ปุจฉา...?
มีปัญหา จะรบกวนขอคำแนะนำท่านอีกนิด จากการปฎิบัติในชีวิตประจำวันจริงๆ ??
ว่า
สรุปการตามรู้กายตามรู้ใจเนืองๆ การเจริญสติปัฎฐานที่มีรูปนามเป็นอารมณ์จนจิตจดจำสภาวะ แล้วสติเกิดเอง นี่ยากเหมือนกัน! เฮ้อ
บางที เมื่อกิเลสแรง มีกำลังมากๆ และเราก็ ณ เวลานั้นๆ ไม่มีกำลังพอที่จะเจริญสติเจริญปัญญา (วิปัสนา) ให้เห็นตนเองได้ ตามจริง เพราะการสำรวมอินทรีย์ในการอยู่สังคมที่กิเลสพาเราหมุนเร็วจี๊ๆๆๆ นี่ยากเหมือนกัน
จะให้ทำไงดี เพราะว่าอยู่เมือง มัวแต่วิปัสนา ไม่ทันพฤติกรรมลบทางกาย วาจา
เมื่อก่อนมีสองสุดโต่ง คือหลงตามกิเลสบังคับตนเองกดข่ม
ดิ้นรนเพื่อจะหนี ทำลายกิเลสนั้นๆ ด้วยตัณหาและทิฎฐิ ทีนี้สิ่งที่เกิดจากการดิ้นรนคือ ความทุกข์ทางใจ ความอยากจะดีตามมาติดๆ
เช่น
- การพยายามหนีการกระทบอารมณ์ทางทวารหก ขอหนีหลบซ่อนในบังเก้อ หมกตัว ไม่สุงสิง พบปะผู้คนมาก แต่มันไม่ธรรมชาติ ทำให้อยากอยู่แบบที่วัดมั่ง
- ต้องรีบหนีจากที่นั้นๆไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด เพราะยังสู้ไม่ไหว
-บางทีก็พยายามkeepภาวะกุศลให้อยู่นานๆ ซึ่งก็เป็นการข่มอีกแบบในทางกุศลแต่ก็ไม่ธรรมชาติ
-หรือบางทีก็ ต้องใช้สมถกรรมฐานเข้าช่วยไปก่อน เช่นนึกถึงความตาย พิจารณาอสุภ สวดมนต์ระลึกคุณพระพุทธองค์
สรุปการตามรู้กายตามรู้ใจเนืองๆ นี่ยากเหมือนกัน! เฮ้อ
(ที่มาจากบันทึก สิทธิในการ “โกรธ...” )
วิสัชนา...
เอ่... อันนี้ตอบไม่ถูกจริง ๆ
เพราะเราเองก็ไม่ได้เรียนธรรมะมากขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะยุ่งและมีกระบวนการเยอะขนาดนี้
ตอนนี้เรามีหน้าที่เพียงแค่ตื่นเช้ามาให้ตนเองนั้น "คิดดี พูดดี และทำดี"
เราตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะไม่คิดที่จะโกรธใคร ไม่ด่าใคร ไม่ทำร้ายเบียดเบียนใคร
แล้วในวันนี้เราก็จะอยู่เพื่อทำความดี เพื่อเสียสละ
ที่สำคัญที่หมายมั่นก็ขอให้เราแค่มี "ใจดี ใจสบาย..."
เราพยายามรู้อยู่แค่นี้ พยายามคิดแค่นี้ พยายามพูดแค่นี้ และพยายามทำแค่นี้...
ok
จะ รักษาศึลไว้ ตามท่านสอน อย่างเช่นเคย
ส่วนข้างในใจนี่ (ไอ้ใจดีใจสบายนี่ จะพากเพียรหมั่นตามดูรู้กายใจตนเองต่อไป อะไรเกิดก้ให้ดู รู้ไป)
เยี่ยมค่ะ..สุขกายสบายใจนะคะ