หลังจากที่ชวนกันเข้าห้องเรียน....รับรู้เจตนารมณ์ของครูแล้วก็เริ่มเปิดตัวเปิดใจของตน  แทบทุกคน " ครูครับผมถูกหาว่าเป็นตุ๊ด กระเทย อีแอบ " สารพัดความรู้สึกที่ถูกกล่าวหา  เด็กๆ  หลายคนมีอารมณ์อ่อนไหวกับคำพูดเหล่านี้เขารู้สึก หงุดหงิด ไม่สบอารมณ์  ไม่พอใจ ขุ่นมัว เคือง โกรธ จนกระทั่งตอบโต้เพื่อนๆ ด้วยการด่าทอ  แต่มันก็ไม่จางหายไปจากใจ.....เด็กบางคนอยู่ในอาการที่สงบนิ่งแต่ดวงตาของเขาจะขุ่นแค้น หรือค้อนปะหลับปะเหลือกอย่างถาวร 

        ครูต้องปลอบใจและโน้มน้าวความคิดของเด็กๆ โดยให้เขา    คิดให้ได้ก่อนว่าเราเป็นอย่างที่เขาว่าไหม

๑. ถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาว่าก็ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะคนพูดเขาโง่เองที่

มองไม่ออก...แสดงว่าเขาดูเราผิด

๒.ถ้าเราเป็นอย่างที่เขาว่าก็ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะเป็นความจริง...

แสดงว่าคนพูดเขาดูเราถูก

  ๓. สงสัยว่าเราน่าจะมีลักษณะหรือแสดงพฤติกรรมที่เข้าข่ายหรือบ่งชี้ว่าเราเป็น ....จึงทำให้เขาล้อเลียนหรือทึกทักให้เราเป็น...แสดงว่าคนพูดต้องการบอกให้เราแสดงเพศให้ชัดเจน

ดังนั้นในขั้นนี้เราต้องสำรวจตัวเองให้ได้ก่อนเช่น อาจจะ  เรามั่นใจว่าไม่เป็น....เรายังสงสัยในตัวเรา ....เราไม่เป็นแน่นอนแต่รูปร่างและพฤติกรรมบางอย่างของเราเข้าข่ายว่าเราเป็น...เราไม่อยากเป็น

 

สรุป ( พยายามให้เด็กๆ เขาได้พูดเอง )

๑. เราต้องรู้ตัวเองให้ได้ว่าเราเป็นหรือไม่เป็นดังคำเขาว่า

๒.เมื่อรู้ตัวเราแล้วต้องเรียนรู้ให้แท้จริงถึงความหมาย ลักษณะ และ

พฤติกรรมของกระเทย  ตุ๊ด  เกย์  อีแอบ

๓.เรามั่นใจและใจเราไม่อยากเป็นต้องหาวิธีควบคุมตนเอง

๔.ถ้าเราเป็นจะทำอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุขและมีคุณค่าใน

สังคม 

ทำอย่างไรล่ะ...คิดๆๆๆๆ 

-ควบคุมตนเองและพยายามไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในกาลเทศะต่างๆ

- เรียนรู้วิถีชีวิต ค่านิยม  และพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ และนำมาปฏิบัติ