สบายๆกับเรื่องบริบท

ในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล นอกเหนือจากการใช้ตัวมาตรฐานโรงพยาบาลเป็นเครื่องมือ หรือเป็นตัวช่วยที่สำคัญแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทาง พรพ.ได้เน้น ย้ำให้โรงพยาบาลและทีมงานต้องทำความเข้าใจก่อนอย่างถ่องแท้ก่อนที่เราจะวางกลยุทธ์หรือเป้าหมายการพัฒนา ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง สอดคล้องกับสถานการณ์ วิถีชิวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจน ความเชื่อ ประเพณีต่างๆของประชาชนในพื้นที่นั้นจริงๆ รวมทั้งปัญหาต่างที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่นั้นด้วย แม่ต้อยกำลังจะพูดถึงคำว่า” บริบท” นั่นเองคะ

แต่ว่าเรื่องเล่าของแม่ต้อยวันนี้แม้ว่าไม่ได้เป็นเรื่อง”บริบท” ของโรงพยาบาลโดยตรง แต่จะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่แม่ต้อยได้มีประสบการณ์ และจะนำมาเล่าให้ฟังแบบสบายๆ ใจ

ในวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแม่ต้อยได้มีโอกาสไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดหรือที่จริงน่าจะเป็นวันแซยิดมากกว่า ของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีความสำคัญกับแม่ต้อยมาก เอาเป็นว่างานนี้ไม่ไปไม่ได้ ถึงขนาดต้องลางาน ๑ วันเลยทีเดียวเชียว ( อิอิอิ) เพราะต้องขับรถไปไกลมากถึงอำเภอหัวหิน ( อีกแล้วคะ)

แม่ต้อยได้ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งเป็นโรงแรมเล็กๆ ที่ว่าเล็กๆคือเขามีห้องพักแค่ ๗๗ ห้องเท่านั้นคะ เหตุผลคือเขาต้องการให้บริการคนที่มาพักให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ที่แม่ต้อยติดใจ จนต้องเอามาเล่าคือ แนวคิดการเอา “ บริบท” หรือตัวตนความเป็นไทย จากรุ่นบรรพบุรุษ กลับคืนมาสู่รุ่นปัจจุบันนั้นไม่เคยล้าสมัย แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นสิ่งดึงดูดให้คนที่มาจากชาติอื่นได้สัมผัส ตัวตนที่งดงามของเราได้ ดังเช่นที่แม่ต้อยได้พบที่โรงแรมนี้

 ด้วยการก่อสร้างที่เน้นสถาปัตยกรรมไทย  ผสมผสานกับการจัดสวนดอกไม้ที่สวยงาม  มีพิพิธภัณท์ที่แสดงประวัติศาสตร์การเสด็จต่างประเทศหลายๆแห่งของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่๕ ที่เราภาคภูมิใจ  เสียงดนตรีไทยเดิมดังแผ่วๆจากที่ใดที่หนึ่งตลอดเวลา จนแม่ต้อยเคลิบเคลิ้มจนอยากจะลองสวม ผ้าถุงสวยๆใส่เสื้อผ้าแพรสีหวานๆสวมหมวกปีกกว้าง เหมือนที่แม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดินแต่งเสียจริงๆ(โอ้โฮ เป็นเอามากๆ)

สำหรับห้องพักที่มีเพียง ๗๗ ห้องนั้น แม่ต้อยมาทราบทีหลังว่า เขาทำไว้ให้เท่ากับจำนวนจังหวัดของประเทศไทยในขณะนั้น เป็นอันว่าแม่ต้อยกับลูกต้องพักกันคนละจังหวัดคือ”สุราษฎร์ธานี ปัตตานีและจันทบุรี” พวกเราก็รู้สึกสนุกกันใหญ่ คิดในใจว่า เอ้ะ ทำไมต้องนอนสุราษฎร์ละ?ทำไมไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือ นนทบุรีนะ   เรียกว่าต่อมเอ้ะ แตกกระจาย

ในแต่ละห้องจะมีของตบแต่งตาม” บริบท” หรือวิถีชีวิต ประเพณีของแต่ละจังหวัด เช่น แม่ต้อยพักห้อง”สุราษฎร์ธานี ก็จะมี “กระเป๋าย่านลิเพา “ซึ่งเป็นหัตถกรรมจักสานที่โด่งดังของจังหวัดนครศรีธรรมราชและอาจจะรวมมาถึงสุราษฎร์ธานีด้วย ตั้งโชว์ไว้ในห้อง  เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน ที่ฝาผนังรูปติดภาพการเล่นหนังตะลุงมรสพพื้นเมืองของภาคใต้มีคำบรรยายป็นภาษาอังกฤษประกอบอย่างชัดเจน

หรือห้อง ปัตตานีก็จะมี”เรือกอและ” (สะกดถูกไหมคะ)ซึ่งเป็นเรือหาปลาของชาวประมงของจังหวัดปัตตานีและนราธิวาสจำลองตั้งแสดงไว้ให้คนที่มาพักได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่ผสมผสานของไทยและมุสลิม เป็นต้น น่าเสียดายที่แม่ต้อยไม่สามารถเพ่นพ่านได้ทุกห้องจึงยังไม่ทราบว่าห้องที่ตั้งชื่อจังหวัดอื่นๆเขาใช้อะไรที่มาสื่ออีกบ้าง ครั้นจะให้ไปนอนครบทั้ง ๗๗ จังหวัดคงไม่ไหวแน่ๆ

แต่ว่าทุกคนที่มาพักจะรู้จักอย่างน้อยทุกจังหวัดของประเทศไทย เพราะต้องเดินผ่านห้องอื่นๆก่อนถึงห้องตัวเอง ( 555) สำหรับแขกที่พักห้องที่มีชื่อจังหวัดใดก็จะมีรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นหัตกรรม มหรสพ หรือสิ่งที่แสดงวัฒนธรรมไทยของจังหวัดนั้น เรียกได้ว่ามาประเทศไทย แต่ได้แถมอีกหนึ่งจังหวัด

       ด้วยความสนใจเป็นพิเศษของตัวแม่ต้อยเอง ในตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว แม่ต้อยก็เดินเล่นในสนาม มีความคิดหนึ่งแวบมาในใจ จึงเข้าไปถามพนักงานต้อนรับบริเวณสระน้ำว่า” น้องคะ พี่ขอดูห้องเชียงใหม่” ได้ไหมคะ( เลือดรักบ้านเกิดมาแรง)

พร้อมกับเตรียมตัวเต็มที่ ที่จะได้รับคำปฎิเสธว่า”ไม่ได้ครับ “ หรืออะไรทำนองนี้ เพราะว่าแม่ต้อยวันนี้สวมรองเท้าฟองน้ำแบบเกือบขาด เพราะจะไปตะลุยที่อื่นต่อ  แต่ผิดคาด พนักงานแสนสุภาพเชื้อเชิญให้เข้าไปดูได้  ที่ห้องเชียงใหม่นี้ เขาใช้ของตบแต่งภายในเป็นแบบล้านนาทั้งหมด แม่ต้อยไม่ได้ดูรายละเอียดว่ามีการบรรยายอะไรที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประวัติของเชียงใหม่หรือ เพราะไม่กล้าเข้าไปเมียงมองนานๆ

แต่ทั้งหมดที่แม่ต้อยเล่ามานี้ เพื่อที่จะบอกว่าสิ่งที่เป็นบริบทของทุกๆแห่งนั้นมีความสำคัญเนื่องจากเป็นส่วนที่เป็นพื้นฐานและปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของผู้คน เมื่อวกมาที่งานในโรงพยาบาล การรักษาพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต ดังนั้น การดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่มาคลอดระหว่างโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่กับ โรงพยาบาลในจังหวัดปัตตานีอาจจะ มีความเหมือนในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานและความปลอดภัย แต่จะมีความต่างในเรื่องลักษณะการบริการ การสื่อสาร ซึ่งเราต้องศึกษาและความเข้าใจในสิ่งที่เขามีเช่นวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต การเรียนรู้ในสิ่งที่เขาเชื่อ และเข้าใจในสิ่งที่เขาปฏิบัติ

ก็คงจะคล้ายๆที่โรงแรมนี้พยายามสร้างให้เห็นถึงความต่างระหว่างห้องเชียงใหม่กับห้องปัตตานีนั่นเอง สิ่งที่เหมือนคือคุณภาพการบริการ ความสะดวกสบาย ความเอาใจใส่ของพนักงาน แต่ก็จะเกิดความต่างในด้านความรู้สึก และอารมณ์รวมทั้งการซึมซับวัฒนธรรมความงดงามแตกต่างกันไป ในเวลาสั้นๆที่มาพัก

เพียงแต่ว่า โรงแรมพยายามสร้างจากสิ่งที่ไม่มี แต่โรงพยาบาลต้องหาจากสิ่งที่มีอยู่ในสถานการณ์จริง

นี่แม่ต้อยเกือบจะจบไม่ลงแล้ว งั้นแม่ต้อยขอจบดื้อๆอย่างนี้ละคะ

สวัสดีคะ