A Lot to Live for

ผมออกไปเยี่ยมบ้าน (home visit) อีกครั้งหนึ่งกับ Vanessa ที่จริงของ รพ. Braeside นี่จะมีหมอ specilist palliative ที่ออกเยี่ยมบ้านสองคน อีกคนคือ Jackie หนึ่งในคุณป้ากระทิงที่ร่วมประชุมคราวก่อน Vanessa ยืนยันว่าคุณป้า Jackie มีประสบการณ์เยอะจริงๆ ไม่ใช่เยอะเล่นๆ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมเลยบอก Vanessa ไปว่าวันนี้ขอไปกับเธอก่อนแล้วกัน เจอป้า Jackie อีกทีเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันใหม่

ปรากฏว่าวันนี้รถของ Vanessa เสีย แต่เธอบอกว่าประเดี๋ยว community nurse คนที่ consult เรามาจะมารับเอง แป๊บเดียวพอเราออกมารอที่หน้า รพ. เคธี่พยาบาลชุมชนก็ขับรถมาเทียบเรียบร้อย ตะโกนทักทายมาแต่ไกล เสียงดังสนั่น (บอกแล้วว่ามีต๊ะพยาบาลกระทิงแถวนี้) แนะนำตัวเสร็จพวกเราก็กระโดดขึ้นรถไปทันที

ขึ้นรถปุ๊บ เคธี่ก็ brief case นี้ให้ฟังอีกรอบทันที เพราะเธอพึ่งไปเยี่ยมมาเมื่อวานนี้ ลุง Frank เป็น Italian ทำงานในโรงงานบุหรี่มาหลายปี ต่อมาก็เป็นมะเร็ง head & neck (เธอไม่ได้บอกว่าที่ไหน แต่พอไปถึงเห็นลุง Frank น่าจะเป็น bucaal mucosa หรือเยื่อบุช่องปาก) ทำผ่าตัดไปแล้ว ใหญ่พอควร หลังจากนั้นก็ฉายแสง เมื่อตอนเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส ปรากฏว่าเนื้องอกทำท่าจะใหญ่ขึ้นมาอีก ตอนนั้นครอบครัวก็เครียดมาก ไปปรึกษาหมอ หมอก็ไม่แน่ใจว่าจะเอายังไงดี จะฉายแสงรึจะให้ chemo ดี แต่ทั้งลุง Frank และภรรยา เป็น Italian เก่า (น่าจะมาจากซิซิลี ดูจากท่าทางการพูด นักเลงจริงๆ) แกเป็นนักสู้ทั้งคู่ โชคดีที่สุขภาพทั่วไปลุงแกยังดี ก็เลยรับเคมีบำบัด ปรากฏว่าทันก่อนคริสต์มาส เนื้องอกก็ยุบลงไปอีกรอบนึง

ตอนนี้ลุง Frank ยังได้เคมีบำบัดอยู่ แต่ที่ปรึกษามาคือ สองสามอาทิตย์นี้นำ้หนักลดลงหลายกิโล (bad signs!!) และรู้สึกเบื่อๆอาหาร หมอมะเร็ง (medical oncologist) นัด MRI วันพรุ่งนี้ และนัดพบหมอวันศุกร์ที่จะถึงนี่ เคธี่รู้สึกว่าลุง Frank ค่อนข้างจะ down ก็เลยปรึกษา Vanessa ให้ช่วยไปดูหน่อย

เคธี่ขับรถพาเรามาไม่ถึง 10 นาทีดีจาก รพ. Braeside ก็มาถึงหมู่บ้านเงียบๆแห่งหนึ่ง ถนนหนทางเรียบร้อย สะอาด สะอ้าน อาทิตย์นี้ไม่ร้อนตับแตกอย่างอาทิตย์ที่แล้ว อากาศค่อนข้างจะเย็นเสียด้วยซ้ำไป เราก็เลี้ยวรถเข้ามาในซอยแห่งหนึ่ง เคธี่พูดว่า Frank แกทำบ้านไว้สวยมากเลย ก่อนจะลงจากรถ

พอเราเดินเข้าไปที่บ้าน ต้องขึ้นบันไดขึ้นเนินไปนิดนึง ก็เห็นบริเวณบ้านที่ตกแต่งรั้วไว้อย่่างมีบุคลิกของตนเอง ต่างจากเพื่อนบ้านชัดเจน กดกริ่งหน้าประตูสักประเดี๋ยวก็มีเสียงผู้หญิงรับ ปรากฏว่าเป็นภรรยาลุง Frank ออกมารับเอง เชื้อเชิญเราเข้าไปดิบดี ทักทายกับเคธี่อย่างคนคุ้นเคยกัน

เข้ามาในห้องซึ่งเปิดแอร์คอนดิชันไว้ อากาศกำลังเย็นสบาย เราก็เห็นลุง Frank เป็นชาย (เคย) ร่างใหญ่ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างโต๊ะอาหารขนาด 12 คน แกยกมือทักทาย เราก็มองเห็นร่องรอยการผ่าตัดที่ใบหน้าข้างขวา มีเนื้องอกภายใน maxilla ข้างขวา (กระดูกขากรรไกรบน) ดันลูกตาข้างขวาออกมาเล็กน้อย ทำให้แกปิดตาไม่ได้ ต้องมี eye pad พลาสติกครอบเอาไว้่กันตาแห้งและเคืองตา ริมฝีปากขวาห้อยและเป็นอัมพาต ทำให้ขยับปากไม่ค่อยถนัด พูดเสียงไม่ค่อยชัดเท่าไร Vanessa ก็ทักทาย ลุง frank ก็โบกมือโบกไม้ตอบรับ อารมณ์ค่อนข้างจะดี

Vanessa ถามลุง Frank ว่า "so what is your concern and would like to ask us about?" ลุง Frank ก็เล่าว่าตอนนี้แกรู้สึกว่าผอมลง นำ้หนักลดลงเยอะ แกกำลังกังวล เพราะหมอที่รักษามะเร็งนัดทำ MRI วันพรุ่งนี้และผลจะออกมาวันศุกร์ หมอจะบอกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี พูดถึงตอนนี้แกก็ลดสายตาลง ภรรยาแกก็เสริมว่า พวกเราก็กำลังกังวลว่าหมอจะทำอย่างไรต่อไปเหมือนกัน ถาม Vanessa ว่าคิดว่าเกิดอะไรขึ้น

Vanessa ยังไม่ได้ตอบทันที แต่ถามต่อไปว่าตอนนี้แกขยับตัวได้ไหม ไปไหนมาไหนเองไหม กินข้าวได้หรือไม่ นอนหลับหรือเปล่า คำถามดูเหมือนจะไปเรื่อยๆ แต่ที่จริง Vanessa กำลังสอยถาม Global quality of life score ไปอย่างแนบเนียน ตรงไหนที่ Frank หยุดอธิบายนาน เธอก็จะหยุดถาม และปล่อยให้ Frank และภรรยาเล่าไป ลูกสาวคนกลางของลุง Frank ก็อยู่ด้วย และช่วยเสริมเป็นระยะๆ แสดงว่าเป็นหนึ่งใน caretaker ของลุง Frank เหมือนกัน

ลุง Frank มีลูกสาว 3 คน อยู่บ้านนี้หนึ่งคน อีกสองคนอยู่ใกล้ๆกันในละแวกเดียวกันนี้ ลูกสาวคนกลางมีลูกสองคน อายุ 6 ปี กับ 4 ปี ลูกชายคนเล็กของเธอเกิดวันเดือนเดียวกับ Frank เลย ทำให้ไม่แปลกอะไรที่ลุง Frank จะค่อนข้างภาคภูมิใจกับหลานคนนี้มาก เล่นด้วยกันบ่อยๆ ลุง Frank ยังมีหลานตาอีกคนเป็นของลูกสาวคนโต ซึ่งกำลังตั้งครรภ์หลานคนที่ 4 อยู่ ลูกสาวคนกลางอวดรูปของลูกเธอถ่ายคู่กับ Frank สองรูปที่ตั้งโชว์อยู่ข้างโต๊ะทานข้าวให้พวกเราดูอย่่างภาคภูมิใจ

Vanessa ตรวจดูในช่องปาก พบมีปื้นขาวๆอยู่ที่เพดานด้านบน เลยขอให้ลุง Frank ลองใช้ syringe ฉีด บ้วนปากดู ว่าจะหลุดหรือไม่ ปรากฏว่าก็ยังติดอยู่ Vanessa เลยคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นเชื้อราในช่องปาก และอาจจะเป็นสาเหตุที่ลุง Frank ไม่อยากกินอาหารในช่วงหลังนี่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็จะเป็นข่าวดี (แทนที่จะเป็นเนื้องอกลุกลาม) เพราะเชื้อราในช่องปากสามารถรักษาให้หายได้ และการเกิดก็อาจจะเนื่องจากการได้รับยาเคมีบำบัด ทำให้ Frank มีภูมิคุ้มกันต่ำลง พอลุง Frank และภรรยากับลูกสาวได้ยินเรื่องนี้ ก็เริ่มมีสีหน้าท่าทางดีขึ้นชัดเจน มีความหวังมากขึ้น ถามวิธีดูแลภาวะเชื้อราในช่องปากอย่างละเอียด Vanessa กับเคธี่ก็เลยพาลุง frank และภรรยาไป demonstrate วิธีการล้างปาก

Solution อย่างง่ายๆก็ใช้แค่ผง baking soda หรือโซดาทำขนมทั่วๆไปนี่แหละ ผสมน้ำ แล้วใช้ syringe ฉีดล้างให้ทั่วช่องปาก เพราะตอนหลังมี evidence ขึ้นมาว่าน้ำยาบ้วนปากที่เข้าอัลกอฮอล์อาจจะทำให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งมีวางขายทั่วไปในตลาด Vanessa กับเคธี่บอกว่าเอาน้ำยาโซดาขนมนี่แหละดี เพราะเป็น buffer จางๆด้วย (สารควบคุมภาวะกรด-ด่าง) จะรักษาความเป็นกรดด่างไปในตัว ไม่ให้ extreme เกินไป

ตรงที่เป็นปื้นๆ ถ้าฉีดล้างไม่ออก ก็อาจจะใช้ช้อนพลาสติกตักไอสกรีม หรือแปรงสีฟันนุ่มๆ ลองลูบเบาๆดูว่าจะหลุดหรือไม่ สุดท้ายก็สั่งยาเชื้อรามาให้อม Frank ถามว่ากลืนไปเลยได้ไหม ก็บอกแกว่ากลืนได้ แต่รสชาติค่อนข้างแย่นะ แนะนำให้กินข้าวกินปลา (ฝรั่งอาจจะไม่่ค่อยกินปลาเท่าไร) กินขนมที่อยากกินให้เสร็จเรียบร้อย ล้างปากบ้วนปาก แล้วจึงค่อยกินยาเชื้อรา แล้วไม่กินน้ำไม่กินอะไรสักประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่งั้นก็จะล้างยาออกไปหมด

ภรรยาลุง Frank และลูกสาวซักถามวิธีดูแลอย่างตั้งใจ ลูกสาวหยิบกระดาษขึ้นมาจดอะไรไว้กันลืมด้วย

สักพัก Vanessa ก็บอกให้ลุง Frank หาที่นอนราบ จะตรวจร่างกายให้ละเอียด ภรรยาแกก็เลยพาไปในห้องนอน ผมก็นั่งคุยต่อกับลูกสาวลุง Frank แกก็เล่าว่า ตัวแกเองไม่เคยเจอปู่ หรือตา เห็นแต่ในรูป แต่ก็ได้ยินเรื่องราวที่คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณตาเป็นยังไง คุณยายเป็นยังไง มีรูปให้ดู จนกระทั่งแกรู้สึกเหมือนกับว่าได้รู้จักคุณตาคุณยายเป็นอย่างดี แกก็เลยอยากให้ลูกชายและลูกสาวของแกได้มีโอกาสรู้จักคุณตาจริงๆตอนที่ยังมีโอกาส เพราะมันเหมือนกับว่าเราได้รู้ว่าเรามาจากไหน เป็นใคร ใครเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราบ้าง

ผมเลยแสดงความเห็นไปว่า เท่าที่ผมเห็นในประเทศไทย คนแก่ๆก็อยากเห็นหลานเหมือนกัน ผมว่าบางทีมันเหมือนกับเห็น immortality quality ของเรา ที่ได้เจอะเจอหลานที่กำลังสืบเชื้อสายต่อๆไป ทั้งด้าน genetic ทั้งด้านความเชื่อ คุณค่า ความดีงามที่เราตกทอดไปให้แก่ลูกๆ คนไข้ของผมบางคนอยากให้หลานๆเล็กๆ มาอ่านหนังสืออะไรตะกุกตะกักให้ฟัง ก็มีความสุขแล้ว เพราะกำลังเห็นการเจริญเติบโตของเชื้อสาย ทั้งด้านกายภาพและสติปัญญา ทั้งแคธี่และลูกสาวลุง Frank ก็ดูเหมือนจะชอบ idea และ perspective นี้มากๆเลยทีเดียว

Vanessa ก็ brief ให้ลุง Frank กับภรรยาและลูกสาวฟังว่า ควรจะมีการเตรียมตัวก่อนไปหาหมอมะเร็งตอนวันศุกร์อย่างไรบ้าง เธอบอกว่าสมมติว่ายังมีเวลาอีก 3-4 วัน ถ้าในช่องปากเป็นเชื้อราและเราเริ่มดูแล ลุง Frank อาจจะดูแข็งแรงขึ้นทันวันศุกร์ก็ได้ เพราะสภาพร่างกายวันนั้นจะเป็น factor สำคัญสำหรับหมอ oncologist ว่าจะใช้แนวไหนรักษาลุง Frank ดี ที่แน่ๆ ก็คือ ถ้า weak มากๆ โอกาสที่จะเลือกเคมีบำบัดต่อ หรือฉายแสงต่อก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือก (ซึ่งครอบครัวนี้เป็นนักสู้ทั้งหมด ไม่มีใครชอบการไม่รักษาต่อเลยแม้่แต่คนเดียว)

ผมคิดว่าที่ Vanessa พูด มีส่วนดีทั้งด้านจิตวิทยาและทางการแพทย์ เป็นการให้กำลังใจที่แนบเนียน และตรงกับบุคลิกลักษณะของคนไข้และคนในครอบครัวมากเลยทีเดียว

Vanessa ยังแนะนำต่อไปอีกว่า ตอนนี้ควรจะเริ่มเตรียมคำถามที่จะถาม consultant oncologist ไว้่เลย เพราะถึงเวลาจริงๆที่ OPD จะนึกไม่ออกว่าจะถามอะไรดี หมอเขาจะถามตอนจบว่าเราจะมีคำถามอะไร หรือเรีื่องอะไรที่กังวลไหม แล้วให้เวลาเราคิดพักนึง แต่ด้วยความที่เราจะพึ่งได้รับข้อมูลใหม่เยอะ ทั้งผล MRI ทั้งเรื่องแนวทางรักษาใหม่ ฯลฯ ถึงตอนนั้นจะมึนตึ่บ นึกอะไรไม่ออก ให้เตรียมคำถามและจดใส่กระดาษไว้เลย ถึงวันจริงอาจจะยื่นกระดาษให้หมอช่วยอธิบายตาม list เลยก็ได้

ผมคิดว่านี่เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆ และ practical point มากๆด้วย คนส่วนใหญ่จะ miss โอกาสสำคัญและไปนึกคำถามออกตอนอยู่บ้าน หรือตอนไหนก็ตามที่หมอจะไม่ available เสียแล้ว ทำให้หงุดหงิดทีหลังเวลาตามหาหมอยาก หรือหาคำตอบไม่ได้

พอเสร็จเรียบร้อย ภรรยาของ Frank ก็พาไปดูสระว่ายน้ำเล็กๆหลังบ้าน เราก็ช่วยกันเชียร์ให้ลุง Frank ลงไปแช่เล่นก็ได้ เพราะตื้นและเล็กนิดเดียว ไหนๆอากาศก็ร้อนๆแบบนี้ ภรรยาลุง Frank ก็บอกว่าแกมีคนมาเยี่ยมเยอะ ทั้งเพื่อนฝูง คนรู้จัก ครอบครัวที่อยู่รอบข้างและ italian มักจะมีความสัมพันธ์ในครอบครัวดี โดยเฉพาะแกอยากจะจัดปาร์ตี้ให้ครอบครัว เอาหลานๆมาวิ่งๆรอบๆตัวคุณตา ลุง Frank ออกตัวอายๆว่าเด็กๆมันหนวกหู แกไม่ได้อยากเล่นอะไรกับมันเท่าไหร่หรอก แต่ลูกสาวรู้ทัน บอกว่าพ่อน่ะ เวลาหลานมา แทบจะให้หลานมาเล่นตลอดเวลาเลย หนวกหงหนวกหูอะไรกัน ทั้งครอบครัวก็ย้ิมให้กันอย่างรู้ใจกัน

There are a lot of live for indeed....

If only we look for them.