ที่มีไม่มี หรือมีมากน้อย.....(แม่ งงกับวรรคนี้ที่สุด ว่าลูกเขียนได้อย่างไร)

จงตื่นเถิด..อย่าหากิเลสเพิ่มเลย


อันสังขารไม่มีรีรอ                  มีมาพอให้เห็นแค่เศษเสี้ยว

กี่ทางเลี้ยวจะวกหรือคดเคี้ยว     บิดบิดเบี้ยวเบี้ยวดวงวิญญาณ์


ดั่งนี้เหมือนกายดับสิ้นท่า         เหมือนว่าปลิ้นปล้อนร้อนตัณหา(ลูก:วิชา)

ไม่มีเหมือนหายตลอดกาลมา    แก่ชราร่ายเวทก็มิได้


ใช้มันให้คุ้มค่ายิ่งนัก              ทักถามถึงอมตะฤทธิไกร

อิทธิฤทธิ์มิช่วยมีสิทธิ์ให้         เพราะใจมีฤทธิ์ช่างน้อย


คิดจะทำความตายให้อมตะ     อิสรภาพไม่ท้อถดถอย

ที่มีไม่มีหรือมีมากน้อย           เฝ้าคอยคิดถามเวียนวน


คิดปล่อยวางปล่อยนิ่งกันเถิด   เกิดใหม่ชาติหน้าอีกหน

ดวงแก้วดวงชีวาขวางผจญ      วาสนาดลก่อเกิด กิเลส



มันไม่มุ่งทำร้ายทำลาย          หรือมุ่ง?หรือสลาย?พิเศษ

อาจเศร้าโศกสลดพูนเทวษ      เบิกเนตรเห็นธรรม์ครรลอง

 

๑   ๑   ๑   ๑   ๑

 

วันที่ลูกมานอนเฝ้าแม่ผ่าตัด  คุณครูให้การบ้านคือเขียนกลอนสี่ หรือ กลอนหก ก็ได้

วันก่อนผ่าและหลังผ่า แม่นอนฟังแผ่นซีดี "ธรรม-ของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช" อยู่เป็นส่วนใหญ่

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ ลูกฟังไปด้วย  หรือเขาฟังเทศนาธรรม มาบ่อย ๆ จากโรงเรียน  จึงเกิดบทกลอนนี้ขึ้น

 

เขาเขียนของเขาเอง ได้ยาวกว่านี้ จำได้ว่าแปดบท แม่ช่วยตัดออกไปส่วนหนึ่ง

จำนวนคำในแต่ละวรรคนั้น ไม่แน่ไม่นอนประสาเด็ก แต่ที่แน่ ๆ คือเกินสี่คำ และเกินหกคำ

ข้างบนนี้คือ ที่แม่ช่วยดูช่วยปรับคำให้แล้ว(สีน้ำตาล)

 

 

มิน่าว่า พ่อดูตื่นเต้นมาก ๆ 

บอกว่ามีอะไรให้แปลกใจเล่น ถ้าแม่แข็งแรงดีขึ้น

เมื่อดิฉันบรรเทาอาการท้องอืด  ตอนนั้นครบยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังผ่าตัด

คุณพ่อก็ยื่นเศษกระดาษยับยู่ยี่เล็กน้อยให้แผ่นหนึ่ง  แม่ตะลึงเช่นกัน

แม้บางคำผิดสัมผัสตามหลักฉันทลักษณ์  แต่ได้ใจความเนื้อหาสาระสำคัญ

 

 

โดยเฉพาะ วรรคที่ดิฉันขีดเส้นใต้ไว้นั้น  เป็นของเจ้าตัวเดิม ๆ

 

แต่งได้อย่างไร แม่ก็..งง ๆ ..เช่นกัน