วันนี้เป็นวันที่สองหลังจากที่เมื่อวานนี้ต้องปวดหัว หนักอก หนักใจกับ "เงิน" หรือสิ่งสมมติที่สูญเสียไป ทั้งที่ไม่ใช่ของใครและโดยเฉพาะ "ไม่ใช่ของเรา"
ชีวิตที่มีสมการเงินเป็น "สรณะ (ที่พึ่ง)" ก็จึงเป็นเช่นนี้แล
ปวดหัว หนักอ๊ก หนักใจ เห็นอะไรก็เป็นเงินไปซะหมด โอ้... นั่นก็เงิน นี่ก็เงิน เงินทั้งน้าน

อื่ม... นี่ขายได้หลายร้อยนะ เฮ้ย... อันนั้นได้หลายหมื่นเลยนะ
จะพูดก็ได้ จะทำได้แต่ก็แค่มองตาปริบ ๆ
เฮ้อ... ปวดหัว ๆ เราคงต้องฝึกทำใจให้ดี ทำใจให้สบาย ทำให้ได้สักเศษเสี้ยวธุลีของท่านพระอาจารย์ก็ยังดี
แต่พอยังคิดไม่ได้ ปลงไม่ตก ท่านอาจารย์ก็สั่งให้พวกเราใช้รถแบ็คโฮยกต้นตาลและต้นมะพร้าวขึ้นใส่รถหกล้อแล้วเอาไปส่งให้เขาที่บ้าน

อื่ม... ต้นไม้เราให้เขาฟรี แล้วต้องเสียเงินค่าน้ำมันไปส่งให้เขาอีกเหรอครับเนี่ย...?
ความคิดโง่ ๆ ของเราที่มีพื้นฐานแห่งสมการเงินเริ่มหมุนขึ้นอีกแล้ว
น้ำมันรถแบ็คโฮ เราก็เติมนะครับ น้ำมันรถหกล้อเราก็เติมนะครับ อะไร อะไร ก็ไม่ได้ "เงินก็ไม่ได้" แถมยังต้องเสียทั้งเวลา เสียทั้งน้ำมัน
"โอ้ย... มึนไปหมด"
แต่คำตอบแห่งสัจธรรมนั้นได้ประจักษ์แก่เราครั้นเมื่อแววตาแห่งความ "ปีติ" ของบุคคลที่จะมีโอกาสได้ต้นทองกวาวนี้ไปวางไว้ที่สวนหน้าบ้าน
คำตอบแห่งสัจธรรมนั้นได้ประจักษ์เมื่อคนทั้งหลายเหล่านั้นสามารถมีอาหารจะทำให้ครอบครัวของเขา "หายหิว..."
ดูเขามีความสุขมาก ๆ เลยนะ
ความสุขของเขาไม่ได้มีเพราะว่าเขาดีใจที่ได้ต้นทองกวาวราคาหลายหมื่นนี้หรอก แต่ความสุขเขาเกิดจากพลังแห่งเมตตาที่ท่านพระอาจารย์มีให้ในครั้งนี้นี่เอง
ทั้งคนยก คนตัด และคนที่จะได้ต้นไม้ไป ต่างพูดไปเสียงเดียวกันว่า "ท่านเมตตาจริง ๆ"
ความทึ่ง ความตะลึง กลายเป็นความ "ปีติ" ที่คนทั้งหลายไม่เคยได้พบได้เห็นมาเลยในชาตินี้ว่าจะมีคนที่มีความเมตตาอันประเสริฐเช่นนี้อยู่ในโลก
ความปีติและอิ่มเอมใจของ "คน" ที่มีโอกาสได้เกิดมาบนโลกมนุษย์ที่แสนบิดเบี้ยวใบนี้ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ถึงแม้ว่าจะมีเงินมากสักเท่าไหร่ จะล้นฟ้าหรือท่วมมหาสมุทร...
นี่น่ะหรือคือ "พลังแห่งความเมตตา"
พลังนี้ช่างยิ่งใหญ่กว่าที่จะหาคำใดมานิยามหรืออธิบาย
เฮ้อ... กว่าจะคิดได้ก็โง่ไปมากเลยนะเรา
