เมื่อวานเย็น (๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒) เป็นอีกวันหนึ่งที่เราต้องทำงานหนักจนถึงมืดถึงค่ำ ด้วยการกลบหลุมต้นไม้ที่ต้องขุดย้ายการพื้นที่เดิม ซึ่งเตรียมการสร้างกุฏิที่พักให้ญาติโยม

งานนี้เราต้องใช้จอบเกลี่ยทรายเป็นจำนวนมาก หลุมแล้ว หลุมเล่า ทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย
ตอนนั้นท่านคงรู้ว่าเราเหนื่อยและล้าเต็มที่ ท่านพระอาจารย์จึงได้มีเมตตาเดินมาหาและพูดกับเราว่า “ช่วยชีวิตเขาหน่อย...”

ครับ... ช่วยชีวิตเขาครับ
เพราะกว่าห้าวันมานี้หลังจากที่เขาถูกขุดขึ้นมาเขาก็ต้องยืนต้นอย่างแร้นแค้น มีชีวิตอยู่ด้วยดินตุ้มเล็ก ๆ อาหารก็ไม่ได้กิน น้ำก็ไม่ได้รด หากวันนี้ท่านพระอาจารย์ไม่มาจัดการให้โยมขุดหลุมและให้พวกเราช่วยกลบหลุม ชีวิตของเขาคงจะร่อแร่หรือไม่คงจะต้องจบชีวิตไปด้วยการนิ่งเฉยของใครต่อใครที่ไม่สนใจใยดี

 

การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่นี่ บางครั้งจะต้องเบียดเบียนต้นไม้และสัตว์น้อยใหญ่บ้าง
หากต้นไม้ต้นใดย้ายได้ เราก็จะรักษาชีวิตเขาไว้
แต่หากต้นไม้ที่จะย้ายแล้วอาการร่อแร่อย่างเช่นต้นชิด (ต๋าว) อย่างนี้ก็ต้องทำใจ ปล่อยวาง เพราะสิ่งทั้งหลายเป็น “อนัตตา”

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดการนิ่งดูดายปล่อยให้สิ่งที่ช่วยได้ เช่นต้นไม้ที่ยังสามารถมีชีวิตอยู่ ไม่นำเขาหลงหลุมปลูกให้เรียบร้อย สิ่งนี้ถือว่าผิดแล้ว ผิดทั้งกาย ผิดทั้งใจ

เราก็มีชีวิต ต้นไม้เขาก็มีชีวิต ช่วยชีวิตเขาก็เปรียบดั่งได้ช่วยชีวิตเรา
ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่ได้สร้างบารมีได้ทำความเพียร
การกระตือรือร้น ความไม่ประมาท ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
การมีใจพร้อมกระตือรือร้นในการช่วยชีวิตเขาและชีวิตใคร สิ่งเหล่านี้ไซร้คือ “การปฏิบัติธรรม...”