้น หรือจะเรียกง่าย ๆ คือ "เดินบนทางธรรมในโลกสมัยใหม่" นั่นเอง ผมมีความเชื่อว่า "ทางโลกกับทางธรรมไปด้วยกันได้" ทุกชีวิตต้องทำให้ตนเองประสบความสำเร็จทางโลกอย่างดีที่สุดแน่นอน และผมก็เป็นเช่นนั้น คือ ต้องการประสบความสำเร็จทางโลกอย่างสูงที่สุด
- เปรียบเหมือนคน 2 คน ทั้งคู่ต่างก็มุ่งหวังสร้างความสำเร็จทางโลกอย่างอย่างดีที่สุด แต่อีกคนหนึ่งได้มุ่งพัฒนาจิตใจ(ทางธรรม) อย่างดีที่สุดไปด้วยทำนองนั้น
- ---- พัฒนาจิตใจอย่างไร ? ----------------------------------
- แต่ก่อนผมพัฒนาจิตใจโดยการ ตามดูธรรมชาติของ "กายกับใจ" ค่อย ๆ ดูไปเรื่อย ตามดูเพื่อให้รู้จัก "กาย" กับ "ใจ" ดูให้รู้ ดูให้เห็นเฉย ๆ นะครับ ไม่ต้องทำอะไร ทำเพียงแค่นั้น ค่อย ๆ ดูไป เมื่อดูไปนาน ๆ เราจะเห็นและเข้าใจธรรมชาติของใจเองในที่สุด แต่ผมเองก็ใจร้อนตามเคย เมื่อดูแล้วเห็นแล้วก็ใจร้อนนำมาวิปัสนาไปด้วยเลย เช่น พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของเวทนาของกายและใจ
- ---- ต่อมา....เดือนที่แล้ว-------------------------------------
- เดือนที่แล้ว ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ วิธีการใหม่ โดยไม่ได้ตั้งใจ เสมือนเห็นเส้นทางใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มากกว่าเส้นทางเดิม เมื่อเดินบนเส้นทางใหม่มาเรื่อย ๆ ทำให้ได้เรียนรู้คำว่า "ฌาน" กับคำว่า "ญาณ" ขอไม่กล่าวถึงความหมายนะครับ (เพราะกลัวจะกล่าวผิด) แต่จะขอนำเสนอความเข้าใจของผมเอง เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า
- ผมเข้าใจว่า เส้นทางเดิมเป็น "วิปัสนากรรมฐาน" เส้นทางใหม่ที่พบคือ "สมถกรรมฐาน" แต่ทั้งสองอย่างผมพบในมุมมองที่ต่างกัน กล่าวคือ
- ตอนที่ผมเดินทางมารู้จักกับ "วิปัสนากรรมฐาน" นั้นผมได้ปฏิบัติไปโดยไม่รู้ความหมายมาก่อน แต่สำหรับการมารู้จัก "สมถกรรมฐาน 40 กอง" นี้ ผมเริ่มเข้ามาสัมผัสเพราะสนใจอยากได้ในสิ่งที่เย้ายวนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ "อภิญญา" หรือ การมุ่งทำให้เวลาของจิตใจช้าลงกว่าเวลาของโลก ทำนองนั้นครับ...
- การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรก ๆ จะค่อนข้างวุ่นวายสับสนน่าดูครับ นอกจากความแตกต่างของวิธีการปฏิบัติแล้ว เรายังเป็นกังวลหรือสงสัยต่อวิธีการหรือเส้นทางใหม่กับเส้นทางเก่า ยิ่งทำให้เราสับสนวุ่นวายเข้าไปใหญ่ ย้ำนะครับว่า เป็นการเข้ามาสำรวจเส้นทางใหม่ ไม่ได้เลิกเดินทางหลักที่เคยเดินครับ เพียงเข้ามาหาข้อดีเพื่อนำกลับไปเป็นเครื่องมือของเส้นทางหลักครับ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะกลับไปเดินทางเดิมอีกเมื่อไร ?
- วันนี้เป็นอีกวันที่จิตใจตกลงมาต่ำมากที่สุดอีกวันหนึ่งในรอบเดือนนี้ครับ ...
ฌาน
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ครูอ้อย แซ่เฮ · 16 ก.พ. 2552
บ้านนา · 16 ก.พ. 2552
JJ · 16 ก.พ. 2552
คนวังน้ำเขียว · 16 ก.พ. 2552
Keen · 16 ก.พ. 2552
Phoenix · 16 ก.พ. 2552
ครูอ้อย แซ่เฮ · 16 ก.พ. 2552
. . จิ ต เ ดิ ม . . คือจิตบริสุทธิ์เป็นประภัสสรมีความสว่างไสวไม่มีประมาณ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีที่สุด..
แต่หากจิตของปุถุชนที่หนาไปด้วยกิเลสหรือจิตของพระอริยะขั้นต้นที่ยังประหารกิเลสไม่หมด ความสว่างไสวของจิตก็ลดทอนเพราะเจือไปด้วยแสงแห่งกิเลส กิเลสความโลภ-โกรธ-หลงซึ่งเกาะเกี่ยวจิตนี้เป็นดังสิ่งแปลกปลอมที่มาเยี่ยมเยียนกินนอนอยู่กับเจ้าของบ้าน จนแยกไม่ออกว่าตัวเองเดิมเป็นอย่างไรเพราะทำตามใจที่กิเลสที่คอยยั่วยุมาตลอด
จิตเป็นคลื่นพลังงานหนึ่ง เมื่อข้องอยู่กับโลกบัญญัติจึงมีตัวมีตนไปตามที่หมายมั่น ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างตามต้องการหรือเรียกว่ากายทิพย์ จะมีสีแสงรูปร่างไปตามความคิด-สติ-ปัญญาและกิเลสตัณหา ใครที่มีความบริสุทธิ์ทางจิตก็จะมีความสว่างไสวอันบริสุทธิ์มากกว่าผู้ที่ตกเป็นทาสกิเลส ซึ่งแสงของจิตจะหม่นมัว ทึบทึม ว้าวุ่น หรือเต็มไปด้วยความกระหายอยาก
แสงของจิต-กายจิต-หรือกายทิพย์นี้ จึงบอกอะไรได้มากมายกว่ากายเนื้อ กายเนื้อหรือร่างกายภายนอกซึ่งเป็นเพียงผลกรรมหนึ่งซึ่งครบวาระ สนองผลเป็นรูปขันธ์คือเป็นที่เกิดให้กับผลกรรมของเก่าของจิตนั้นๆ ที่ทำไว้ ในขณะที่การแสดงออกของกายทิพย์หรือกายแสงกลับมีความเป็นปัจจุบันเป็นอดีตและเป็นอนาคตมากกว่า คือมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดความรู้สึกฉับพลัน ทั้งยังบ่งบอกระดับภูมิธรรมของจิตนั้นว่าเป็นอย่างไร ไม่สามารถเสแสร้งหรือปิดบัง
คนที่สัมผัสกายทิพย์นี้ได้ จึงสัมผัสรับรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกอย่างไรได้ แม้กายเนื้อภายนอกของเขาจะดูยิ้มแย้มพูดจาดี แต่ภายในอาจไม่เป็นอย่างที่เห็น
กายจิตหรือกายทิพย์นี้จะออกจากร่างกายได้หากกายเนื้อนั้นตายลง เพื่อไปเสวยกรรมที่ทำไว้ต่อไป ไม่วันจบสิ้น.. จนกว่าจะลอยบุญบาปดับขันธ์ปรินิพพาน
แต่เราก็สามารถถอดกายทิพย์ได้ก่อนที่กายเนื้อจะตายลงหากมีการฝึกฝนทางจิต เพราะกายมนุษย์นั้นมีประตูออกได้หลายทาง บางครั้งเราอาจถูกจิตอื่นเข้ามาครอบครองร่างโดยไม่ได้รับเชิญ จึงควรระวังพวกจิตที่ไม่ดีเหล่านั้นด้วยการสร้างสมบุญบารมี ซึ่งจะทำให้กายเนื้อของเรามีเทพหรือครูบาอาจารย์มาช่วยรักษา
บางคนสามารถถอดกายทิพย์ไปโดยไม่รู้ตัวขณะหลับ หรือเกิดภาวะรุนแรงทางอารมณ์ เช่น คิดถึง เป็นห่วง อย่างรุนแรง จิตหรือเจตภูต หรือกายทิพย์ก็จะแยกออกจากกายเนื้อไปเพราะพลังของความคิดถึงหรือความเป็นห่วงนั้น ไปหาคนที่ต้องการจะพบทางจิตซึ่งทางโลกไม่สามารถกระทำได้ ส่วนการหลุดออกจากร่างกายขณะหลับนั้น อาจเป็นเพราะจิตเข้าสู่สภาวะหนึ่งที่สงบไม่มีความกังวล ไม่ยึดติดต่อกายเนื้อชั่วขณะ จิตก็จะออกท่องเที่ยวไปโดยไม่รู้ตัว
การถอดกายทิพย์ มีหลากหลายวิธี
วิธีที่ทำกันมากในหมู่ชาวตะวันตกเป็นเรื่องของการสะกดจิต การทำจิตให้ผ่อนคลาย และช่วยให้จิตถอดออกไปใน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ..แต่ปัญหาของคนที่ถอดกายทิพย์โดยการสะกดจิตนั้น มักจะไม่สามารถถอดจิตเองได้ เพราะไม่คุ้นเคยกับการถอดแบบมีสติ เพราะจิตจะกังวลต่อความกลัว กลัวตาย กลัวผี ฯลฯ ทำให้ผู้ถูกสะกดคุ้นเคยกับการมีผู้นำจิต ผู้ทำให้ผ่อนคลาย และรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีผู้อื่นดูแล และกลัวการฝึกถอดจิตตามลำพัง
อย่ากลัวการถอดจิตแต่จงเตรียมความพร้อม บางคนแทนจะทำสมาธิถอดจิตง่ายๆ กลับใช้วิธีการประหลาดบีบบังคับกายทิพย์ออกจากตัว ทำให้ไม่มีความพร้อมในโลกวิญญาณหรือโลกมิติอื่นๆ ขาดสติในการต้องพบเจออะไรขึ้นมา ทำให้กายทิพย์กลับเข้าร่างอย่างตกใจ เป็นเหตุให้กายทิพย์สะเทือนอย่างมาก และมีผลต่อกายเนื้อ ทำให้ร่างกายได้รับอันตรายได้
ฝึกความพร้อมทางจิตก่อนถอดจิตหรือถอดกายทิพย์ เราต้องยอมรับว่าโลกมีมิติอื่นซับซ้อนกว่าโลกมนุษย์ และด้วยความสามารถของกายทิพย์นั้นไปได้รวดเร็วกว่าแสง คิดอะไรอย่างใด จะปรากฏผลขึ้นทันที จึงควรฝึกเรื่องสติสมาธิ เพื่อให้จิตมีความมั่นคงไม่หวั่นไหว และจิตนี้เองจะเป็นตัวช่วยตัวเองได้เป็นอย่างดีหากมีสติ
บางคนถอดกายทิพย์ไปในที่ต่างๆ และยังสามารถให้กายทิพย์นี้แสดงตัวต่อสายตาคนอื่นด้วยรูปกายเหมือนกายเนื้อทุกประการ แต่บางคนก็ไม่สามารถทำได้ และไม่มีใครมองเห็น เราอาจเคยได้ยินว่าคนตายแล้วไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆ โดยไม่มีใครทราบว่าเขาตายแล้ว แต่บางคนก็ไปได้แค่กลิ่นหรือแสงที่ไม่เหมือนกายเนื้อเสียทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพลังจิตของคนนั้นๆ กายทิพย์ที่ถอดขณะยังไม่ตายก็เช่นกัน จะมีพลังขนาดไหนขึ้นอยู่กับเจ้าของกายทิพย์เอง
การถอดจิตโดยการทางจักระ
ในที่นี้.. จะไม่กล่าวถึงวิธีถอดกายทิพย์ในแบบอื่นๆ มากนัก แต่จะกล่าวถึงการถอดจิตโดยการทางจักระ
ร่างกายเรามีจักระอยู่ 7 แห่ง แต่ละตำแหน่ง ควบคุมดูแลอวัยวะภายในร่างกายตามตำแหน่งต่างกัน
จักระ1 มูลลัดดา - อยู่ตรงฝีเย็บระหว่างอวัยวะเพศและทวารหนักมีสีแดง ควบคุมอวัยวะ ขา เท้า กระดูก ลำไส้ใหญ่
จักระ2 สวัสดิ์ธนา - อยู่ตรงก้นกบข้อที่1 มีสีส้ม ควบคุมอวัยวะ มดลูก อวัยวะเพศ กระเพาะปัสสาวะ ระบบไหลเวียนโลหิต
จักระ3 มณีปุระ - อยู่บนกระดูกสันหนังแนวเดียวกับสะดือมีสีเหลือง ควบคุมอวัยวะ ตับ ม้าม กล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร การผลิตเม็ดเลือด
จักระ4 อนัตตา - อยู่บนกระดูกสันหลังแนวเดียวกับหัวใจมีสีเขียว ควบคุมอวัยวะ หัวใจ ปอด แขน มือ
จักระ5 วิสุทธิ์ - อยู่บนกระดูกสันหลังช่วงต้นคอหอยมีสีฟ้า ควบคุมอวัยวะ คอ ไหล่ แขน มือ หู การได้ยิน
จักระ6 อัชนา - อยู่ระหว่างคิ้วตรงหน้าผากหรือดวงตาที่สามมีสีไพลิน ควบคุมอวัยวะ ดวงตา ความทรงจำ สมรรถภาพชาย/หญิง มดลูก ต่อมลูกหมาก
จักระ7 สหัสรา - อยู่กลางกระหม่อมมีสีม่วง ควบคุมอวัยวะ Cerebral cortex / Central nervous system ระบบประสาททั้งหมด
บนจักระ7 นั้น จะมีต่อมไพเนียล Pineal อยู่กลางสมอง ควบคุมระบบชีวิตและฮอร์โมน และในต่อมไพเนียลมีส่วนเล็กๆ อยู่ภายในที่เรียกว่าต่อมปิทูอิแทรี่ Pituitary ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของตาที่สามหรือตาทิพย์ที่จักระ6 ซึ่งอยู่กลางหว่างคิ้วที่หน้าผาก การรับพลังจักรวาลด้วยจักระ7 เพื่อเพิ่มพลังกายทิพย์อาจมีอันตรายต่อผู้ที่ยังไม่เปิดจักระ เพราะร่างกายยังไม่ได้ปรับสมดุลเพื่อจะรับพลังงานอันมหาศาลนั้น บางคนอาจฝึกปฏิบัติในการเปิดจักระ7 ได้ด้วยตัวเอง แต่บางคนอาจต้องได้รับการปฏิบัติโดยมีผู้รู้คอยให้ความช่วยเหลือ
การฝึกถอดกายทิพย์ทางจักระ6
เพ่งสมาธิไปยังจักระที่ 6 ..คือตรงระหว่างคิ้วหรือดวงตาที่สาม จนรู้สึกหน่วง หรือสร้างมโนภาพว่ามีการหมุนวนในจักระ6 เร็วขึ้นๆ จนมีแรงเหวี่ยงมากขึ้นๆ เร็วมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสร้างมโนภาพว่ามีแสงสว่างจากจักระนี้ แสงสว่างรวมตัวกันอย่างนุ่มนวล และรวมกันหนาขึ้นจนกลายเป็นร่างเสมือนของตัวเราเอง มีขนาดและรูปร่างไม่ต่างไปจากเราแต่คล้ายเป็นร่างโปร่งแสง ให้สร้างความมั่นใจว่า ร่างใหม่นี้จะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ และสามารถกลับคืนร่างเดิมได้ทันทีโดยผ่านดวงตาที่สามหรือจักระ6 ต่อมาลองจินตนาการว่าร่างใหม่ไปยังที่ๆ เราต้องการจะไป จากนั้นกลับมาปรากฏให้เห็นก่อนเข้าร่างเดิม อย่าออกจากสมาธิแบบกะทันหัน แต่ทำความผ่อนคลายและทำความรู้สึกที่กายเนื้อก่อนคลายจากสมาธิ ..บางคนฝึกไม่นานจากการสร้างมโนภาพ กายทิพย์ก็สามารถถอดได้จริง หากจิตมีสมาธิพอ
การฝึกถอดกายทิพย์จากจักระ7
ไม่ต่างไปจากจักระ6 นัก แต่จักระ7นั้นจะไม่มีการหมุน แต่กำหนดแสงสว่างบนกลางกระหม่อมครอบคลุมลงมายังร่างกาย ให้แสงสว่างรวมตัวกันเป็นประดุจปุยเมฆ และรวมกันหนาขึ้นจนกลายเป็นร่างเสมือนของตัวเราเอง (ฝึกจินตนาการสร้างภาพเหมือนการฝึกในจักระ6) แต่หากมีการหมุนเกิดขึ้นมา จะเป็นการหมุนจากจักระ6 หรือที่ท้ายทอย ก็ไม่ต้องตกใจ แค่ตามรู้เฉยๆ หรือมีแสงสว่างมาจากจักระ6 แทนจะเป็นจักระ7 ก็ไม่เป็นไร ให้กำหนดให้แสงสว่างนั้นรวมตัวเป็นร่างเสมือนของตัวเรา จะพุ่งออกไปตามแรงหมุนทางจักระ6 ดวงตาที่สาม หรือออกจากจักระ7 ทางกระหม่อมก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นผลจริง ก็ฝึกจิตนาการและทำแบบเดิมตามการฝึกในด้านบน บางทีกายทิพย์ออกจะออกตอนที่ผู้ฝึกหลับสนิทและมีภาวะผ่อนคลายแล้ว ซึ่งการฝึกให้ชำนาญจะช่วยให้ควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดขึ้นจริงได้ดี..
การจะฝึกฝนเพิ่มพลังให้กายทิพย์มีอำนาจอย่างไม่มีประมาณได้หรือไม่ หรือสามารถหลุดออกจากที่คุมขังคือกายเนื้อนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ยิ่งฝึกสมาธิขั้นสูงเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มพลังให้กับกายทิพย์ภายในได้เท่านั้น การฝึกสมาธินอกจากจะทำให้สามารถถอดจิตหรือกายทิพย์นี้ได้แล้ว ยังทำให้จิตมีฤทธานุภาพในการมีหูทิพย์ ตาทิพย์ได้อีกด้วย
ยังมีวิธีการฝึกถอดกายทิพย์หลากหลายวิธีที่น่าสนใจ ถ้าไม่ขี้เกียจจะมาเขียนเล่าและเล่าประสบการณ์ของผู้ที่ถอดกายทิพย์ได้ในวิธีต่างๆ แต่สงสัยจะขี้เกียจ ฮะโหยฮะโหย... เพราะแพ้แสงคอมพ์อย่างแรง ..ที่สำคัญ..อยากให้ผู้ที่สนใจอ่านจากหนังสือมากกว่า การอ่านหนังสือจากหนังสือไม่มีผลร้ายต่อสุขภาพ (อ่านในที่มีแสงสว่างพอก็แล้วกัน) แถมยังได้เรื่องสมาธิอีกด้วย แต่อ่านมากไปก็แค่นั้น ทำเลยดีกว่า... เพราะมันทำไม่ง่าย..
สวัสดีครับ มาร่วมฝึกต่อ สงสัยจะตามไม่ทันท่านเสียแล้ว เดี๋ยวต้องทบทวนใหม่ ขอบพระคุณ โชคดีครับ
เรียนท่าน ผอ. ครับ