ok ท่านกล่าว ได้น่าซึ้งใจ

ขอน้อมรับ

แต่แหม postปัญหามาว่า ยากจริงๆ เลย การอยู่ในท่ามกลางสังคมเมือง หมู่คน

ที่กิเลสพาวิ่งวุ่นทั้งวัน

อยากหลบไปอยู่วัดเงียบๆ

บางทีไม่ทันเอาเป็นบทเรียน

จะพากเพียรต่อไป

(ที่มาจากบันทึก ศีลอันมั่นคง... )


 

จะหลบเหรอ สู้ดีกว่าเน๊อะ

การมาอยู่วัดไม่สงบ ไม่เงียบหรอก "แต่ถ้ามาเที่ยววัด มาอยู่สามเจ็ดวันนี่จะรู้สึกเงียบ แค่รู้สึกสงบ" สงบเพราะทุกอย่างถูกปรุงแต่งให้สงบ แม้แต่ใจเราเองก็ถูกบังคับ ถูกกำหนดให้สงบตามกำหนดเวลาที่จะอยู่

สงบเพื่อรอวันที่จะออกไปแล้วไม่สงบ...  

สงบแบบนี้เขาเรียกว่า "สงบอย่างอดทน" อดทนเพื่อรอวันระเบิด...

คนที่ตั้งใจว่าจะอยู่จริง ๆ ไม่สงบหรอกนะ หนักอย่างถึงใจทีเดียวเชียว

การอยู่ในสังคมมีความขัดแย้ง หนัก เหนื่อย ยังหนีไปเที่ยว พัก หลบ ไปหาอะไรต่ออะไรทำตามใจกิเลสให้สุขประเดี๋ยวประด๋าว สุขแบบจอมปลอมก็ยังพอจะไปทำได้ หรือถ้าแค่หลบมาอยู่วัดพักผ่อนสักเดี๋ยว กิจกรรมแบบนี้ก็สร้างความสุขจากความสงบได้ไม่แท้จริง

การหนีไปไหนต่อไหนหรือแม้กระทั่งมาอยู่วัด ก็เท่ากับยอมแพ้ตั้งแต่คิดที่จะหนี

"ต้องอยู่และสู้สิ คนเราจะหนีไปไหนก็หนีได้ แต่ก็หนีใจตัวเองไม่พ้นเน๊อะ..."

คนที่ตั้งใจมาอยู่วัดจริง ๆ นั้น หนักมาก เพราะไม่มีทางที่จะหนี ไม่รู้จะหนีไปไหน
การมาอยู่วัดก็เหมือนกับการกระโดดลงสู่สนามรบ ศีลข้อดี ข้อวัตรก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น "ธุดงควัตร" สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เปิดหน้าท้าชกกับข้าศึกคือ "กิเลส" แน่แท้เชียว

คนที่กล้ารักษาศีล ก็ต้องกล้าที่จะเหนื่อย กล้าที่จะลำบาก กล้าที่จะสู้ และการต่อสู้ที่จะไม่ต้องลงแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องลงใจนั้นไม่มี

คนเดี๋ยวนี้มักจะหนีความเหนื่อย หนีความลำบาก จึงหนีที่จะไม่รักษาศีล

การไม่สู้กับกิเลสก็ไม่เหนื่อย แต่ต้องเหนื่อยกับการเดินตามกิเลส

ต้องลองถามใจตนเองตอนนี้ว่าเราเหนื่อยไหม เราเรียนมาเหนื่อยไหม เราทำงานอยู่นี่เหนื่อยไหม เราต้องมีชีวิตอยู่นี่เหนื่อยไหม
ทำไมเราต้องเรียน ทำไมเราต้องทำงาน ทำไมเราต้องกิน ทำไมเราต้องมีเพื่อน ทำไมเราต้องรักษาชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูล ต้องกินเหล้าเพื่อเข้าสังคม ต้องโกหกเพื่อให้ตนเองนั้นอยู่รอด ต้องตลบแตลงเพื่อให้ขายของได้และได้เงินมา ต้องฆ่าสัตว์โดยบอกเหตุผลว่าเพื่อประทังชีวิต ต้องเลี้ยงครอบครัว ต้องอะไรต่อต้องอะไร ต้องทำตามใจตามกิเลส และสุดท้ายก็ต้องมาถามว่าทำไมเราต้องเกิดมาเป็นคน ต้องเกิดมาเพื่อรับรู้สิ่งเหล่านี้ ต้องเกิดมาเหนื่อย ต้องเกิดมาทุกข์ด้วย

รักษาศีลก็เหนื่อย ไม่รักษาศีลก็ยิ่งเหนื่อยนะ

สิ่งเหล่านี้เป็น "ปัจจัตตัง" คือสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง ว่าเหนื่อยแต่ละอย่างคือ เหนื่อยเพราะรักษาศีล กับการเหนื่อยเพราะไม่มีศีลนั้นมันเหนื่อยแตกต่างกันอย่างไร

ลองเหนื่อยดูนะถึงจะรู้
ธรรมะไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการคิด การพูด แต่สามารถรู้ได้ด้วยการประพฤติ ปฏิบัติ
ต้องปฏิบัติจริง ปฏิบัติตรง แล้วสิ่งที่ทำจะมีผลกับตนพลัน...