ตื่นเช้าขึ้นมา (3 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สองของการเดินทาง) ต้มน้ำชงเนสวิต้าและกาแฟ ทานกันเสร็จก็ออกจากบ้านที่พักเพื่อเดินไปยังศูนย์ฯ โดยเดินไปตามข้างถนน มีรถยนต์วิ่งไปมา ขับกันค่อนข้างจะเร็วมาก ใช้เวลาเดินประมาณสิบนาทีก็เดินมาถึง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้เข้าไปในศูนย์ฯ เมื่อวานแค่มาแวะรับสุตราที่หน้าบ้าน ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน จริงๆ แล้วเป็นบ้านหลังไม่ใหญ่เท่าใดนัก มีกระท่อมที่ใช้เป็นห้องฝึกปฏิบัติอยู่ห่างตัวบ้านเล็กน้อย ทางเดินเข้าศูนย์ฯ น่ารักมาก เหมือนกับเดินอยู่ในบริเวณบ้านในต่างประเทศ บรรยากาศเป็นแบบบ้านของฝรั่งแต่ว่าตั้งอยู่ในเมืองไทย จัดสวนไว้อย่างสวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้ สองข้างของทางเดินเต็มไปด้วยต้นเล็บครุฑ ค่อนข้างร่มรื่น สุตราและสารานีได้เตรียมอาหารเช้าไว้ให้ มีขนมปังปิ้ง เนย แยม น้ำผึ้ง โยเกิร์ต ซีเรียลและผลไม้ (แตงโม ส้ม แอปเปิ้ล) ชา กาแฟ ระหว่างทานก็คุยกันเรื่อง Osho เป็นส่วนใหญ่ เราเองได้อ่านประวัติของ Osho มา และจำได้ว่า Osho เคยพูดไว้ว่าเขาให้อภัยคนที่วางยาเขา (เป็นยาพิษที่ไร้สีไร้กลิ่น) เขาไม่ถือโทษโกรธคนที่ทำ แต่ตอนที่เราได้ยินสุตราเล่าถึงอาการป่วยของ Osho ฟังแล้วน่าสงสารมาก

ชุดของ osho ที่มอบให้สุตราเป็นที่ระลึก กระท่อมที่เป็นห้องฝึกปฏิบัติภาวนา
หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว สุตราก็พาพวกเราไปยังห้องฝึกปฏิบัติซึ่งอยู่นอกบ้าน ในห้องนั้นมีเสื้อของ Osho แขวนอยู่ มีรูป Osho มีพระพุทธรูป มีห้องน้ำในห้องฝึกปฏิบัตินี้ด้วย สุตราให้พวกเราฟัง CD ของ Osho เกี่ยวกับ Meditation ฟังไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงกำลังสนุก ถึงตรงที่เน้นว่าการทำ Meditation นั้นต้องไม่ใช่ทั้ง Concentration (การจดจ่อ เพ่งจ้อง) และ Contemplation (การพินิจพิจารณา) แต่ว่าบังเอิญแผ่น CD เกิดติดขัด ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นแผ่นอื่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งมาฟังต่อ (แผ่นนี้พูดคล้ายกับในหนังสือปัญญาญาณมากเรื่องหมอที่ต้องดูแลคนให้สุขภาพดีแล้วจึงจะได้รับเงินเดือน) ซึ่งเคยฟังมาแล้วทำให้รู้สึกเบื่อไม่ค่อยน่าสนใจเท่าใดนัก พอ 10.30 น. ก็มีการพักดื่มน้ำ (น้ำ+น้ำมะนาว) ในระหว่างพักประพนธ์ได้เปรยกับสารานีว่าเคยฟังเรื่องเหล่านี้มาแล้วและก็ได้อ่านหนังสือมามากพอสมควรแล้ว อยากจะเรียนรู้ส่วนที่เป็นเทคนิคมากกว่า ท่าทางจะ “ร้อนวิชา” ยังไงยังนั้น (ขอแซวหน่อย) พร้อมกับถามสารานีว่าจะพูดกับสุตราได้หรือไม่ สารานีก็ดีเหลือเกิน บอกว่าได้ จะให้เขาบอกให้หรือจะบอกเองก็ได้ ประพนธ์จึงพูดเรื่องนี้กับสุตราตอนมานั่งดื่มน้ำด้วยกัน สุตราก็ดีเข้าใจพวกเรา ดังนั้นพอกลับเข้าไปในห้องฝึกปฏิบัติใหม่ก็เริ่มให้ฝึกหัดเทคนิคแรกที่เรียกว่า“Nadabrahma” ทันที
สุตราบอกว่าเทคนิคนี้เป็นการทำ Meditation แบบง่ายๆ เป็นเทคนิคจากธิเบต เป็นการฮัมเพลงในคอเพื่อค่อยๆ เปิดจักระต่างๆ มีสามขั้นตอน เสียงดนตรีจะเปลี่ยนไปตามแต่ละขั้นตอน ให้หลับตา เอานิ้วมือสี่นิ้วซ้อนกันโดยมีหัวแม่โป้งแตะกันเป็นการทำรูปวงกลม วางสี่นิ้วมือซ้อนกันไว้ที่ตักอย่างสบายๆ ปิดปากส่งเสียงอึมมมมมในคอ ให้เกิดการสั่นสะเทือนข้างในจนถึงก้นกบ ทำเสียงเช่นนี้จนหมดเพลงในช่วงแรก พอเสียงเพลงเปลี่ยนก็ให้เข้าขั้นตอนที่สอง เอามือหงายขึ้นเคลื่อนออกช้าๆๆๆๆๆ อย่างมาก หากมีคนมองดูจะไม่รู้ว่ามีการเคลื่อนมือ เคลื่อนมือออกจากตัววนเป็นวงกลมสองวง (จากมือของข้าง) เข้ามาหาตัวทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดเสียงเพลงเปลี่ยนก็เริ่มเข้าขั้นตอนที่สาม คราวนี้คว่ำมือลงปลายนิ้วเคลื่อนมือเข้ามาแล้วห่างออกไปวนเป็นวงกลมกลับเข้ามาจดที่หัวใจ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยตามเสียงเพลง ทั้งสามขั้นตอนนี้ตลอดเวลาให้หลับตาไว้ (มีผ้าคาดปิดตาไว้) จะยืนหรือนั่งก็ได้ แต่พวกเราสองคนนั่งกันโดยนั่งบนเบาะ ต้องนั่งตัวตรง ให้หลังตรงไว้ตลอดเวลา เมื่อดนตรีจบ ก็นิ่งสักครู่ แล้วนอนลงเพื่อทำความรู้สึกกับร่างกาย ให้ความรักและรู้สึกขอบคุณร่างกายของเรา จากนั้นก็ให้ลุกเดินออกไปอย่างช้าๆ ถึงเวลาพักเที่ยง (ปัญหาของการทำ Meditation นี้ที่เราพบคือยังต้องคอยพะวงว่าเสียงในคอถูกไหม ทำมือในขั้นตอนที่สองและสามถูกไหม มันไม่ได้เป็นไปเองเลยยังไม่ได้อะไรนัก ใจยังคิดถึงแต่ Active Meditation อยากรู้จังว่าเป็นอย่างไร?) Meditation นี้เพื่อการผ่อนคลายและรักษา
วันนี้สุตราเลี้ยงข้าวเที่ยงพวกเราด้วย เป็นเนื้อปลาฉลามชุบแป้ง แต่ละชิ้นใหญ่มาก ทานกับสลัดผักใส่น้ำมันมะกอกและน้ำส้ม ขนมปังปิ้ง อาหารอร่อยมาก ระหว่างทานข้าวก็มีการพูดเรื่องต่างๆ ถามถึงเรื่องการฝึกที่ผ่านมาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อทานเสร็จ ก็เป็นช่วงพักต่อ จะเริ่มการฝึกปฏิบัติใหม่ก็ 15.00 น. พวกเราสองคนพากันไปเดินชายหาดหาทำเลนั่งบนหาดทรายได้สักพักก็ได้รับโทรศัพท์จากสุตราว่าขอเลื่อนเป็น 15.45 น. อากาศร้อนแดดก็ร้อนเลยเปลี่ยนมาเดินเล่นแล้วแวะเข้าไปชมวิลล่าสร้างใหม่ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วก็เดินกลับมาที่ศูนย์ฯ ไปนั่งพักในห้องฝึกปฏิบัติ

เดินจากบ้านพักไปศูนย์ในตอนเช้า โต๊ะอาหารกลางวัน
พอได้เวลา สุตราก็ให้ฝึก “Chakra Sound” เป็นการเปิด “จักระทั้งเจ็ด” จะนั่งหรือยืนก็ได้ แต่ให้ดีควรจะยืนมากกว่า พวกเรายืน แล้วก็ให้ส่งเสียงอูเป็นเสียงต่ำให้รู้สึกว่าสั่นสะเทือนมาจากจักระที่หนึ่งไล่ขึ้นมาเปลี่ยนเสียงเป็นโอ อา อี เสียงจะสูงขึ้นตามเสียงดนตรี ไล่ไปถึงจักระที่เจ็ด แล้วก็เปลี่ยนเป็นลงมาอีก ทำเช่นนี้สามรอบ (ปัญหาคือเสียงไม่ได้ตรงตัวว่าอู โอ อา อี แต่เป็นเสียงระหว่างนั้น ฟังเสียงดนตรีก็ยังไม่ชัดว่าเป็นเสียงไหน เลยไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นเสียงอะไร ทำใจทำเสียงให้ต่ำไล่ไปสูงตามดนตรีจะเป็นเสียงอะไรไม่สำคัญ) การฝึกนี้ให้เปิดปากตอนส่งเสียงแต่ไม่ใช่ตะโกน ก็ทำถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากนี่เป็นครั้งแรก ก็เพียงแต่พยายามทำตัวให้ผ่อนคลายเท่านั้น ไม่เครียด เมื่อเสียงดนตรีจบลงจะนอนพักหรือนั่งพักก็ได้ เราเลือกนอนพัก สังเกตการณ์ไปได้สักครู่ ก็คงหลับไป (ประพนธ์บอกว่าเรากรนด้วย) จนได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น ก็เป็นอันจบการฝึกปฏิบัติ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงสิบห้านาที
สุตราบอกก่อนเริ่มต้นว่าคนส่วนใหญ่พลังจะหยุดอยู่ตรงบริเวณท้องไม่ขึ้นไปข้างบน การทำปฏิบัตินี้ก็เพื่อกระตุ้นให้แต่ละจักระหมุนเวียนตลอดเวลาในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ทำให้พลังชีวิตไหลทะลุกันได้ตลอด ซึ่งทำให้ร่างกายเป็นปกติไม่เจ็บป่วยอะไรทำนองนี้ ระหว่างทำปฏิบัตินี้เรายังสัมผัสถึงอะไรยังไม่ได้เพราะพะวงอยู่กับเรื่องเสียงว่าจะต้องเป็นอย่างไรบ้าง คิดว่าหากปฏิบัติต่อเนื่องคงมีอะไรบ้างตามแต่ละคนจะมีประสบการณ์ด้วย จากนั้นก็พักสักครู่เพื่อเข้าห้องน้ำกัน เสร็จแล้วก็เข้าสู่ “Kundalini Meditation” ซึ่งใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาทีเช่นกัน เป็น Active Meditation แบบหนึ่งที่นิยมทำกันในช่วงบ่ายหรือตอนเย็นหลังเลิกงานเพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดที่สะสมไว้โดยการสั่นทั้งกาย เป็นการผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ
Kundalini Meditation มีสี่ขั้นตอน ขั้นแรก เป็นการสั่นทั้งตัว เหมือนใครมาเขย่าตัวเราให้สั่นคลอนไปหมด สั่นอย่างเต็มที่ ช้าเร็วไปตามเสียงดนตรี (นี่เป็นครั้งแรกก็สั่นยากเหมือนกันนะ บางครั้งก็อาจจะยากเหมือนกันที่จะสั่นไปทั้งตัว) เมื่อเสียงดนตรีเปลี่ยนก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สองคือให้เต้นไปเสียงเพลง ทำตัวให้เหมือนกับไม่มีกระดูก เป็นเหมือนวุ้นที่อ่อนนิ่มไปหมด (พวกเรามีสุตราเป็นตัวช่วยที่คอยบอกว่าให้เปลี่ยนขั้นตอน) พอเสียงเพลงเปลี่ยนก็นั่งลงเป็นขั้นตอนที่สามที่นั่งดู ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเหมือนกับการดูหนังแต่ต้องไม่อินไปกับมัน (เราเองเห็นอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด วุ่นไปหมด) จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่คือเอนตัวนอนลงให้ความรักความรู้สึกดีๆ กับร่างกายของเราทุกส่วน ขอบคุณร่างกายที่เรามี ผ่อนคลายทุกส่วน จนได้ยินเสียงระฆังก็เป็นอันจบกระบวนการ ก็เหนื่อยในตอนแรก ใจสั่นด้วย แต่วันนี้เหงื่อไม่ออก อาจจะเป็นครั้งแรกที่ฝึกเลยไม่ค่อยได้อะไรนัก แต่ก็รู้สึกดี
จัดการเก็บของเตรียมตัวออกจากห้องปฏิบัติ ก็เกิดเรื่องตื่นเต้นเพราะเปิดประตูไม่ได้ เนื่องการลูกบิดเกิดล๊อคค้างไว้ไม่ว่าจะบิดอย่างไรก็ไม่ได้ ดึงอย่างไรก็ไม่ได้ ในห้องก็หาอุปกรณ์ช่วยไม่ได้ด้วย ตอนนั้นคนทำงานในบ้านก็กลับบ้านกันหมดแล้ว ในห้องมีแต่พวกเราสี่คนเท่านั้น ไม่มีประตูอื่นเลย สารานีพยายามโทรตามคนมาช่วย โทรศัพท์มือถือเกิดแบตเตอรี่จะหมดเลยต้องเอาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะโทรมาใส่มือถือของเรา และใช้โทรศัพท์ของเราแทน ท้ายที่สุดก็ได้คนมาช่วยซึ่งได้รับข่าวจากเพื่อนอีกคนหนึ่งมา ต้องพังกุญแจ ท้ายที่สุดพวกเราก็ออกมาได้ อยู่ในนั้นครึ่งชั่วโมงได้ พวกเราชวนสุตราและสารานีไปทานข้าวเย็นด้วยกัน
สุตราขอตัวไปแต่งตัวแต่งหน้าทาปาก สักครู่พวกเราก็พากันเดินบนชายหาด โดยสุตราและสารานีนำทางเดินลัดบ้านพักคนแถวนั้นออกไปทางชายหาด พวกเราต่างก็ต้องใช้ไฟฉายส่องทางเพราะมืดมาก (เกือบสองทุ่ม) เดินไปทางบ้านพักของเราแต่เลยออกไป มีร้านอาหารริมชายหาดชื่อร้านจันทร์หอม มีคนมาทานกันมาก ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งเกือบทั้งนั้น สุตราสั่งไก่ผัดกระเทียมไม่ใส่พริกไทยและขนมปังปิ้ง ส่วนสารานีสั่งไก่ผัดเปรี้ยวหวาน ส่วนเราสองคนสั่งยำทะเล (ปลาและกุ้ง) ปลากระบอกทอดขมิ้น (ไปเลือกปลาเองด้วย) พแนงหมู (รสชาติฝรั่ง) ตอนอาหารมาถึงก็ชักชวนให้พวกเขาชิมกัน สารานีเลยร่วมวงกับเราด้วย (ปกติฝรั่งจะทานแต่เฉพาะจานของตนเองเท่านั้น) ถามสารานีว่าอยากทานเบียร์ไหม (คนเยอรมันชอบเบียร์เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่น) เธอชอบเบียร์ช้าง กว่าจะทานข้าวไปคุยไปเสร็จก็เกือบสี่ทุ่ม สุตราและสารานีพาพวกเราเดินลัดเลาะออกมาที่ถนนซึ่งตรงกับบ้านพักของเราเลย พวกเราแค่ข้ามถนนก็ถึงบ้านแล้ว กลับมาถึงก็รีบอาบน้ำเข้านอนเร็วเพราะพรุ่งนี้เช้าก็ต้องรีบไปอีก วันนี้ออกจากบ้านเจ็ดโมงเช้ากลับบ้านมาถึงเกือบสี่ทุ่ม
สวัสดีครับอาจารย์ ขอเข้ามาศึกษาด้วยคนครับ
ยินดีต้อนรับครับ หวังว่าคงจะได้ประโยชน์นะครับ
ขออนุญาติ คัดลอกข้อความไปให้คนอื่นได้ศึกษานะคะ
เพิ่งได้ Chakra Sound มา จะเอาไว้โพสต์แจก แต่ยังงงๆวิธีปฏิบัติค่ะ
พอดีมาได้ความรู้ที่นี่น่ะค่ะ ขอบพระคุณมากเลยค่ะ
จะลองไปนำปฏิบัติและบอกต่อคนอื่นๆค่ะ