นิทานของเอลซุป (ผู้พันมาคอส) เขียนเมื่อ 7 พย.1997

วันนี้อยากให้กำลังใจกับคนเล็กๆ ที่รู้สึกท้อใจ ท่ามกลางสังคมโลกาภิวัฒน์ที่ซับซ้อน ยากจะรู้เท่าทัน ระบบทุนนิยมที่ใหญ่โต และถาโถมเข้ามาถล่มทับจนแทบยืนไม่ติด  บางคนเซล้มลง บางคนต้องหาที่พึ่งพิง บางคนตั้งสติได้ก็หยัดยืนใหม่  แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน


นิทานของเอลซุป เรื่อง "นิทานปุยเมฆเล็ก" 
เขียนโดยผู้พันมาคอส แปลโดยภัควดี วีระภาสพงษ์
(อธิบายให้เผื่อคนไม่รู้จักว่า ผู้พันมาคอสเป็นหัวหน้าขบวนการปาติสต้า ในเม็กซิโก
ที่ต้องการอิสระจากรัฐทุนนิยม (ฝ่ายรัฐจะเรียกพวกเขาว่า กบฎ หรือผู้ก่อการร้าย)
ขบวนการปาติสต้า ปฏิเสธทุนนิยม และต่อต้านโลกาภิวัฒน์)
 

ประทับใจนิทานเรื่องเล็กๆ นี้มานาน และหลงลืมไปหากไม่มีใครมาสะกิดใจ
เลยหยิบมาบันทึกฝากเพื่อนๆ ค่ะ

  นิทานเอลซุป เรื่อง "นิทานปุยเมฆเล็ก"

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีก้อนเมฆปุยหนึ่งที่เล็กมากและเหงามาก
เธอมักเร่ร่อนห่างไกลจากหมู่เมฆก้อนใหญ่ ๆ

เธอเป็นเมฆก้อนเล็กนิดเดียว แค่ปุยกระจิดริดเท่านั้นเอง
เมื่อไรที่หมู่เมฆใหญ่โปรยปรายสายฝนเพื่อระบายเทือกเขาเป็นสีเขียว
ก้อนเมฆปุยเล็กจะโฉบเข้ามาหาเพื่อเสนอตัวขอมีส่วนช่วยบ้าง
แต่หมู่เมฆใหญ่ดูแคลนเธอ เพราะเธอเล็กเหลือเกิน


"เจ้าช่วยอะไรไม่ได้หรอก" หมู่เมฆใหญ่บอกเธอแบบนั้น "เจ้าเล็กเกินไป"

หมู่เมฆใหญ่หัวเราะเยาะเย้ยจนเธออับอายมาก เมฆปุยเล็กเศร้าใจยิ่งนัก
เธอจึงพยายามไปที่อื่นเพื่อโปรยสายฝนบ้าง

แต่ไม่ว่าไปที่ไหน หมู่เมฆใหญ่จะขับไล่ไสส่งเธอเสมอ
ดังนั้น เมฆปุยเล็กจึงรอนแรมไปไกลขึ้น ๆ
จนกระทั่งเธอมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่แห้งแล้งมาก

แห้งผากจนไม่มีกิ่งไม้สักก้านงอกเงย และเมฆปุยเล็กพูดกับกระจกว่า
(ผมลืมบอกคุณ เมฆปุยเล็กก้อนนี้พกกระจกติดตัว เพื่อจะได้คุยกับตัวเองเวลาเหงา):


"นี่คือจุดเหมาะที่สุดที่ฉันจะโปรยสายฝน เพราะไม่มีใครเคยมาที่นี่เลย"

เมฆปุยเล็กพยายามสุดชีวิตเพื่อกลั่นสายฝนออกมา
และในที่สุด เธอก็คั้นหยดน้ำเล็ก ๆ ได้หยดหนึ่ง
นั่นคือ เมฆปุยเล็กสลายตัวไปและกลายร่างเป็นหยดฝนเล็ก ๆ หยดหนึ่ง

เมฆปุยเล็กที่ตอนนี้กลายเป็นหยดฝนน้อยแล้ว ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงไปช้า ๆ
เธอร่วงหล่นและร่วงหล่นไปในความเหงาวังเวง
แต่ไม่มีอะไรรอคอยเธออยู่ข้างล่างเลย

ในที่สุด หยดฝนน้อยก็ตกลงแตกกระจายสิ้น
เนื่องจากทะเลทรายนั้นเงียบงันมาก

หยดฝนน้อยจึงส่งเสียงดังมากตอนแตกกระจาย
เพราะเธอตกลงไปบนก้อนหินก้อนหนึ่งพอดี

เสียงสนั่นปลุกโลกให้ตื่นขึ้นมา ถามว่า:

"นั่นเสียงอะไร?"


"เสียงฝนหยดหนึ่งตกลงมา" ก้อนหินตอบ


"ฝนหยดหนึ่งหรือ? หมายความว่าฝนจะตกสิ! เร็วเข้า! ตื่นเร็ว! ฝนจะตกแล้ว!"
แม่ธรณีปลุกพืชพรรณต่าง ๆ ที่ซ่อนหลบแสงอาทิตย์อยู่ใต้ดิน


พืชพรรณต่าง ๆ จึงโผล่ออกมาและแทงยอดเล็ก ๆ
เพียงพริบตาเดียว ทั่วทะเลทรายก็ปกคลุมด้วยสีเขียวชอุ่ม
ครั้นแล้ว หมู่เมฆใหญ่ต่างแลเห็นสีเขียวสดอยู่ไกลลิบ ๆ และพูดว่า:


"ดูนั่นสิ มีสีเขียวกว้างใหญ่อยู่ตรงโน้น เราไปโปรยสายฝนตรงนั้นดีกว่า
เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ตรงนั้นเขียวชอุ่มเหลือเกิน"

หมู่เมฆใหญ่จึงเดินทางไปโปรยสายฝนตรงที่ที่เคยเป็นทะเลทราย
พวกเขาสาดสายฝนจนชุ่มฉ่ำและต้นไม้ต่างพากันเติบโต
สรรพสิ่งดูเหมือนกลายเป็นสีเขียวในทันที


"โชคดีนะที่พวกเรามาแถวนี้" หมู่เมฆใหญ่พูด
"ถ้าไม่มีพวกเรา ก็ไม่มีสีเขียวหรอก"


และไม่มีใครจดจำเมฆปุยเล็กที่กลั่นหยาดฝนหยดหนึ่ง
ซึ่งตกลงแตกกระจายจนปลุกทุกคนที่หลับใหลขึ้นมา


ไม่มีใครจดจำ  นอกจากก้อนหินที่เก็บความลับของฝนหยดน้อยไว้

กาลเวลาผ่านไป หมู่เมฆใหญ่ในตอนโน้นสลายหายไปแล้ว
และพืชพรรณตอนโน้นก็ตายไปแล้วเช่นกัน
ส่วนก้อนหินผู้ไม่เคยตาย มันคอยบอกเล่าแก่พืชพรรณไม้ต้นใหม่ที่แทงยอด
และหมู่เมฆใหม่ที่ลอยผ่าน
ถึงนิทานของเมฆปุยเล็กปุยหนึ่งที่กลั่นหยาดฝนหยดน้อยลงมา

 

…………………………