“มาม่า อั้วจะบวชให้มาม่านะ”
ผมก้มลงโอบกอดแม่ที่กำลังนอนอยู่บนเตียง
“มีความสุขที่สุด” แม่เอ่ยเสียงแผ่วเบาพร้อมกับเผยอยิ้มน้อยๆ ผมรู้สึกสะท้อนในอก กลั้นน้ำตาที่เอ่อท้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ยิ้มตอบให้แม่...
ทว่าแม่ไม่ทันได้เห็นผ้าเหลืองบนตัวลูก เพียงไม่ถึง ๓ สัปดาห์ แม่ก็จากผมไป
คืนสุดท้ายที่โรงพยาบาล พวกเราลูกๆ ล้อมรอบแม่ที่นอนไม่รู้สึกตัวบนเตียง พร้อมใจกันอ่านบทสวดโพชฉงคปริตรจบแล้วจบเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ แม้จะรู้ว่ามันฝืนต่อภาพความจริงเบื้องหน้า แต่ในใจลูกก็ยังแอบหวังปาฎิหาริย์ สัญญาณเต้นของหัวใจ และระดับออกซิเจนบนเครื่องข้างเตียงค่อยๆ ลดระดับลงอย่างช้าๆ
ขณะหยุดพักสวดช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้พูดอะไรกับแม่ ผมก้มลงกราบแม่บนไหล่ บอกแม่ด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ลูกจะบวชให้มาม่า มาม่าคอยรับบุญจากลูกบนสวรรค์ด้วยนะ”
ถึงจะไม่มีสัญญาณตอบรับ ผมก็รู้สึกและมั่นใจว่าแม่รับรู้คำพูดของผม...ในใจผมสงบขึ้นบ้าง ตั้งใจสวดบทโพชฉงคปริตรต่อไป ทั้งๆ ที่ในวันนั้น ผมไม่รู้ความหมายใดๆ ของบทสวดนี้เลย
“โพชชังโค สติสังขาโต...เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิเต โหตุ สัพพะทา...”
....แม่จ๋า แม่หลับให้สงบ หลับให้สบายที่สุดนะแม่...
ปณิธาน
แม่สิ้นลมในวิกาลรอยต่อระหว่างวันที่ ๑๒ กับ ๑๓ กันยายน ถ้านับกันจริงๆ ก็เป็นเวลาราว ๑.๓๐ น. ของวันที่ ๑๓ กันยายน...ก่อนวันครบรอบวันเกิดของผมเพียง ๑ วัน
การพรากจากไปอย่างรวดเร็วของแม่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน แม่ยังคุยยังกินได้ พี่สาวที่อยู่ดูแลแม่ใกล้ชิดในวันก่อนนั้นบอกว่าแม่กินข้าวได้มากขึ้นเป็นพิเศษ ลูกๆ มีความหวังว่าแม่จะฟื้นตัว ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้อีก แต่การณ์กลับพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงในเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง
ป่าป๊าเป็นคนที่ลูกๆ ห่วงมากที่สุด เพราะลูกๆ ปิดบังอาการที่แท้จริงของแม่ไม่ให้ป่าป๊ารับรู้ว่าหนักแค่ไหนมาตลอด เมื่อสัจธรรมแสดงสิ่งจริงแท้ของชีวิตในที่สุด ป่าป๊าผู้มีอายุกว่า ๘๐ แล้ว จึงร้องไห้คร่ำครวญดั่งใจสลาย ผมที่คิดว่าตนเองตั้งสติและสะกดใจตัวเองได้พอสมควรจึงอยู่คอยปลอบ แม้ภายในอยากจะร่ำไห้ออกมาดังๆ บ้าง แต่ก็ได้แต่อดกลั้นไว้
วันที่ ๑๔ กันยายน งานศพของแม่ผ่านไปแล้วหนึ่งคืน คืนนั้นผมต้องคอยปลอบลูกชายและลูกสาวของผมที่เสียใจกับการจากไปของอาม่าพร้อมกับพยายามข่มใจตนเองไม่ให้ร้องไห้ตามลูก เช้าวันเกิดนี้ผมเข้าไปหาป่าป๊าในห้อง ท่านยังสะเทือนใจนั่งคร่ำครวญอยู่กับพี่สาวของผม ขณะผมนั่งฟังพี่สาวปลอบพ่ออยู่ได้สักพัก พี่สาวก็หันมาพูดกับผมว่าวันก่อนนั้น มาม่ายังเอ่ยเรื่องวันเกิดผมกับพี่สาว “มาม่ารู้ตัวนะว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ” ...ประโยคเดียวนี้เองเปรียบดังฆ้อนที่ทลายทำนบน้ำตาของผมให้พังลงสิ้นเชิง ความข่มใจทั้งหมดที่ขึงตึงไว้กว่าหนึ่งวันมลายลงฉับพลัน...ผมร้องไห้น้ำตาร่วงอย่างไม่เคยมีครั้งใดเท่าในชีวิต
“วันนี้ไปถวายสังฆทานให้แม่นะ” พี่สาวผมแนะนำ ผมพยักหน้าทั้งน้ำตาอาบหน้า
....
กล่าวตามตรง ผมเป็นคนห่างวัด แต่สนใจอ่านหนังสือธรรมะเพื่อนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต ผมเชื่อเรื่องการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือวลีประเภทธรรมะย่อมชนะอธรรม แต่หากถามผมว่าผมเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก เปรต เทวดา หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ แต่ “การคิด” ว่าแม่ได้ไปอยู่สวรรค์นั้น เป็นเครื่องปลอบประโลมให้ผมสบายใจขึ้นจากการจากไปของแม่ และเพราะแม่ชอบทำบุญตักบาตรทุกวัน หากสวรรค์นรกมีจริง แม่จะต้องไปอยู่บนสวรรค์แน่นอน...
ทว่าการถวายสังฆทานวันนั้น ได้เปลี่ยนความคิดความเชื่อของผมไปอีกขั้นหนึ่ง
ขณะเดินทางจากบ้านไปวัด อารมณ์ภายในของผมยังเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง น้ำตายังอัดอั้นอยู่ในอก พูดอะไรไม่ค่อยออก พี่สาวแนะนำให้ผมถวายผ้าไตร ขณะที่ผมหลับตากล่าวคำถวายสังฆทานให้แม่ตามคำที่พระท่านบอกนั้นเอง ผมก็รู้สึกวาบขึ้นทั้งตัวอย่างประหลาด ในห้วงความคิดนั้น ระลึกเห็นหน้าแม่ยิ้มให้ ความทุกข์ความขุ่นข้องในใจเหมือนหายไปเป็นปลิดทิ้ง...แม่มารับบุญที่ผมทำให้แล้วจริงๆ...หลังเสร็จพิธี ในใจผมปลอดโปร่ง เกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาอย่างไม่เคยมีมาก่อนในเรื่องของสวรรค์และนรก และเชื่อว่าแม่อยู่บนสวรรค์จริงๆ
เมื่อนึกย้อนถึงครั้งที่ผมบอกแม่ว่าจะบวชให้นั้น ในส่วนหนึ่งผมคิดง่ายๆ คือหวังเป็นอุบายให้แม่มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้ายเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ดูผ้าเหลืองบนตัวผม
แต่วันนี้ ผมคิดตั้งปณิธานว่าจะทำให้การบวชของผมส่งผลบุญแก่แม่บนสวรรค์ให้มากที่สุด และแม่จะต้องได้รับอย่างแน่นอน
แค่ความคิดที่ดีงามของคุณ ก็สามารถส่งผลบุญแก่แม่ของคุณและผู้คนรอบข้างได้แล้ว
ความดีจะส่งผลดีต่อทุก ๆ คน