หลังจากที่พวกเราได้รับคำสั่งจากท่านพระอาจารย์ให้รื้อท่อระบายน้ำที่วางเสร็จเรียบร้อยแล้วในวันนี้ออกแล้วปรับระดับดินขึ้นมาใหม่ หากเป็นเมื่อก่อนเราคงจะต้องใช้คำว่า "พรุ่งนี้" เพราะนี่ก็เย็นแล้ว แต่ตอนนี้นั้นหาใช่เช่นนั้นไม่ เราเริ่มทำกันใหม่ "วันนี้ เวลานี้..."

ในเวลานั้นเองพระที่มากด้วยประสบการณ์ที่ทำงานกับเรามาตั้งแต่ช่วงบ่ายก็ก้าวขึ้นรถแบ็คโฮในทันใด ถึงแม้ว่าจะบังคับไม่เก่ง แต่ทำอย่างไรได้ ก็โยมที่เก่งเขากลับบ้านไปแล้วนี่เน๊อะ หมดเวลาทำงานของเขาแล้ว...

พ่อนพ และพระที่อยู่แถวนั้นก็เริ่มหาจอบ หาเสียม มาขุดดินที่ถมท่อเพื่อเตรียมยกออก พวกเราต่างคนต่างก็ร่วมแรง ร่วมใจทำงานกันไปคนละไม้คนละมือ

สิ่งที่แปลกมาก ๆ ที่เราพบวันนี้คือ "รอยยิ้ม"

ถึงแม้ว่าวันนี้พวกเราจะต้องตื่นมาทำวัตรสวดมนต์ตั้งแต่ตีสี่ ทำความสะอาด ปัดกวาดศาลา บิณฑบาตตั้งแต่เช้า ประกอบพิธีทางศาสนาในช่วงสาย กว่าจะได้ฉันอาหารซึ่งเป็นเพียงมื้อเดียวของวันก็ล่วงเลยเข้าไปเป็นเวลา 10.00 น.

เมื่อฉันอาหารเสร็จ ล้างบาตร เก็บบริขาร เสร็จจากงานอุปัฏฐากย์แล้ว พวกเราต่างก็มาช่วยกันทำงาน มาเสียสละ ถึงแม้นตอนนี้ใกล้ที่พระอาทิตย์จะอัสดง แสงอาทิตย์เริ่มจะจางไปจากผืนฟ้า แต่พวกเราก็ยังมีรอยยิ้มที่จะทำงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ต้อง "แก้ไข..."

เคยมีพระผู้ใหญ่กล่าวติดตลกไว้สำหรับการทำงานของพวกพระอย่างเราว่า "เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อเป๊บซี่กระป๋องเดียว..."

ก็นั่นสิเน๊อะ... เราก็ไม่ได้ทำงานกันเพื่อลาภ เพื่อยศอะไรกัน พอเลยเที่ยงวันมาแล้ว มีอาหารดี ๆ เลิศลอเฟอร์เฟ็กซ์ขนาดไหน แล้วก็ต้องละให้โยมเขาได้กินกัน

งานนี้มีแต่เราแล้วหละ เพราะโยมเขากลับบ้านไปกินข้าว ดูหนังกันหมดแล้ว

เมื่อโยมหมดเวลาทำงาน ตามกำหนดการที่เราจ้างเขา เขาก็กลับบ้านของเขาไป ก็คงมีแต่พวกเรานี่แหละที่ต้องช่วยกัน

จากสิบคน ตอนนี้เราเหลือกันอยู่หกคน แล้วก็ลดลงเป็นห้าคน สุดท้ายเหลือกัน "สี่คน สี่ใจ"

เมื่อก่อนเราเคยคิดนะว่าเราต้องกินข้าวสามมื้อถึงจะมีแรงทำงาน และยิ่งต้องทำงานใช้แรงงานแล้วก็ต้องกินเยอะ ๆ

แต่นี่คนกินเยอะ กินสามมื้อ กลับบอกเหนื่อย เซ็งไม่ไหวขอกลับบ้าน เหลือแต่พวกเราที่มีชีวิตอยู่จากอาหารที่เขา "ให้ทาน" มาเพียงมื้อเดียวต่อวัน ต้องทำงานกันยามค่ำคืน

ทั้งขุด ทั้งแบก หนักก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย มืดก็มืด แต่ทุกคนที่อยู่ก็ยังมีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ

นับตั้งแต่เวลา 17.30 น.ที่เราเริ่มยกท่อแรกขึ้น จวบจนเวลา 21.00 น. คือ ท่อสุดท้ายที่เราได้ไว้วาง

ถึงแม้นว่าพวกเราจะบังคับรถไม่ค่อยจะเป็น กระท่อน กระแท่น ถึงแม้นว่าเวลานี้เราจะหมดแรงกายแต่ก็มี "แรงใจ"

แรงใจนี้เองคือเครื่องหมายแห่ง "เพื่อนแท้"

เพื่อนที่อยู่ช่วยเหลือกันยามต้องการ ยามจำเป็น ยามทุกข์ ยามยาก ยามลำบาก

สังคมของพระนี้มหัศจรรย์มากนะ

ไม่ต้องพูดถึงเงิน ไม่ต้องบ่นถึงข้าว ทุกคนก็ทำงานกันได้

ทุกคนทำงานล้วนแล้วแต่มีความสุขใจ สุขที่ได้ทำความดี สุขที่ได้ "เสียสละ..."

กว่าสองปีมานี้เราไม่เสียดายเวลา เพราะเราไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสได้มาเจอกับสังคมที่อุดมด้วยเมตตาขนาดนี้

ความเมตตาของเพื่อน ทำให้เรารู้จัก "เพื่อนแท้"

เพื่อนแท้ คือ มิตรแท้ มิตรแท้ที่แน่คือ "กัลยาณมิตร..."