รถม้าลำปาง

รถม้า จากเดิมที่เคยเป็นรถประจำตำแหน่งของข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก และได้ขยายการให้บริการเป็นพาหนะสำหรับประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งรถยนต์ได้เข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดลำปางมีการพัฒนาและอนุรักษ์ ให้ใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลำปาง
เมื่อรถยนต์เริ่มเข้ามาแพร่หลายในกรุงเทพมหานคร เจ้าขุนมูลนายแต่เดิมที่ใช้รถม้าเป็นพาหนะ ต่างก็เปลี่ยนมาใช้รถยนต์แทน เพื่อความทันสมัยและการเดินทางที่รวดเร็ว สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรดาเจ้าของม้า ที่ไม่มีผู้โดยสารใช้บริการ ต่างก็ขาดรายได้ เลยอพยพไปประกอบอาชีพให้บริการรถม้าที่ต่างจังหวัด ส่วนมากจะเลือกมาทางภาคเหนือประกอบกับในขณะนั้นทางรถไฟสายเหนือ ได้ก่อสร้างมาถึงจังหวัดลำปาง เจ้าของรถม้าจึงบรรทุกรถม้าโดยทางรถไฟมาถึงจังหวัดลำปาง
รถม้าลำปาง ในช่วงแรกๆ จะใช้เป็นพาหนะเดินทางเฉพาะข้าราชการชั้นผูใหญ่ในจังหวัด และบรรดาเจ้านายที่ร่ำรวยเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้แพร่หลายไปยังประชาชนและมีผู้คนได้หาชื้อไว้และยึดเป็นอาชีพขับรถม้ารับส่งผู้โดยสาร บรรทุกสิ่งของ เนื่องจากลำปางในสมัยนั้น เป็นศูนย์กลางการค้าของภาคเหนือตอนบน เครื่องอุปโภคและของใช้ต่างๆ เช่นเกลือ รองเท้า น้ำมัน เสื้อผ้า จะต้องขนส่งโดยตรงจากกรุงเทพ มาลงลำปาง และขนส่งต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และต่อไปยังประเทศลาว ประเทศพม่า รถม้าลำปางจึงมีความสำคัญในการขนส่งภายในจังหวัด ในยุคนั้นอาจกล่าวได้ว่ารถม้าเป็นสายเลือดใหญ่ของจังหวัดลำปางในการขนส่งสินค้าและบริการ

รถม้าลำปาง เป็นรถเปิดประทุน ที่นั่งผู้โดยสารคล้ายคลึงกับที่นั่งของจักรยานสามล้อ แต่มีขนาดใหญ่กว่า อยู่ทางตอนหลังของที่นั่งคนขับรถม้า ซึ่งมีระดับสูงกว่าเล็กน้อย นั่งได้คันละ 4 คน
รถม้าคันแรกในคุ้มหลวงนครลำปางปรากฏในเอกสารคาร์ลบล็อกแห่งสวีเดน ได้นั่งรถม้าเทียมคู่สมัยเจ้าหลวงนรนันทชัยชวลิต ขับโดยอุปราชเมือง เมื่อปี พ,ศ. 2424 ครั้นสมัยรถไฟหลวงถึงนครลำปาง พร้อมขยายโครงการทางหลวงเชื่อมเชียงแสน ปี พ,ศ, 2459 กรมรถไฟหลวงจึงได้ระบายรถม้าในกรุงเทพมหานครสู่การคมนาคมเชื่อมสถานีรถไฟกับทางหลวงในนครลำปาง ธุรกิจรถม้ารับจ้างบนทางหลวงลำปาง ตามข้อมูลดั้งเดิมมีรถม้าราว 300 คัน ปี พ,ศ, 2491 รถม้าลำปางเหลืออยู่ 185 คัน และได้จัดตั้งเป็นสมาคมขึ้น โดยใช้ชื่อว่า สมาคมล้อเลื่อนจังหวัดลำปาง ต่อมาปี พ,ศ,2495 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมรถม้าจังหวัดลำปาง
เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินยังจังหวัดลำปาง และในโอกาสนั้น เจ้าบุญส่ง ณ ลำปาง นายกสมาคมขณะนั้นได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรถม้าเหล็กแบบพิเศษ 2 ล้อ พร้อมด้วยม้าเทียมรถชื่อ บัลลังก์เพ็ชร แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งชาวรถม้าลำปางถือเป็นเกียรติอันสูงยิ่ง
ในอดีตรถม้าลำปาง นอกจากจะใช้เป็นพาหนะในการขนส่งสินค้าแล้ว รถม้ายังเป็นอาชีพหนี่งที่สร้างรายได้ให้กับชาวลำปาง ผู้คนจำนวนมากมาใช้บริการเป็นพาหนะสำคัญ สัญจรไปมาภายในจังหวัด รถม้าในลำปางจึงค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีการใช้เป็นพาหนะเดินทางมาอย่างยาวนาน
จนถึงปัจจุบันนี้ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสารประจำทาง รถรับจ้าง รวมทั้งสามล้อเครื่อง ที่สะดวก รวดเร็ว ได้เข้ามาแทนที่ และมีจำนวนมากขึ้นเต็มท้องถนน บนถนนที่เคยเงียบสงบ กลับมีเสียงแตรรถ เสียงเครื่องยนต์ และมลพิษ ทำให้การนั่งรถม้าในการเดินทางจึงลดความนิยมลง ผู้ใช้บริการลดจำนวนลงอย่างมาก ซึ่งนอกจาก รถม้าจะวิ่งช้าแล้ว บางคนยังมองว่าเป็นการทรมานสัตว์
แม้วันนี้ จังหวัดลำปางจะลดบทบาทในการเป็น ศุนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยว ในเขตภาคเหนือตอนบน โดยมีเมืองเชียงใหม่ เข้ามาแทนที่ เนื่องจากมีการเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟ ทางหลวงสายสำคัญ ที่มุ่งสู่เชียงใหม่ รวมทั้งเส้นทางการบินที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค
แต่จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่รถม้าได้อยู่คู่เมืองลำปาง ทำให้ทางจังหวัดได้เข้ามาส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถม้าเป็นรถบริการมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวโดยการนั่งรถม้าชมเมืองลำปาง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลำปางอย่างใกล้ชิด ได้ชมสถาปัตยกรรม บ้านเรือนผู้คน และโบราณสถานต่างๆซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ชัดเจนบริเวณสองข้างทาง โดยมีคำกล่าวว่า หากใครมาถึงจังหวัดลำปางแล้ว ไม่ได้นั่งรถม้าเที่ยวชมเมืองลำปาง ก็เหมือนยังมาไม่ถึงลำปาง
การส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวใช้บริการรถม้าในการนำเที่ยว นอกจากจะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ชาวลำปางแล้ว สิ่งสำคัญยังเป็นการอนุรักษ์รถม้าให้อยู่คู่เมืองลำปางตลอดไป
รถม้าลำปางจึงเป็นเสน่ห์ที่น่าภาคภูมิใจ เป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่น และยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงมีรถม้าใช้เพื่อเป็นพาหนะสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ๆ ภายในตัวเมืองและบริการแก่นักท่องเที่ยวในการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆภายในตัวเมืองลำปาง
ขอบคุณความรู้ ดีดี จาก http://www.fm100cmu.com/blog/Lanna/content.php?id=300
สวัสดีค่ะวันนี้แวะมาเยื่ยมค่ะ
1. น.ส.ฐิติพร อนุชาตานนท์
เมื่อ ศ. 13 ก.พ. 2552 @ 17:42
ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมนะค่ะ..
ครูอ้อยเคยนั่งรถม้ากับพ่อบ้าน เมื่อคราวที่ไปลำปางค่ะ สนุกดีค่ะ ยังถ่ายรูปไว้ แต่หาไม่เจอเลยค่ะ
แมซเซนเจอร์ส่งรัก..ในวันแห่งความรัก
พันคำก็เคยนั่ง ครั้งหนึ่งนานมาก ไม่ได้ถ่ายรูป
อยากนั่งอีก
อยากชมภาพที่คุณครูอ้อยนั่งรถม้าครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ กระรอกน้อยผู้น่ารัก ทำให้รู้ความเป็นมาของรถม้าลำปาง เรื่องมันเป็นอย่างนี้เอง รถม้า ภาษาจีนใช้คำว่า "หมา่เชอ" ได้ไหมค่ะ
3. ครูอ้อย แซ่เฮ
เมื่อ ศ. 13 ก.พ. 2552 @ 19:38
สนุกใหม?ค่ะ..ครูอ้อย..
4. พันคำ
เมื่อ ศ. 13 ก.พ. 2552 @ 19:55
สนุกใหม?ค่ะ..อ.พันคำ..ปุ้ยยังไม่เคยนั่งเลย..อิอิ..แต่เคยไปลำปางแล้วววว
5. ครูคิม
เมื่อ ศ. 13 ก.พ. 2552 @ 20:00
เสียดายจังเลยนะค่ะ..ครูคิม..คงมีโอกาสได้ไปนั่งนะค่ะ..อิอิ
6. Lin Hui
เมื่อ ศ. 13 ก.พ. 2552 @ 20:08
ยินดีค่ะ..Lin Hui เหล่าซือ
หม่าเชอ..ใช่ค่ะ..แปลว่า รถม้า
马(mǎ) หม่า แปลว่า ม้า
车(chē) เชอ แปลว่า รถ
马(mǎ)车(chē) หม่าเชอ แปลว่า รถม้า ค่ะ
马车,马车,马车,马车,马车
泰国也有这种马车的?呵呵,我以为只有中国才有,不过现在中国都很少见了呢~~
11. davidhoo
เมื่อ อา. 15 ก.พ. 2552 @ 20:14
ลำปาง 有,但我没坐过~~