ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ภรรยาผมบันทึกไว้ อาจมีเรื่องที่เล่าซ้ำกับที่ผมบันทึกไว้แล้วบ้าง แต่ก็ “ทางใครทางมัน” เป็นคนละสไตล์กัน ลองอ่านดูนะครับ . . .
เมื่อพูดถึงเรื่องการทำ Meditation หลายคนสามารถจินตนาการได้ว่าเป็นอย่างไร . . . ในครั้งนี้พวกเราสองคนถือโอกาสที่ลูกชายคนเล็กไปค่ายของโรงเรียนในช่วงหยุดเกษตรแฟร์ เราสองคนก็มาที่สมุยเพื่อที่จะเรียนรู้เรื่อง Osho’s Meditation ว่าเป็นอย่างไรกัน เพราะได้อ่านหนังสือ แปลหนังสือ ได้ฟังจากคุณเอ๋และคุณกวาง แล้วยังอ่านจาก blog ต่างๆ มากมายที่พูดถึงประสบการณ์ในการไปที่ศูนย์ของ Osho ในอินเดียมามากแล้ว แต่เนื่องจากเราสองคนยังไม่มีเวลามากพอที่จะไปที่อินเดีย เมื่อรู้ว่ามีศูนย์ Osho อยู่ที่สมุยก็เลยตัดสินใจมา และก็เป็นครั้งแรกที่ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศของเกาะสมุยอีกด้วย
ก่อนมาก็ติดต่อกับคุณสุตราซึ่งเป็นเจ้าของศูนย์ Osho เป็นชาวอิตาลีเป็นลูกศิษย์ของ Osho เคยตั้งศูนย์ Osho ที่อิตาลีมาก่อน หลังจากปิดศูนย์ฯที่อิตาลีก็ย้ายมาอยู่ที่เกาะสมุยและตั้งศูนย์ Osho ขึ้นมาเป็นเวลา 18 ปีแล้ว แต่ศูนย์ฯปัจจุบันนั้นเป็นสถานที่ใหม่ ไม่ใหญ่เท่าศูนย์ฯแรก (อยู่ริมทะเล ลูกชายของสุตราขายที่ไปแล้ว) อยู่ห่างจากทะเลเข้ามา เป็นการนำบริเวณบ้านที่คุณสุตราพักมาตกแต่งดัดแปลง พวกเราสองคนเดินทางมาเกาะสมุยโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ โดยเช้าตรู่ก่อนหกโมงไปส่งลูกชายคนเล็กที่โรงเรียนสาธิตเกษตร แล้วค่อยเดินทางออกจากบ้านตอนเก้าโมงเพื่อไปสนามบินสุวรรณภูมิ
เครื่องบินออกสิบเอ็ดโมง ถึงสมุยเที่ยง นั่ง taxi private ตามคำแนะนำของคุณสุตรามาที่ศูนย์ฯ รับคุณสุตราเพื่อให้นำทางไปยังที่พักซึ่งเป็นบ้านเช่ามีสองห้องนอน มีห้องรับแขก มีห้องครัว มีตู้เย็น (แต่ไม่มีเครื่องครัวเลย) พบคุณสารานี (เป็นคนเยอรมัน พูดไทยได้ดี เป็นลูกศิษย์ของ Osho) รออยู่ที่บ้านเช่าซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์ฯไม่ไกลนัก ก่อนเราจะมาถึงสุตราและสารานีเอาชุดเก้าอี้หวายสองตัวและโต๊ะกาแฟ (พร้อมกับปูผ้าปูโต๊ะ) มาวางไว้ที่ระเบียงหน้าบ้าน แล้วยังเอาผ้าเช็ดตัวมาไว้ในห้องน้ำให้อีก เพราะบ้านเช่านี้ไม่ได้จัดให้ ในบ้านมีชุดรับแขกและมีทีวีให้ด้วย ก็นั่งคุยกันได้พักใหญ่ เราได้เอาหนังสือของ Osho มาหนึ่งชุด (7 เล่ม) มอบให้กับสุตราเพื่อเก็บไว้ที่ศูนย์ฯ พร้อมทั้งของฝากเล็กน้อยให้ทั้งสองคน
พวกเราได้คำแนะนำว่าวันนี้พวกเราน่าจะมีเวลาไปเที่ยวรอบๆ เกาะสมุยก่อน ได้ใช้บริการของคุณประเสริฐมาขับรถพาไปเที่ยว ออกจากบ้านที่พักบ่ายสาม เดินทางไปยังหาดแม่น้ำ หาดบ่อผุด หาดแฉวง หาดละไม จุดชมวิว หินตาหินยาย ระหว่างนั้นก็แวะถ่ายรูป ได้แวะไหว้พระใหญ่ด้วย ตอนเดินทางกลับได้แวะซื้อผลไม้ (ส้ม ลองกอง มังคุด เงาะ) ถ้วยกาแฟสองใบพร้อมกับช้อนกาแฟ เพราะพวกเราเอากาต้มน้ำไฟฟ้ามาด้วยแต่ที่พักไม่มีถ้วยกาแฟเลยต้องมาหาซื้อกัน แวะร้านเซเว่นซื้อน้ำ คุณประเสริฐแนะนำร้านอาหารที่อยู่เลยบ้านเช่าไปไม่ไกลนัก (บางปอ) เป็นร้านอาหารพื้นเมืองและอาหารทะเล คุณประเสริฐส่งเราไว้ที่ร้านและบอกว่าถ้าทานข้าวเสร็จก็ค่อยโทรไปบอกแล้วจะมารับไปส่งที่บ้าน

เรือริมหาด บรรยากาศชายทะเล

ที่วัดพระใหญ่ เด็กกับสุนัขที่ในวัด

บรรยากาศหาดละไม ตลาดผลไม้

ร้่านอาหารไทย "ตาโข" จี่เคย กับ ผักสด
พวกเราสั่งอาหารไทย เท่าที่จำได้ก็มีต้มยำกุ้ง ผัดใบเหลียงน้ำมันหอย เนื้อปลาฉลามผัดฉ่า ข้าวผัดปูกุ้ง ที่ร้านมี “จี่เคย” แถมให้ทุกโต๊ะ เป็นน้ำพริกกะปิแผ่บางๆ บนกะลามะพร้าวแล้วเอาไปย่างนำมาทานกับยอดมะม่วงหิมพานต์ แตงกวา ถั่วฝักยาว อร่อยมาก จนต้องขอเบิ้ล อาหารมากมาย ราคาพร้อมเครื่องดื่มแค่ 515 บาทเอง กลับถึงที่พักเกือบสองทุ่ม จัดการธุระเสร็จดูละครเรื่องร้านขนมหวานยังไม่จบก็นอนแล้วเพราะเช้าวันนี้ตื่นตั้งแต่ตีสี่กว่าแล้วยังต้องเตรียมตัวสำหรับเข้าแค้มป์ในวันพรุ่งนี้ซึ่งนัดกันว่าให้ไปถึงที่ศูนย์ฯ 7.45 น.
ท่านอ. ค่ะ มาอมยิ้มกับประโยค ทางใครทางมัน ... โห ตกกะใจ แต่พอ ได้เก็ท อ๋อ หมายถึง แตกต่างคนละสไตล์ :)
อ่านจนเพลินเลยค่ะ ... มีหลายมิติ .... ชอบค่ะ ชอบภาพ วัดสระใหญ๋
กับ เด็กน้อย กับน้องหมา ... ให้อารมณ์ มากๆ ... ขอบคุณค่ะ
คอยอ่านตอนต่อไปนะครับ . . . เพราะจะมีประสบการณ์ในการฝึกเทคนิคต่างๆ มาแชร์กันต่อไป
สวัสดีค่ะ อ.ประพนธ์
"กระเป๋าใครกระเป๋ามัน" แต่ของข้างในนั้นรวมกันครับ คุณติ๋ว
ถ่ายรูปได้สวยงาม น่าตามไปเที่ยวซะจริงๆค่ะ
แวะมาขำ...ฮาก๊ากๆๆๆ...ค่ะ
มีความสุขมากๆนะคะ....
ตามอาจารย์มาเที่ยวครับ
ขอบคุณมากครับ
ตามมาอ่านครับ ผมไม่ได้ไปสมุยร่วมสามสิบปีแล้ว เลยทำให้รู้สึกว่าวันเวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
ผมมาครั้งแรกเลยบอกไม่ได้ว่าสมุยเปลี่ยนไปอย่างไร . . . แต่ตอนที่อยู่ที่นั่น รู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่เมืองไทย เพราะเห็นแต่ฝรั่งเต็มไปหมด (โดยเฉพาะที่ชาดหาด) . . . แต่ค่าครองชีพน่าจะสูงนะครับ
ขอบคุณ คุณชาญวิทย์ ที่เข้ามาเป็น "ลูกทัวร์" ทีหลังไปนครฯ จะขอให้เป็นผู้นำทัวร์ให้ผมบ้าง คงไม่ขัดช้องนะครับ