วันนี้อยู่บุญที่ห้องแล็บเคมีคลินิกช่วงตั้งแต่ 8.30-16.30 น.วันนี้งานก็ค่อนข้างมากทั้งที่เป็นวันสิ้นเดือน เหนื่อยแต่ก็สนุก เพราะนอกจากเราจะทำงานตรวจวัดผลสารต่างๆในเลือดแล้ว เราสี่คน พี่ผอบ คุณศิริและน้องพิทสาวสวย ต่างก็มีงานพิเศษของหน่วยที่เรารับผิดชอบต้องหาเวลาทำกันเอาเอง เอามาจัดการแบ่งทำในวันนี้ ยามที่พอมีเวลาเว้นวรรคจากงานที่เข้ามา
สิ่งที่ติดใจในวันนี้จนต้องเก็บมาเขียนบันทึกก็คือ การรับโทรศัพท์ถามผลแล็บ โดยปกติเรามีกฎว่าจะไม่มีการบอกผลทางโทรศัพท์ แต่วันนี้พี่ผอบรับโทรศัพท์แล้วก็บอกว่าให้เราตัดสินใจช่วยทีว่าจะทำยังไง เมื่อคุยรู้เรื่องแล้ว ทำให้ได้ตัดสินใจทำผิดกฎอย่างที่คิดวิเคราะห์แล้ว และได้ลงบันทึกเป็นหลักฐานไว้ด้วย เพราะคิดว่ายินดีรับผิดชอบเต็มที่หากว่าการกระทำครั้งนี้เป็นความผิด
นั่นก็คือได้ตัดสินใจที่จะบอกผลของคนไข้รายนี้ทางโทรศัพท์ เพราะเป็นการโทรมาจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ แจ้งว่ามีคนไข้ admit ที่กำลังอาการไม่ดีเนื่องจากโรคไต และเพิ่งเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่นั่น แต่ทราบจากคนไข้ว่ามาที่ร.พ.เราหลายครั้งแล้ว เมื่อดูผลย้อนหลังที่เราแล้วก็ได้เห็นจริงๆว่า คนไข้มาที่ฉุกเฉินของเราหลายครั้งมาก ตั้งแต่เดือนต.ค.จนกระทั่งถึงครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 วันก่อนและมีผลตรวจ BUN, Creatinine ซึ่งเป็นการดูการทำงานของไตทุกครั้ง และมีผลที่อยู่ในระดับสูงจนน่ากลัวทุกครั้ง และคุณพยาบาลบอกว่าคุณหมออยากได้ผลย้อนหลังของแล็บ 2 อย่างนี้เพื่อจะได้ใช้ในการดูแลผู้ป่วยท่านนี้ต่อไป เนื่องจากอาการไม่ดีเลย เราก็เลยคิดวิเคราะห์เอาว่า หากให้ทางโน้นติดต่อมาที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเพื่อขอข้อมูล (ซึ่งเขาก็คงจะทำอยู่แล้วต่อไป ถ้าไม่ทำเอง ก็ต้องให้ญาติคนไข้มาจัดการ) ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียวกว่าจะได้ผลไป แต่ในตอนนี้คนไข้ต้องได้รับการรักษา และหากจะให้เกิดประโยชน์ในการพิจารณาการรักษา แพทย์ก็จะต้องรู้ประวัติผล 2 อย่างนี้ ก็เลยตัดสินใจบอกผลไปทางโทรศัพท์ และเมื่อบอกครบทั้งหมดแล้ว (น่าจะสัก 10 ครั้งได้) ก็ได้ขอให้เขาทวนผลทั้งหมดให้เราฟังอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่าไม่มีการจดผิดพลาด รวมทั้งขอชื่อ นามสกุลคุณพยาบาลเอาไว้ด้วย
ต้องบอกว่าเป็นการทำผิดกฎที่แม้จะทำให้รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องละเมิดกฎ แต่ก็ไม่ลำบากใจเลยที่จะอธิบายและพร้อมที่จะรับผิดชอบเต็มที่ ย้อนคิดได้เลยว่า กฎข้อนี้น่าจะต้องมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือให้ข้อกำหนดที่เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ เพราะหากเราคิดถึงผู้ป่วยเป็นหลักแล้ว บางครั้งการทำตามกฎโดยไม่ยืดหยุ่นเลย อาจไม่เป็นผลดีต่อการช่วยเหลือผู้ป่วยในเวลานั้นๆก็ได้
กฎ เกณฑ์ กติกา ร่วมก้าวหน้า สร้างเพื่อนำพา พัฒนา องค์กร ครับ
สวัสดีค่ะคุณโอ๋ พี่ว่ากฏนั้นมีไว้เป็นกรอบการปฏิบัติงาน และกฏนั้นมีข้อยกเว้นเสมอ จะยกเว้นก็ด้วยบริบทและเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ต้องมีข้อบ่งชี้ซึ่งวินิจฉัยได้จากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน แน่นอนค่ะ การออกนอกกฏต้องใช้ความกล้าและความรับผิดชอบอย่างมาก ซึ่งเราเองจะรู้ตัวนะคะว่าหากเราบ้ากฏและดึงดันทำตามกฏนั้นมันจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ นอนไม่หลับ
ในกรณีของคุณโอ๋ คุณโอ๋นึกถึงประโยชน์ของคนไข้เป็นที่ตั้ง หากทำตามกฏคงไม่มีความสุขใช่มั้ยคะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณอ. JJ นะคะ รูปสวยมากเลย อาจารย์ถ่ายจากที่ขอนแก่นหรือเปล่าคะนี่
คิดเหมือนอาจารย์ค่ะว่า กฎ เกณฑ์ กติกา ร่วมก้าวหน้า สร้างเพื่อนำพา พัฒนา องค์กร เพราะฉะนั้นเวลาที่ต้องละเมิดกฎ เราก็จะอยากที่จะบอกกล่าวให้ชัดเจนค่ะ เพื่อให้เกิดการพัฒนากฎให้ครอบคลุมมากขึ้น จะได้ไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นอีก
ขอบคุณพี่นุชมากค่ะที่มาให้กำลังใจ จริงๆกฎนี้ก็มีขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยนั่นแหละค่ะ เพราะการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยก็ต้องทำอย่างมีกฎเกณฑ์ แต่เราก็พบว่า ยังมีกรณีอีกหลากหลายที่เราต้องพยายามหามาตรการให้ครอบคลุมนะคะ โอ๋ว่าการเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมๆกับการพยายามรักษากฎเกณฑ์นั้นต้องไปด้วยกัน และต้องเข้าใจว่ากฎนั้นๆมีขึ้นเพื่ออะไร บางทีเราก็ต้องใช้ความคิดถึงกระบวนการไปด้วย ไม่เฉพาะแค่ตามกฎ 1-2-3 ไปเฉยๆ
ในเรื่องนี้คงแยกได้เป็น 2 ประเด็น1. ไม่มีการบอกผลทางโทรศัพท์
2. รักษาความลับของผู้ป่วย
การต้องมีกฏ 2 ข้อนี้ ก็เพื่อประโยชน์ และเป็นสิทธิของผู้ป่วยนั่นเอง
เพราะการสื่อสารทาง โทรศัพท์ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่โทรมา นั้นเป็นจริงตามเสียงที่อ้างมา เป็นตัวผู้ป่วยเอง ? เป็นญาติที่ได้รับอนุญาติ ? เป็นบริษัทประกัน? เป็นแพทย์ พยาบาล ?