คนบ้านเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

กลอนจากอัสสัม 

ยิ้มสิบเอ็ด รอดอ นอหนึ่งเขา

อีกกวางเจ้า ยิ้มสงสัย ใครดูหนอ

ยิ้มอาหม ลูกไทใหญ่ เทือกเหล่ากอ

ไทจะรอ ไทยสยาม มาเยือนแรม

 ................................

ว่าด้วยภาษาไทผาเก ฉบับประสบการณ์จริง 

                     จะมีอะไรตื่นเต้นไปกว่าการที่คนไทยไปรัฐอัสสัม อินเดียแล้วไปเจอคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เป็นเหมือนญาติที่หายจากกันไปนับพันปี ใช่แล้ว ไม่ผิดหรอก ตามประวัติระบุว่าชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าไท Tai อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน ลงมาอยู่ทางตอนเหนือของพม่า และต่อมาได้อพยพมาทางตะวันตกเข้ามาในรัฐอัสสัม กลายเป็นอาณาจักรไทอาหม ที่คนไทยเราเคยเรียนในหนังสือประวัติศาสตร์นานมาแล้ว

                     ไทอาหมเป็นคนกลุ่มไทกลุ่มแรกที่ปักหลักมั่นคงในอัสสัมและปัจจุบันเป็นหนึ่งในบรรดา 6 กลุ่มไทที่ยังคงอยู่ และหนึ่งไทในนั้นที่ผมจะพูดถึงก็คือไทผาเก  Tai Phake ปัจจุบันมีเหลือเพียง 2 พันกว่าคนใน 9 หมู่บ้าน และยังรู้ภาษาไท พูดไทเขียนไทได้

หน้าตาที่เหมือนคนไทยภาคเหนือคือผิวขาว มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ไม่ต่างจากคนไทยสมัยก่อนเลย

มาถึงภาษา ก็ต้องยิ่งบอกว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันแน่นอน เริ่มจากคำว่าไทผาเก TaiPhake คำว่าผาก็คือก้อนหินใหญ่หรือผาหิน ส่วน Ke เกนั้นก็คือเก่า  รวมสองคำก็คือผาหินเก่า ก็นั่นคือไม่ต่างจากภาษาไทยเลยนั่นเอง

                      ภาษาไทผาเกมีพยัญชนะ 18 ตัว ตามคำบอกเล่าของคนไทผาเกที่ได้พบที่หมู่บ้านในเดือนมกราคม 2552  เขียนคล้ายตัวอักขระโบราณแต่จากที่ค้นคว้าพบว่าพยัญชนะในภาษาไทผาเกมี 17 ตัว  ออกเสียงเป็นตัวอย่างคือ กะ ขะ งะ ซะ ซา งี ฟา ทา นา ปา หน่า มะ ยะ ลา วา ฮาและอา

                      คำต่างๆ ที่ใช้ต้องบอกว่า ร้อยละแปดสิบคือคำที่เราก็ใช้ในภาษาไทยและออกเสียงแบบเดียวกันหรือใกล้เคียง

เช่น  ที่นำมาแสดงนี้เป็นคำที่ออกเสียงและมีความมหายเหมือนกัน ส่วนในวงเล็บคือคำไทยที่ต่างกัน

หัว ตา หู ดั่ง (จมูก)  คิ้ว ปาก คอ แขน

ข้าว  ผัก

ฮัก (รัก)

ใจ

นาฬิก (นาฬิกา)

หมอคำ (ร้องเพลง)

ปีแต้ม (ปากกา)

ก๊อก (แก้ว)

หวาน (อร่อย)

ข้าวหลาม

ป๋าย (ฉลาด)

โสมอม (สมอง)

แม่ร์ (แม่)

ผู้หลิน (ผู้หญิง)

ผู้เจ้า (ผู้ชาย)

ผู้เฒ่า แม่แก่ (คนชรา)

ภันเต (พระ)

ป้า ลุง หลาน ลูก

ยิ้มโข (ยิ้ม)

เอิน (บ้าน)

เก้า (ฉัน)

จุมโหลง (ความสุข)

โหมกยา (ดอกไม้)

โหมกไม้ (ต้นไม้)

ปียอ (สนุก)

ผ้านุ่ง

ผ้าไหม

ผ้าอุ่น (เสื้อกันหนาว)

ไถนา

เอาเมียร์ (แต่งงาน)

รังจวบ (แหวน)

แหวน (กำไร)

ปอย (สร้อย)

ปอยเงิน ปอยคำ (สร้อยเงิน สร้อยทอง)

พื้นลิกข์ (สมุด)

คุง (โต๊ะ)

ตั่งนั่ง (เก้าอี้)

มะโม่ง (มะม่วง)

มานิน (หมู)

กียอง (เจดีย์)

วัด

กองมู (เจดีย์ใหญ่)

สูง-ต่ำ

นำ (ดำ)

ขาว

นึก (ร้อน)

จอก (ช้อน)

อ่อน (เล็ก อายุน้อย)

ยัล (ใหญ่)

ปีมัล (ปีใหม่)

ปิ๊กหนึ่ง (หนึ่งร้อย)

ฮิงค์หนึ่ง (หนึ่งพัน)

หมื้น (หมื่น)

แสน ล้าน

ต่าน (พูด)

มะเฮ็ด (น้ำแข็ง)

มึง (เมือง)

เออ (ใช่)

เผ็ด

หน้า

ชอบหลง (น่ารัก)

น้ำตาไหล

ห้องไห้ (ร้องไห้)

แหล่งไฟ (รถไฟ)

น้ำหก (แม่น้ำ)

เมน (บิน)

แหล่งเมน (เครื่องบิน)

เจ้าช้าง (สามเณร)

ประโยคตัวอย่าง

จื่อมัล กะสัง (คุณชื่ออะไร)  จื่อเก้า............(ผมชื่อ.......)

กะสัง (อะไร)

มัล จุมโหลง (คุณมีความสุขไหม)

เก้า จุมโหลง (ผมมีความสุข)

เก้า จ่างต่านคำ.......ไทผาเก  (ผมพูดภาษา.....ไทผาเก)

เก้า เก๊ก......หมูปิ้ง .(ผมชอบทาน.....หมูปิ้ง)

ปล.ที่ผมนำมานี้ มาจากการจดบันทึกจากสนทนากับคนไทผาเก มิได้ค้นคว้าจากตำรา จึงอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด ขอโปรดทราบด้วย 

ส่วนการนับเลขนั้น แทบจะเหมือนกัน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ

การสนทนากับคนไทผาเกจึงค่อนข้างจะสนุกและตื่นเต้นเพราะด้วยคำต่างๆ เราแทบจะพูดกันรู้เรื่องทีเดียว นอกจากนั้น นิสัยใจคอของคนไทผาเกก็คล้ายกับคนไทยมาก คือนุ่มนวล สุภาพ อ่อนโยน รักสงบ ยิ้มแย้มแจ่มใส และรักความสะอาด มีฝีมือทางศิลปะและหัตถกรรมนานาชนิด

สรุปก็คือคนไทผาเกนั้นคงต้องเป็นญาติกับกลุ่มไทยเราอย่างแน่นอน มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ ที่คน 2 กลุ่มจะบังเอิญมาเหมือนกันโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันมาก่อนในอดีต

อัสสัมหรืออีสานของอินเดียเป็นดินแดนที่ที่คนไทยควรสนใจและหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนกันบ้าง 

.......................................