รัฐบาลใจดี ใครมีอายุเกิน 60 ปี จะจ่ายเงินสงเคราะห์คนชราเดือนละ 500 บาท  แต่คนชราภาพอย่างผมมันเลอะเลือนปล่อยไว้ก็จะเลอะเทอะ ไปรับปากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว. ไว้ว่าจะเขียนบทความสั้น ๆ ให้เขา แล้วเรื่องก็ผ่านมาจนเข้าระยะไฟลนก้น กลับจากบ้านมาเจอเอกสารประกอบการสัมมนา  “ 10 ปี งานวิจัยท้องถิ่น : คุณค่าและความหมาย (Meaning) ต่อสังคมไทยและก้าวต่อไปในอนาคต” ในวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์  ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

เท่าที่อ่านรายชื่อผู้อาวุโสและผู้สันทัดกรณี พบว่างานนี้ไม่ธรรมดา  มีแต่หัวกะทิทั้งนั้น หางกะทิก็มีอยู่คนหนึ่งคือกระผมนี้แหละขอรับ  หางกะทิเกิดความคิดแว๊บหนึ่งขึ้นมาว่า  การจัดประชุมสัมมนาเชิงรุกเพื่อตอบคำถามเรื่องก้าวต่อไปในอนาคต  กระผมคิดว่าเราควรจะมีเรื่องใหม่ๆ หรือมีกระบวนการแสวงหาพวกหัวโตสมองใสใจเต็มร้อยเข้ามาสู่เวทีลักษณะนี้ เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อสังคมอย่างแท้จริง ผมมีความรู้สึกว่างานวิจัยในประเทศไทยเสมือนกับงานการเมือง  ที่ผู้คนหัวใจเป็นประชาธิปไตยมิใช่น้อย แต่ไม่รู้ว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร  จึงงึมงำและป้อไปป้อมาไม่สามารถพอที่จะรวมพลังเป็นคานงัดอะไรได้ 

อาจจะเป็นเพราะผมอยู่ในประเภทอิงระบบและนอกระบบมานาน  จึงสัมผัสกับผู้รู้ในอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เขามีความคิด มีศักยภาพทางสติปัญญามิใช่น้อย  ช่วงที่เข้ามาสู่ G2K ทำให้ผมได้เจอมนุษย์สายพันธุ์ที่ว่านี้ พวกเขามีวิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สังเคราะห์ความรู้ สกัด สะกิด สะเกา ความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีกำแพง ไม่มีหัวโขน มีแต่ความเปล่าเปลือยที่ไม่ต้องการชื่อเสียง การมีหน้าตา เรียนรู้จากกันเฉย ๆ อย่างนี้แหละ สงสัยอะไรก็โยนประเด็นลงกลางจอคอมพิวเตอร์ ใครมีความรู้หรือเคยมีประสบการณ์ก็เอื้ออาทรให้กัน แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้เกิดกระบวนการมะรุมมะตุ้มทางความรู้ ที่หลากหลายแง่มุมและวิธีการแบบไม่จำกัด เดี๋ยวนี้พัฒนาไปถึงขั้นนัดพบกันเป็นระยะ จัดสัญจรไปเยี่ยมกันทุกภูมิภาค ทำให้แก่นแกนรักใคร่สนิทสนมเป็นเครือญาติ ในอนาคตกลุ่มที่ว่านี้อาจจะเป็นชุมชนปัญญาเสมือน ชุมชนการวิจัย ชุมชนนักปฏิบัติ ที่กำลังมองหาทำเลปักหลักปักฐานเป็นหมู่บ้านแซ่เฮ ซึ่งก็เป็นการตั้งองค์กรหรือสถาบันในสไตล์ของเขาเอง เมื่อก่อนเคยเปรียบเทียบกับตะเกียงอาละดิน ที่ถูแล้วมียักษ์ตัวโตโผล่ขึ้นมาถามว่าจะให้รับใช้เรื่องอะไร แต่สิ่งที่กลุ่มคนดังกล่าวค้นพบในวันนี้ (ขออนุญาตเรียกให้เข้าใจง่ายว่ากลุ่มเฮฮาศาสตร์) ผมคิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ข้ามหน้าข้ามตาศักยภาพเจ้ายักษ์อาละดินไปแล้ว

ก็คิดดูเถิด ถ้าเราสามารถดึงเอาความรู้ในตัวคนไทย  ที่มีอยู่มากมายในทุกสาขาอาชีพ ออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ความรู้ไต่ระดับเหล่านี้จะจากขยายกว้างไกลไปไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนช่วยกันค้น ช่วยการฝึกฝนทักษะ  ช่วยกันเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง กระบวนการตรงนี้

ถามว่า การที่บุคคลทุกสาขาอาชีพมารวมตัวกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ด้วยการค้นหาวิธีของเขาเอง เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำไปสู่การสร้างฐานความรู้ของชาติได้หรือไม่?

ถามครั้งที่ 2 สิ่งที่บอกเล่ามานี้เป็นนวัตกรรมของการเริ่มสร้างวัฒนธรรมสังคมความสุขที่เกิดจากการเรียนรู้ใช่หรือไม่?

ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่านะ ดู ๆ ไปแล้วคนไทยส่วนใหญ่มีความทุกข์จากการศึกษา คนไทยมีวัฒนธรรมตุ้มถ่วงการเรียนรู้ให้ตนเอง โดยเฉพาะเรื่องกลัวเสียหน้า กลัวผิด กลัวคนอื่นเขาว่าตัวเองไม่รู้ไม่เก่ง ไม่กล้าถามไม่กล้าเขียนเพราะเกรงว่าจะถามไม่เข้าท่า  ตั้งสมมุติฐานปิดกั้นตัวเองด้วยเหตุผลบ้าๆนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขในระบบได้ยากมาก  ในสถานศึกษาจะอมทุกข์ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ถูลู่ถูกังปีนเกลียวเรียนรู้กันไปอย่างทรมาน ยังไม่มีวิธีกำจัดความกริ่งเกรงที่ว่านี้  ดร.สมพร ช่วยอารีย์ (เม้งเยอรมัน) กำลังหาวิธีสอนลูกศิษย์ด้วยกลอุบายพลิกแพลงต่าง ๆ อยู่ที่ มอ.ปัตตานี มีวิธีที่น่าสนใจ ท่านใดสนใจลองติดต่อกันเองนะครับ เข้าไปที่บล็อกลานปัญญา พิมพ์คำว่า ..ลานจินตนาการ หรือ ลานสะตอพอเพียง  หรือถ้าจะให้ตรงประเด็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ลองคลิกไปที่ ..ลานดงหลวง ของบางทราย  จะได้เห็นโจทย์ที่คร่ำหวอดจากประสบการณ์นักปฏิบัติที่ใช้ความรู้ทุกสาขามาอำนวยงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  หรือถ้าต้องการทราบแนวคิดเรื่องการพัฒนาองค์กร การปฏิรูปสังคมและการศึกษาแบบเผ็ดๆมันๆร้อนๆ แต่ไม่แสลงเบาหวาน  ก็ลองคลิกไปที่ คนไร้กรอบ ของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  หรือถ้าจะดูแนวคิดเรื่องการบริหารองค์กร บริหารสติปัญญา คลิกที่นี่เลย .ลานซักล้าง ของคุณตฤณ ตัณฑเศรษฐี 

 

ถ้าขืนแนะนำเป็นรายบุคคลวันนี้ไม่จบแน่  เอาอย่างนี้ดีกว่า เข้าไปคลิกที่ “เจ้าเป็นไผ”  จอมยุทธเหล่านี้ก็จะเรียงล่ายส่ายมาเปิดใจให้ท่านได้สัมผัสก้นบึ้งของนักจัดการความรู้เหล่านี้ นี่แหละตัวจริงเสียงจริงประเภทแฟนพันธุ์แท้เชียวละ  ผมเอาเหตุผลอะไรมาทึกทัก ก็แหม..การได้อ่านความรู้ความคิดของท่านเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เฝ้าดูเรื่องที่ท่านคิด เนื้องานที่ท่านทำ  ผลลัพธ์ที่นำมาเสนอ  กลุ่มที่ว่านี้เป็นพื้นฐานทางด้านสติปัญญาของชาติที่ไม่อาจจะละเลยได้  เพียงแต่มนุษย์สายพันธุ์นี้มีความเป็นตัวเองสูง  มีอิสระที่เอาใจนำ มากกว่าจะเอากฎระเบียบหรือกติกามาครอบ ถ้าเป็นความสัมพันธ์ทางใจละใช่เลย  ผมคิดว่าในบ้านเมืองเรายังไม่มีสะพานเชื่อมโยงเรื่องอิงระบบที่ว่านี้  มันเป็นวัฒนธรรมไทยแท้ส่วนหนึ่งด้วยนะ  ถ้าใจถึงใจอะไรก็ได้ก็เกิด..

          เรามาดูการบ้านของสกว. ผ่านมา 10 ปี  สกว.มีบทบาทสร้างคน สร้างวิชาความรู้ สะสมชุดความรู้ไว้มิใช่น้อย  ได้ให้โอกาสให้กับนักการศึกษามานาน  โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือชุมชนได้มีส่วนเข้ามาสัมผัสงานวิจัย  ตรงนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดงด้านนโยบาย  ที่มองเห็นความรู้ในตัวคนไทยทุกหมู่เหล่า เลิกแบ่งค่ายนักวิชาการกับนักวิชาเกิน เปิดช่องให้จูงมือมาเดินร่วมกัน ไปในทางเดียวกัน  เท่าที่ได้อ่านผลงานพอสมควร  สกว.ใช้งบประมาณคุ้มค่ามาก  เพียงแต่วัฒนธรรมในสถานศึกษา และวัฒนธรรมในสังคมไทย ยังมีเส้นใยแมงมุมขวางตาดำอยู่บ้าง  งานวิจัยเชิงคุณภาพเกิดขึ้นในระดับหนึ่ง อาจจะมีจำนวนน้อยก็แต่เห็นใจ  จากพื้นฐานที่ยากจะแกะปม ส่วนงานวิจัยชุมชน เดินมาถูกทางพอสมควร  แต่ก็ยังมีการบ้านต้องทำอีกมาก

          สถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาคที่ควรจะเป็นเจ้าภาพ เป็นแม่งาน เป็นพี่เลี้ยง   ยังเป็นแบบ..มีเรือดี ๆ ไม่ขี่ข้าม ไปเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่  ยังย้ำรอยเดิมวนเวียนเป็นเขาวงกต  ก็แปลกนะครับ คนเราเกิดมา ทำอยู่ทำกินในพื้นที่แห่งใด ก็ควรที่จะแสวงหาความรู้มาพัฒนาความก้าวหน้าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีคำถามว่า วันนี้เราอยู่กับความรู้อะไร  ภาควิชาต่าง ๆ สอนวิชาอะไร  ช่วยเหลือให้สังคมรอบข้างกินอิ่มนอนอุ่น มีรายได้มีงานทำพอปะทะปะทังให้ชุมชนเป็นปกติสุขได้ไหม  ทำไมชาวบ้านจึงทิ้งถิ่น ทำไมลูกหลานเขาเรียนแล้วกลับมาอยู่ในท้องถิ่นไม่ได้ เราสอนวิชาทิ้งถิ่นหรือเปล่า เราเปลี่ยนเกษตรกรไปเป็นกรรมกรหรือเปล่า เปลี่ยนควายไปเป็นลูกชิ้นจนแทบสูญพันธุ์หรือเปล่า ทำไมความรู้ที่สอน ๆ มันไม่สอดคล้องกับความเป็นไปกับภูมิสังคม เราเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือเปล่า คำว่าวิจัยชุมชน วิจัยเพื่อท้องถิ่น วิจัยอะไรกัน จะเอามาแก้ขัดในสถานการณ์ตกงานยกกะบิได้หรือเปล่า

 

มีบางมหาวิทยาลัยได้ประกาศ “วิสัยทัศน์ และภารกิจ” ไว้อย่างชัดเจน ได้ระดมสมองสร้างความเห็นพ้องร่วมกันของประชาคมมหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดเป้าหมายและกลยุทธวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัย บรรลุวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า “แผนกลยุทธ์ 6+1 Flagships" ซึ่งประกอบด้วย

  • มหาวิทยาลัยวิจัย
  • มหาวิทยาลัยเสมือน
  • การสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์
  • การสร้างความเข้มแข็งทางด้านบริหารจัดการ
  • องค์กรแห่งการเรียนรู้
  • การบริหารรายได้และต้นทุน
  • การพัฒนานักศึกษาที่มีความสามารถเฉพาะให้โดดเด่น

มหาวิทยาลัยหลายแห่งดำเนินการก้าวหน้าไปตามลำดับ  เป็นการพัฒนาบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม  ทำให้คณาจารย์และนิสตินักศึกษาได้เข้าใจเรื่องภูมิสังคมกับการศึกษามากขึ้น การทำเช่นนี้ ช่วยลดความเป็นลูกแหง่ทางวิชาการได้อย่างหวังผล  บุคลากรทางการศึกษาและนักวิจัยได้ออกไปปะลองความรู้ของตนเอง ในขณะเดี๋ยวกันก็ได้พัฒนาโจทย์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่าลืมว่า โจทย์ชีวิต โจทย์สังคม โจทย์ประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ถ้าไม่เอาโจทย์วิจัยจากพื้นที่มาใส่ตะกร้าล้างน้ำ  เราก็จะอยู่กับความรู้ความคิดทื่อ ๆ ไม่สมราคา จะพัฒนาหัวข้อวิจัยอะไรก็พื้น ๆ ไม่น่าสนใจ จัดสัมมนาวิจัยในภูมิภาคตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สมควรสนับสนุนต่อไป เพียงแต่ผู้จัดควรจะรับผิดชอบว่าจะเอาสินค้าความรู้อะไรมาขาย  ถ้าไม่มีสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่ากับการจัด ก็ควรงด ไม่ควรทำไปแบบลม ๆ แล้ง ๆ หาจุดยืนไม่เจอ

กรณีตัวอย่างการเสนองานวิจัยดี ๆ ที่จังหวัดขอนแก่น

ถึงเวลาผลิตบัณฑิตสาขาผ้าทอพื้นบ้าน หรือยัง?

มกราคม 28th, 2009 by ออต in Uncategorized

พรุ่งนี้มีภารกิจต้องขึ้นนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการมหาวิทยาลัย ขอนแก่น “การพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

ผมขึ้นนำเสนอในภาคบ่าย มีเวลาในการพูดงานวิจัยที่ตนเองทำราวยี่สิบนาที ซึ่งก็ไม่มากพอในการจะนำเสนอเรื่องที่พูด ดังนั้นจึงขอปูดเรื่องที่อาจจะไม่ได้พูดไว้ในบันทึกนี้เสียเลย เผื่อท่านที่สนใจจะได้ตามอ่านกัน

ประเด็นเสนอแนะหลัง จากงานวิจัยที่นำเสนอสิ้นสุดลงคือ การเพิ่มบัณฑิตสาขาวิชาเกี่ยวกับ ผ้าทอพื้นบ้านอีสาน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีสถาบันอุดมศึกษา อาชีวะฯไหนในอีสานที่พัฒนาและผลิตอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่มีช่างทอผ้าและชุมชนทอผ้าในอีสานมากมาย มากมายพอพอกับอาชีพเกษตรกรรม

ในทางเศรษฐกิจการทอผ้าดูเหมือนจะเป็นอาชีพเสริมรายได้ที่สามารถสร้างเม็ด เงินได้มากที่เดียว หากยึดเป็นอาชีพหลักก็เห็นว่าสามารถหาเลี้ยงตนเอง ครอบครัวได้อย่างดีที่เดียว  แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของช่างทออีสานคือการขาดรูปแบบลวดลายการทอผ้าใหม่ ๆ เท่านั้น

แต่ใหม่ๆ ในความคิดของผมก็ไม่ควรเป็นการลงทุนที่มากเกินความสามารถของช่างพื้นบ้านที่เป็นชาวบ้าน ผมว่าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นลงดีที่สุด เหมาะที่สุด  ซึ่งเราควรมองหาเทคโนโลยีในพื้นที่เป็นหลัก แบบนี้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงได้ดีนัก

ซึ่งงานวิจัยที่ทำก็สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ว่า ช่างทอพื้นบ้าน เทคโนโลยีการทอแบบพื้นบ้าน วัตถุดิบแบบพื้นบ้านก็สามารถพัฒนาเป็นผ้าทอที่คนร่วมสมัยให้การยอมรับและ กล้าซื้อมาให้มาบริโภคได้เช่นกัน ดังนั้นหัวใจของการพัฒนาผ้าทออีสานอยู่ที่การออกแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับตลาด

แนวคิดสำคัญคือ ระบบการศึกษาได้พัฒนาผลิตบัณฑิตด้านนี้มากน้อยแค่ไหน เมื่อมองไปในมหาวิทยาลัยในเขตอีสานพบว่าไม่มีเลย ที่มีก็ไม่ได้เน้นการผลิตบุคคลากรด้านนี้แบบจริงจัง ซึ่งในความเป็นจริง เราขาดแคลน  เราต้องการ  เราช่างทอพื้นบ้านต้องการนักออกแบบมือใหม่ ๆ ลายใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด

ซึ่งบางทีรัฐบาลเองก็พัฒนาไม่ตรงจุด ไม่ตรงหัวใจ  เอาช่างทอพื้นบ้านมาอบรมออกแบบ หมดไปกี่รุ่น กี่รุ่นก็ได้ผลน้อย ซึ่งตรงนี้ เราต้องเข้าใจความต้องการของช่างด้วย เพราะเขาไม่ต้องการเป็นนักออกแบบ แต่ต้องการเป็นช่างทอฝีมือดีที่สามารถทอผ้าได้ดีตามแบบที่ตลาดต้องการ  สวยงาม ตรงตามความต้องการของคนนอก(ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลัก)

ดังนั้นหากเพิ่มนักออกแบบมือใหม่ ที่เข้าใจงานทอพื้นบ้าน ก็น่าจะทำให้วงการทอผ้าของอีสานพัฒนาไปมาก เพราะแม่หญิงอีสานทอผ้ากันเป็นเสียส่วนใหญ่

ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 

พูดกันเรื่อยเปื่อยจนผู้ฟังเบื่อระอา  3 ห่วง 8 เงื่อนไข

แม่ใหญ่ทุ่งกุลาร้องไห้โอดครวญว่า..ใส่แค่ห่วงเดียวมดลูกแม่ก็จะพังแล้ว

ขืนมาให้ใส่ 3 ห่วงแม่จะรอดเรอะ

.. แสดงว่าเรื่องหมาน้อยธรรมดา สมัยผู้ใหญ่ลียังสืบทอดมรดกมาจนถึงทุกวันนี้  การที่นักวิจัยไม่ลงไปเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน  ทำให้การตีความพลิกล็อคอยู่เสมอ  ถ้ามองว่าในประเด็นที่ว่า  ก้าวต่อไปของงานวิจัยท้องถิ่น ในอนาคตจะเป็นอย่างไร  

         น่าจะขึ้นอยู่กับนโยบายใหม่ ๆ นะขอรับ  ควรเปิดกว้างแบบไร้พรมแดน ถ้ากลุ่มองค์กรไหนสนใจที่จะทำการวิจัยเรื่องอะไร ก็เสนอความต้องการขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มเฮฮาศาสตร์จะจัดสัมมนาเรื่องการสร้างเครือข่ายสังคมฐานความรู้  ก็ควรให้ทดลองออกแบบ ขายความคิด แล้วทดลองทำ  ผลลัพธ์ที่เกิดก็เช็คได้อยู่แล้วจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน G2K และลานปัญญา สิ่งละอันพันละน้อยที่มีการตีแตกความรู้ในเรื่องต่าง ๆ  ที่เกิดจากการปฏิบัติ จะมีเสน่ห์ มีคำตอบ มีความเป็นไปได้ เพียงแต่ยอมรับวิธีคิดวิธีการที่แตกต่าง ยกตัวอย่าง เช่น การวิจัยเรื่องมะรุม ชุมชนคงไม่วิจัยออกมาเป็นตัวหนังสือปึกเดียว หัวเชื้อวิจัยจะไปโผล่อยู่ในสวนครัวหลังบ้าน อยู่ในรั้วข้างบ้าน ชาวบ้านเก็บมาบริโภคเป็นอาหารประจำวัน 

ยุคนี้การค้นคว้าความรู้จากภายนอกสะดวก นอกจากการปลูก การบริโภค แล้ว ยังมีการคิดค้นเรื่องสารต่าง ๆ ที่อยู่ในดอก ใบ เมล็ด เปลือก ราก ความรู้เดิมชั้นภูมิปัญญาไทยเป็นอย่างไร  ความรู้ต่อยอดมีอะไร เอาเมล็ดมาสกัดเป็นยา เป็นน้ำมัน หรือเอายอดและดอกมาทอดใส่ไข่  ..เราก็ได้งานวิจัยที่อร่อยแล้วละครับ ปัญหาอยู่ที่ สกว.ใจกว้างแค่ไหน  ติดกรอบมากไหม กล้าแหกกรอบไหม หรือจะบอนไซวิธีวิจัยแบบเก่า คุมกำเนิดงานวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยของตะวันตกอย่างเดียว  มีไหมวิธีวิจัยที่อาศัยใจเป็นสะพานเชื่อมโยง

 

“ใจ”   คำสั้นๆ พูดง่ายๆ ตีความหมายช่วงยาว ช่างยาก

ใจบางคนอาจง่ายได้ แต่เรื่องของใจไม่ง่ายเลย

พูดเรื่องใจไม่ยาก ทำเรื่องใจไม่ง่าย ลำพังใจตน ก็ยากแสนยาก มีใจ ให้ใจ ตามใจ ห้องใจ อำเภอใจ ด้วยใจ จากใจ สำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจนำทาง คุณค่าอยู่ที่ใจ กระบี่อยู่ที่ใจ ..

                                                                                       * ไพรินทร์ ขาวงาม

 

ขณะมีปากไว้เพื่อให้พูด  เธอก็ใช้ลิ้นการทูตพูดเสียหนัก

ส่วนหัวใจมีไว้เพื่อให้รัก  เธอไม่ยักใช้มันฉันเสียดาย

                                     

                                                           * รังษี บางยี่ขัน