“กลุ่มหมอพื้นบ้าน ตำบลปะโค”

11 กุมภาพันธ์ 2552

                วันนี้เป็นรอบที่ 3 ของพื้นที่ปะโค ในโครงการเสวนาหมอพื้นบ้าน ของ กุมภวาปี ซึ่งปะโคเป็นพื้นที่แรกที่เริ่มโครงการ โดยผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรกระบวนการ หรือผู้นำการโสเหล่ว่างั้นเถอะ จำได้ว่าครั้งแรกของปะโค ก็ออกจะเป็นครั้งแรกของผมก็ว่าได้ ครั้งแรกนั้นผมให้ข้อมูลมาก ค่อนข้างจะมากเกินไป (เมื่อลองมาทบทวนดูแล้ว) การให้ข้อมูลก่อนเวลาอันควรทำให้กลุ่มเครือข่ายออกจะงง หรือหลงไปเลยก็ได้ น่าจะให้ข้อมูลเป็นเปราะ ๆ ไป อันนี้ขึ้นกับสถานการณ์ของพื้นที่ ตรงนี้เลยทำให้รอบที่ 2 ของปะโค เกือบจะเป็นครั้งท้าย ๆ ของโครงการซึ่งมีอยู่ 4 พื้นที่ (สอ.ห้วยบง  ปะโค สะอาดนามูล ผาสุก) และรอบที่ 2 นั้นเป็นรอบที่ทีมงานได้รับการส่งสัญญาณ สั่งสอน ก็คือเราไปนัดเอาวันที่คนในเครือข่ายมีธุระพอดี แต่คราวนั้นเราก็ได้เรียนรู้คุณค่าจากความผิดพลาด และกลับมาใหม่ในรอบที่ 3 นี้ ซึ่งเมื่อคิด ๆ ไปแล้ว ดูเหมือนว่าปะโค คุยกัน 3 ครั้ง เหมือนกับคุยกันเพียง 1 ครั้งครึ่ง  แต่ก็ได้ผลงานเท่ากับอีก 3 พื้นที่ ที่คุยกัน 3 ครั้ง (ฮา)

                รอบที่ 3 นี้เลื่อนมาแล้ว 1 ครั้ง จนมาลงตัวในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 พี่คเนศวรมารับผมที่ที่ทำงาน ตอนแรกกะว่าจะให้ทีมงานผมคือ วิริยา และ วารุณีไปด้วย แต่คาดว่าคราวนี้คงเป็นการพูดคุยกันที่สถานีอนามัยมากกว่า คงยังไม่มีการลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจอะไร ระหว่างเดินทางก็เตรียมเรื่อง ซึ่งผมได้คิดมาก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องให้กลุ่มได้ชื่อกลุ่ม เป้าหมายร่วมของกลุ่ม ภารกิจของกลุ่ม ภารกิจแต่ละอย่างนั้นต้องทำอะไรบ้าง  ถ้าวันนี้ได้อย่างที่คิดไว้ก็น่าที่จะเพียงพอที่จะเป็นจุดเริ่มเรื่องต่อไปได้  มาถึงสถานีอนามัยปะโค ค่อนข้างเร็วกว่าทุกครั้งและมาก่อนที่เครือข่ายจะมาถึง ทำให้เราได้เตรียมการ เช่นจัดป้องประชุมให้ใหม่ จากการจัดแบบบรรยาย (เก้าอี้เรียงแถวกันเป็นตับ) เป็นการจัดแบบล้อมวงคุยกัน  เตรียมกระดาษฟลิ๊บชาร์ท  เขียนหัวข้อ เพื่อให้เครือข่ายได้มาเติมคำในช่องว่าง ได้แก่ ชื่อกลุ่ม , เป้าหมายร่วม , ภารกิจ

                เปิดเวที ผมให้ข้อมูลเบื้องต้นพร้อมกับจับเวลาไปด้วยโดยใช้นาฬิกาข้อมือนี่แหละครับ พอดีมันมีที่หมุน ๆ ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ทำให้เรารู้ว่าเรื่องนี้เราเปิดเวทีให้ถกแถลงกันนานกี่นาทีแล้ว เอ้าผมให้ข้อมูลว่าโครงการนี้ 4 ตำบล แต่ละตำบลเขาได้อะไรกันไปแล้ว อย่างตำบลหนองหว้า สถานีอนามัยห้วยบงเนี่ย ก็มีการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน มีการเดินป่าสำรวจสมุนไพรจนได้สารานุกรมสมุนไพรท้องถิ่น  วันนี้ก็มีตัวแทนมาร่วมพูดคุยด้วย คือพี่เครือ เนตรภักดี อสม.ดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2551 ตัวแทนระดับภาคอีสานเรา   และก็ได้เสอนแนวคิดเกี่ยวกับศูนยประสานงานเครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยจะมีกลไกการขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาหมอพื้นบ้าน , ศูนย์ศึกษาและพัฒนาใบลาน , ศูนย์ศึกษาและพัฒนาปราชญ์พื้นบ้าน โดยทุกศูนย์น่าจะมีไทบ้านกันเองนี่แหละที่มาเป็นคณะกรรมการ รวมทั้งเป็น STEERING COMMITTEE  

                มาถึงประเด็นแรกคือชื่อกลุ่ม ก็เปิดให้เวทีได้ถกกัน  พ่อประสิทธิ์ก็ฟังไปยิ้มไป รวมทั้งพ่อประธาน คือกำนันทองมี ตอนแรกก็กลัวว่าจะซ้ำกันหรือเปล่า  บ้างก็ว่าเราทำเรื่องหมอพื้นบ้าน ก็ตั้งชื่อกลุ่มหมอพื้นบ้านสินะ จนได้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มหมอพื้นบ้าน ตำบลปะโค   อันนี้ไม่มีทางซ้ำแน่นอน เพราะได้แสดงความเป็นเจ้าของไว้แล้ว ใช้เวลาโสประมาณ 5 นาที  มาถึงเป้าหมายร่วมของก็เปิดให้เวทีโสกันอีก เอาละเริ่มจับเวลา คราวนี้พ่อคาน พ่อประสิทธิ์ และอีกหลาย ๆ คนก็พรั่งพรูครับ  ผมก็คอยดักจับคำพูดที่ลอยมา หลุดออกมา เช่น  ร่วมกัน  อนุรักษ์  วิชา  เป่าฝี  แลกเปลี่ยนพูดคุย  เป็นต้น ผ่านไปพอได้ที่แล้ว  ผมก็ขออนุญาตมัดรวมคำที่หลุดออกมาเหล่านี้  (และระหว่างการพูดคุยนี้พี่กุหลาย พี่คเนศวรก็นั่งสังเกตการณ์อยู่)  สรุปได้ใจความเบื้องต้นว่า ร่วมกันอนุรักษ์วิชาหมอพื้นบ้านผ่านกระบวนการ ลป.พค. (แลกเปลี่ยนพูดคุย)  อ่านดูยังทะแม่ง ลองถามกัลบไปในเวทีให้ช่วยกันตกแต่งจนได้ข้อสรุปว่า ตัด กระบวนการ ลป.พค. (แลกเปลี่ยนพูดคุย) ออก เพราะจะจำกัดวิธีการเกินไป และสุดท้ายเราก็ได้ เป้าหมายร่วมเจ๋ง ๆ ว่า ร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านมาถึงเรื่องของภารกิจก็แบบเดิมครับให้โสกันก่อน พ่อคานเสนอว่า ให้หายามาปัว  แม่หนูแดง หมอจับเส้น เสนอว่า คิดหาคนค้นหายา  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 เสนอการจัดตำแหน่งแต่ละคนให้ดี มีการแบ่งหน้าที่  พ่อคานเสนออีกทีคือ พากันไปเบิ่งต้นยา  สรุปภารกิจที่น่าจะมีโดยแปลความคิดที่เสนอมาได้อย่างนี้

1.ประชุมคณะกรรมการทุก 3 เดือน (โดยให้สถานีอนามัยเป็นพี่เลี้ยงเตรียมเรื่องพูดคุยในช่วงแรกก่อน) ข้อนี้จะทำให้ การจัดตำแหน่งแต่ละคนให้ดี มีการแบ่งหน้าที่

2.ให้มีการสำรวจรวบรวมรายชื่อจัดทำทะเบียนหมอพื้นบ้านให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน (คิดหาคน)

3.ให้มีการสำรวจรวบรวมรายชื่อจัดทำทะเบียนสมุนไพรให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน (ค้นหายา)

4.จัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนปีละ 1 ครั้ง (ถ้าจะปัวคน ต้องให้คนรู้จักเรา)

5.แนะนำชมรม ผลงานของกลุ่มในที่ประชุมหมู่บ้าน (ต้องจัดทำแผ่นพับแนะนำ)

                สรุปจุดเด่นของที่นี่ก็เพราะภาวะผู้นำของชุมชนสูงนั่นเอง  ก็เลยตามพื้นที่อื่น ๆ ทัน

                ปิดเวทีภาคเช้า พ่อกำนันได้เตรียมพื้นที่เดินดูสมุนไพร เป็นป่าบ้านเหมือดแอ ใกล้ ๆ กับบ้านาดี ตำบลหนองแสง ซึ่งหะแรกพ่อคานว่าไม่น่าจะมีอะไรดอก  ป่าที่ว่าเป็นป่าเต็งรัง ป่าโคกบ้านเรานี่แหละ และเป็นป่าช้าด้วย มีเมรุเผาศพด้วย เป็น ป่าผีปาหลอก  เริ่มเดินกันเจอที่มีมาก ๆ เช่น ต้นน้ำเกลี้ยง  มุยแดง ช้างน้าว เป็นต้น   อย่างอื่น ๆ โดยที่เรามาตามหากันก็มี นมสาว นมงัว นมผา (ที่นี่ไม่มี) นมราชสีห์ (ก็ไม่มี)  มีต้นยอป่า ตัดเอาไปทำไม้มงคล มีหัวใจทศกัณฑ์   พี่เครือก็คอยแบ่งยาที่ตัดมาให้แต่ละคนได้เท่า ๆ  กัน ก็เดินกันจนล้า แต่พ่อคานไม่ล้า กัลยานีก็คอยจด  น้องแหม่มคอยถ่ายภาพ ทุกคนจัดแบ่งหน้าที่กันค่อนข้างลงตัว ตอนขากลับออกมาผมยังได้เจอหลุ่มศพเด็กยังใหม่ ๆ อยู่เลย