รัฐบาลใจดี ใครมีอายุเกิน 60 ปี จะจ่ายเงินสงเคราะห์คนชราเดือนละ 500 บาท แต่คนชราภาพอย่างผมมันเลอะเลือนปล่อยไว้ก็จะเลอะเทอะ ไปรับปากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว. ไว้ว่าจะเขียนบทความสั้น ๆ ให้เขา แล้วเรื่องก็ผ่านมาจนเข้าระยะไฟลนก้น กลับจากบ้านมาเจอเอกสารประกอบการสัมมนา “ 10 ปี งานวิจัยท้องถิ่น : คุณค่าและความหมาย (Meaning) ต่อสังคมไทยและก้าวต่อไปในอนาคต” ในวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ
เท่าที่อ่านรายชื่อผู้อาวุโสและผู้สันทัดกรณี พบว่างานนี้ไม่ธรรมดา มีแต่หัวกะทิทั้งนั้น หางกะทิก็มีอยู่คนหนึ่งคือกระผมนี้แหละขอรับ หางกะทิเกิดความคิดแว๊บหนึ่งขึ้นมาว่า การจัดประชุมสัมมนาเชิงรุกเพื่อตอบคำถามเรื่องก้าวต่อไปในอนาคต กระผมคิดว่าเราควรจะมีเรื่องใหม่ๆ หรือมีกระบวนการแสวงหาพวกหัวโตสมองใสใจเต็มร้อยเข้ามาสู่เวทีลักษณะนี้ เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อสังคมอย่างแท้จริง ผมมีความรู้สึกว่างานวิจัยในประเทศไทยเสมือนกับงานการเมือง ที่ผู้คนหัวใจเป็นประชาธิปไตยมิใช่น้อย แต่ไม่รู้ว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร จึงงึมงำและป้อไปป้อมาไม่สามารถพอที่จะรวมพลังเป็นคานงัดอะไรได้
อาจจะเป็นเพราะผมอยู่ในประเภทอิงระบบและนอกระบบมานาน จึงสัมผัสกับผู้รู้ในอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เขามีความคิด มีศักยภาพทางสติปัญญามิใช่น้อย ช่วงที่เข้ามาสู่ G2K ทำให้ผมได้เจอมนุษย์สายพันธุ์ที่ว่านี้ พวกเขามีวิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สังเคราะห์ความรู้ สกัด สะกิด สะเกา ความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีกำแพง ไม่มีหัวโขน มีแต่ความเปล่าเปลือยที่ไม่ต้องการชื่อเสียง การมีหน้าตา เรียนรู้จากกันเฉย ๆ อย่างนี้แหละ สงสัยอะไรก็โยนประเด็นลงกลางจอคอมพิวเตอร์ ใครมีความรู้หรือเคยมีประสบการณ์ก็เอื้ออาทรให้กัน แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้เกิดกระบวนการมะรุมมะตุ้มทางความรู้ ที่หลากหลายแง่มุมและวิธีการแบบไม่จำกัด เดี๋ยวนี้พัฒนาไปถึงขั้นนัดพบกันเป็นระยะ จัดสัญจรไปเยี่ยมกันทุกภูมิภาค ทำให้แก่นแกนรักใคร่สนิทสนมเป็นเครือญาติ ในอนาคตกลุ่มที่ว่านี้อาจจะเป็นชุมชนปัญญาเสมือน ชุมชนการวิจัย ชุมชนนักปฏิบัติ ที่กำลังมองหาทำเลปักหลักปักฐานเป็นหมู่บ้านแซ่เฮ ซึ่งก็เป็นการตั้งองค์กรหรือสถาบันในสไตล์ของเขาเอง เมื่อก่อนเคยเปรียบเทียบกับตะเกียงอาละดิน ที่ถูแล้วมียักษ์ตัวโตโผล่ขึ้นมาถามว่าจะให้รับใช้เรื่องอะไร แต่สิ่งที่กลุ่มคนดังกล่าวค้นพบในวันนี้ (ขออนุญาตเรียกให้เข้าใจง่ายว่ากลุ่มเฮฮาศาสตร์) ผมคิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ข้ามหน้าข้ามตาศักยภาพเจ้ายักษ์อาละดินไปแล้ว
ก็คิดดูเถิด ถ้าเราสามารถดึงเอาความรู้ในตัวคนไทย ที่มีอยู่มากมายในทุกสาขาอาชีพ ออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ความรู้ไต่ระดับเหล่านี้จะจากขยายกว้างไกลไปไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนช่วยกันค้น ช่วยการฝึกฝนทักษะ ช่วยกันเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง กระบวนการตรงนี้
ถามว่า การที่บุคคลทุกสาขาอาชีพมารวมตัวกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ด้วยการค้นหาวิธีของเขาเอง เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำไปสู่การสร้างฐานความรู้ของชาติได้หรือไม่?
ถามครั้งที่ 2 สิ่งที่บอกเล่ามานี้เป็นนวัตกรรมของการเริ่มสร้างวัฒนธรรมสังคมความสุขที่เกิดจากการเรียนรู้ใช่หรือไม่?
ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่านะ ดู ๆ ไปแล้วคนไทยส่วนใหญ่มีความทุกข์จากการศึกษา คนไทยมีวัฒนธรรมตุ้มถ่วงการเรียนรู้ให้ตนเอง โดยเฉพาะเรื่องกลัวเสียหน้า กลัวผิด กลัวคนอื่นเขาว่าตัวเองไม่รู้ไม่เก่ง ไม่กล้าถามไม่กล้าเขียนเพราะเกรงว่าจะถามไม่เข้าท่า ตั้งสมมุติฐานปิดกั้นตัวเองด้วยเหตุผลบ้าๆนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขในระบบได้ยากมาก ในสถานศึกษาจะอมทุกข์ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ถูลู่ถูกังปีนเกลียวเรียนรู้กันไปอย่างทรมาน ยังไม่มีวิธีกำจัดความกริ่งเกรงที่ว่านี้ ดร.สมพร ช่วยอารีย์ (เม้งเยอรมัน) กำลังหาวิธีสอนลูกศิษย์ด้วยกลอุบายพลิกแพลงต่าง ๆ อยู่ที่ มอ.ปัตตานี มีวิธีที่น่าสนใจ ท่านใดสนใจลองติดต่อกันเองนะครับ เข้าไปที่บล็อกลานปัญญา พิมพ์คำว่า ..ลานจินตนาการ หรือ ลานสะตอพอเพียง หรือถ้าจะให้ตรงประเด็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ลองคลิกไปที่ ..ลานดงหลวง ของบางทราย จะได้เห็นโจทย์ที่คร่ำหวอดจากประสบการณ์นักปฏิบัติที่ใช้ความรู้ทุกสาขามาอำนวยงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือถ้าต้องการทราบแนวคิดเรื่องการพัฒนาองค์กร การปฏิรูปสังคมและการศึกษาแบบเผ็ดๆมันๆร้อนๆ แต่ไม่แสลงเบาหวาน ก็ลองคลิกไปที่ คนไร้กรอบ ของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ หรือถ้าจะดูแนวคิดเรื่องการบริหารองค์กร บริหารสติปัญญา คลิกที่นี่เลย .ลานซักล้าง ของคุณตฤณ ตัณฑเศรษฐี
ถ้าขืนแนะนำเป็นรายบุคคลวันนี้ไม่จบแน่ เอาอย่างนี้ดีกว่า เข้าไปคลิกที่ “เจ้าเป็นไผ” จอมยุทธเหล่านี้ก็จะเรียงล่ายส่ายมาเปิดใจให้ท่านได้สัมผัสก้นบึ้งของนักจัดการความรู้เหล่านี้ นี่แหละตัวจริงเสียงจริงประเภทแฟนพันธุ์แท้เชียวละ ผมเอาเหตุผลอะไรมาทึกทัก ก็แหม..การได้อ่านความรู้ความคิดของท่านเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เฝ้าดูเรื่องที่ท่านคิด เนื้องานที่ท่านทำ ผลลัพธ์ที่นำมาเสนอ กลุ่มที่ว่านี้เป็นพื้นฐานทางด้านสติปัญญาของชาติที่ไม่อาจจะละเลยได้ เพียงแต่มนุษย์สายพันธุ์นี้มีความเป็นตัวเองสูง มีอิสระที่เอาใจนำ มากกว่าจะเอากฎระเบียบหรือกติกามาครอบ ถ้าเป็นความสัมพันธ์ทางใจละใช่เลย ผมคิดว่าในบ้านเมืองเรายังไม่มีสะพานเชื่อมโยงเรื่องอิงระบบที่ว่านี้ มันเป็นวัฒนธรรมไทยแท้ส่วนหนึ่งด้วยนะ ถ้าใจถึงใจอะไรก็ได้ก็เกิด..
เรามาดูการบ้านของสกว. ผ่านมา 10 ปี สกว.มีบทบาทสร้างคน สร้างวิชาความรู้ สะสมชุดความรู้ไว้มิใช่น้อย ได้ให้โอกาสให้กับนักการศึกษามานาน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือชุมชนได้มีส่วนเข้ามาสัมผัสงานวิจัย ตรงนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดงด้านนโยบาย ที่มองเห็นความรู้ในตัวคนไทยทุกหมู่เหล่า เลิกแบ่งค่ายนักวิชาการกับนักวิชาเกิน เปิดช่องให้จูงมือมาเดินร่วมกัน ไปในทางเดียวกัน เท่าที่ได้อ่านผลงานพอสมควร สกว.ใช้งบประมาณคุ้มค่ามาก เพียงแต่วัฒนธรรมในสถานศึกษา และวัฒนธรรมในสังคมไทย ยังมีเส้นใยแมงมุมขวางตาดำอยู่บ้าง งานวิจัยเชิงคุณภาพเกิดขึ้นในระดับหนึ่ง อาจจะมีจำนวนน้อยก็แต่เห็นใจ จากพื้นฐานที่ยากจะแกะปม ส่วนงานวิจัยชุมชน เดินมาถูกทางพอสมควร แต่ก็ยังมีการบ้านต้องทำอีกมาก
สถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาคที่ควรจะเป็นเจ้าภาพ เป็นแม่งาน เป็นพี่เลี้ยง ยังเป็นแบบ..มีเรือดี ๆ ไม่ขี่ข้าม ไปเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่ ยังย้ำรอยเดิมวนเวียนเป็นเขาวงกต ก็แปลกนะครับ คนเราเกิดมา ทำอยู่ทำกินในพื้นที่แห่งใด ก็ควรที่จะแสวงหาความรู้มาพัฒนาความก้าวหน้าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีคำถามว่า วันนี้เราอยู่กับความรู้อะไร ภาควิชาต่าง ๆ สอนวิชาอะไร ช่วยเหลือให้สังคมรอบข้างกินอิ่มนอนอุ่น มีรายได้มีงานทำพอปะทะปะทังให้ชุมชนเป็นปกติสุขได้ไหม ทำไมชาวบ้านจึงทิ้งถิ่น ทำไมลูกหลานเขาเรียนแล้วกลับมาอยู่ในท้องถิ่นไม่ได้ เราสอนวิชาทิ้งถิ่นหรือเปล่า เราเปลี่ยนเกษตรกรไปเป็นกรรมกรหรือเปล่า เปลี่ยนควายไปเป็นลูกชิ้นจนแทบสูญพันธุ์หรือเปล่า ทำไมความรู้ที่สอน ๆ มันไม่สอดคล้องกับความเป็นไปกับภูมิสังคม เราเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือเปล่า คำว่าวิจัยชุมชน วิจัยเพื่อท้องถิ่น วิจัยอะไรกัน จะเอามาแก้ขัดในสถานการณ์ตกงานยกกะบิได้หรือเปล่า
มีบางมหาวิทยาลัยได้ประกาศ “วิสัยทัศน์ และภารกิจ” ไว้อย่างชัดเจน ได้ระดมสมองสร้างความเห็นพ้องร่วมกันของประชาคมมหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดเป้าหมายและกลยุทธวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัย บรรลุวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า “แผนกลยุทธ์ 6+1 Flagships" ซึ่งประกอบด้วย
- มหาวิทยาลัยวิจัย
- มหาวิทยาลัยเสมือน
- การสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์
- การสร้างความเข้มแข็งทางด้านบริหารจัดการ
- องค์กรแห่งการเรียนรู้
- การบริหารรายได้และต้นทุน
- การพัฒนานักศึกษาที่มีความสามารถเฉพาะให้โดดเด่น
มหาวิทยาลัยหลายแห่งดำเนินการก้าวหน้าไปตามลำดับ เป็นการพัฒนาบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม ทำให้คณาจารย์และนิสตินักศึกษาได้เข้าใจเรื่องภูมิสังคมกับการศึกษามากขึ้น การทำเช่นนี้ ช่วยลดความเป็นลูกแหง่ทางวิชาการได้อย่างหวังผล บุคลากรทางการศึกษาและนักวิจัยได้ออกไปปะลองความรู้ของตนเอง ในขณะเดี๋ยวกันก็ได้พัฒนาโจทย์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่าลืมว่า โจทย์ชีวิต โจทย์สังคม โจทย์ประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถ้าไม่เอาโจทย์วิจัยจากพื้นที่มาใส่ตะกร้าล้างน้ำ เราก็จะอยู่กับความรู้ความคิดทื่อ ๆ ไม่สมราคา จะพัฒนาหัวข้อวิจัยอะไรก็พื้น ๆ ไม่น่าสนใจ จัดสัมมนาวิจัยในภูมิภาคตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สมควรสนับสนุนต่อไป เพียงแต่ผู้จัดควรจะรับผิดชอบว่าจะเอาสินค้าความรู้อะไรมาขาย ถ้าไม่มีสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่ากับการจัด ก็ควรงด ไม่ควรทำไปแบบลม ๆ แล้ง ๆ หาจุดยืนไม่เจอ
กรณีตัวอย่างการเสนองานวิจัยดี ๆ ที่จังหวัดขอนแก่น
ถึงเวลาผลิตบัณฑิตสาขาผ้าทอพื้นบ้าน หรือยัง?
มกราคม 28th, 2009 by ออต in Uncategorized
พรุ่งนี้มีภารกิจต้องขึ้นนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการมหาวิทยาลัย ขอนแก่น “การพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น
ผมขึ้นนำเสนอในภาคบ่าย มีเวลาในการพูดงานวิจัยที่ตนเองทำราวยี่สิบนาที ซึ่งก็ไม่มากพอในการจะนำเสนอเรื่องที่พูด ดังนั้นจึงขอปูดเรื่องที่อาจจะไม่ได้พูดไว้ในบันทึกนี้เสียเลย เผื่อท่านที่สนใจจะได้ตามอ่านกัน
ประเด็นเสนอแนะหลัง จากงานวิจัยที่นำเสนอสิ้นสุดลงคือ การเพิ่มบัณฑิตสาขาวิชาเกี่ยวกับ ผ้าทอพื้นบ้านอีสาน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีสถาบันอุดมศึกษา อาชีวะฯไหนในอีสานที่พัฒนาและผลิตอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่มีช่างทอผ้าและชุมชนทอผ้าในอีสานมากมาย มากมายพอพอกับอาชีพเกษตรกรรม
ในทางเศรษฐกิจการทอผ้าดูเหมือนจะเป็นอาชีพเสริมรายได้ที่สามารถสร้างเม็ด เงินได้มากที่เดียว หากยึดเป็นอาชีพหลักก็เห็นว่าสามารถหาเลี้ยงตนเอง ครอบครัวได้อย่างดีที่เดียว แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของช่างทออีสานคือการขาดรูปแบบลวดลายการทอผ้าใหม่ ๆ เท่านั้น
แต่ใหม่ๆ ในความคิดของผมก็ไม่ควรเป็นการลงทุนที่มากเกินความสามารถของช่างพื้นบ้านที่เป็นชาวบ้าน ผมว่าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นลงดีที่สุด เหมาะที่สุด ซึ่งเราควรมองหาเทคโนโลยีในพื้นที่เป็นหลัก แบบนี้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงได้ดีนัก
ซึ่งงานวิจัยที่ทำก็สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ว่า ช่างทอพื้นบ้าน เทคโนโลยีการทอแบบพื้นบ้าน วัตถุดิบแบบพื้นบ้านก็สามารถพัฒนาเป็นผ้าทอที่คนร่วมสมัยให้การยอมรับและ กล้าซื้อมาให้มาบริโภคได้เช่นกัน ดังนั้นหัวใจของการพัฒนาผ้าทออีสานอยู่ที่การออกแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับตลาด
แนวคิดสำคัญคือ ระบบการศึกษาได้พัฒนาผลิตบัณฑิตด้านนี้มากน้อยแค่ไหน เมื่อมองไปในมหาวิทยาลัยในเขตอีสานพบว่าไม่มีเลย ที่มีก็ไม่ได้เน้นการผลิตบุคคลากรด้านนี้แบบจริงจัง ซึ่งในความเป็นจริง เราขาดแคลน เราต้องการ เราช่างทอพื้นบ้านต้องการนักออกแบบมือใหม่ ๆ ลายใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด
ซึ่งบางทีรัฐบาลเองก็พัฒนาไม่ตรงจุด ไม่ตรงหัวใจ เอาช่างทอพื้นบ้านมาอบรมออกแบบ หมดไปกี่รุ่น กี่รุ่นก็ได้ผลน้อย ซึ่งตรงนี้ เราต้องเข้าใจความต้องการของช่างด้วย เพราะเขาไม่ต้องการเป็นนักออกแบบ แต่ต้องการเป็นช่างทอฝีมือดีที่สามารถทอผ้าได้ดีตามแบบที่ตลาดต้องการ สวยงาม ตรงตามความต้องการของคนนอก(ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลัก)
ดังนั้นหากเพิ่มนักออกแบบมือใหม่ ที่เข้าใจงานทอพื้นบ้าน ก็น่าจะทำให้วงการทอผ้าของอีสานพัฒนาไปมาก เพราะแม่หญิงอีสานทอผ้ากันเป็นเสียส่วนใหญ่
ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
พูดกันเรื่อยเปื่อยจนผู้ฟังเบื่อระอา 3 ห่วง 8 เงื่อนไข
แม่ใหญ่ทุ่งกุลาร้องไห้โอดครวญว่า..ใส่แค่ห่วงเดียวมดลูกแม่ก็จะพังแล้ว
ขืนมาให้ใส่ 3 ห่วงแม่จะรอดเรอะ
.. แสดงว่าเรื่องหมาน้อยธรรมดา สมัยผู้ใหญ่ลียังสืบทอดมรดกมาจนถึงทุกวันนี้ การที่นักวิจัยไม่ลงไปเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน ทำให้การตีความพลิกล็อคอยู่เสมอ ถ้ามองว่าในประเด็นที่ว่า ก้าวต่อไปของงานวิจัยท้องถิ่น ในอนาคตจะเป็นอย่างไร
น่าจะขึ้นอยู่กับนโยบายใหม่ ๆ นะขอรับ ควรเปิดกว้างแบบไร้พรมแดน ถ้ากลุ่มองค์กรไหนสนใจที่จะทำการวิจัยเรื่องอะไร ก็เสนอความต้องการขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มเฮฮาศาสตร์จะจัดสัมมนาเรื่องการสร้างเครือข่ายสังคมฐานความรู้ ก็ควรให้ทดลองออกแบบ ขายความคิด แล้วทดลองทำ ผลลัพธ์ที่เกิดก็เช็คได้อยู่แล้วจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน G2K และลานปัญญา สิ่งละอันพันละน้อยที่มีการตีแตกความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติ จะมีเสน่ห์ มีคำตอบ มีความเป็นไปได้ เพียงแต่ยอมรับวิธีคิดวิธีการที่แตกต่าง ยกตัวอย่าง เช่น การวิจัยเรื่องมะรุม ชุมชนคงไม่วิจัยออกมาเป็นตัวหนังสือปึกเดียว หัวเชื้อวิจัยจะไปโผล่อยู่ในสวนครัวหลังบ้าน อยู่ในรั้วข้างบ้าน ชาวบ้านเก็บมาบริโภคเป็นอาหารประจำวัน
ยุคนี้การค้นคว้าความรู้จากภายนอกสะดวก นอกจากการปลูก การบริโภค แล้ว ยังมีการคิดค้นเรื่องสารต่าง ๆ ที่อยู่ในดอก ใบ เมล็ด เปลือก ราก ความรู้เดิมชั้นภูมิปัญญาไทยเป็นอย่างไร ความรู้ต่อยอดมีอะไร เอาเมล็ดมาสกัดเป็นยา เป็นน้ำมัน หรือเอายอดและดอกมาทอดใส่ไข่ ..เราก็ได้งานวิจัยที่อร่อยแล้วละครับ ปัญหาอยู่ที่ สกว.ใจกว้างแค่ไหน ติดกรอบมากไหม กล้าแหกกรอบไหม หรือจะบอนไซวิธีวิจัยแบบเก่า คุมกำเนิดงานวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยของตะวันตกอย่างเดียว มีไหมวิธีวิจัยที่อาศัยใจเป็นสะพานเชื่อมโยง
“ใจ” คำสั้นๆ พูดง่ายๆ ตีความหมายช่วงยาว ช่างยาก
ใจบางคนอาจง่ายได้ แต่เรื่องของใจไม่ง่ายเลย
พูดเรื่องใจไม่ยาก ทำเรื่องใจไม่ง่าย ลำพังใจตน ก็ยากแสนยาก มีใจ ให้ใจ ตามใจ ห้องใจ อำเภอใจ ด้วยใจ จากใจ สำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจนำทาง คุณค่าอยู่ที่ใจ กระบี่อยู่ที่ใจ ..
* ไพรินทร์ ขาวงาม
ขณะมีปากไว้เพื่อให้พูด เธอก็ใช้ลิ้นการทูตพูดเสียหนัก
ส่วนหัวใจมีไว้เพื่อให้รัก เธอไม่ยักใช้มันฉันเสียดาย
* รังษี บางยี่ขัน
อรุณสวัสดิ์จากติ่งเกาะในวันศุกร์สุขสันต์ค่ะพ่อครู
....
เมื่อคืนฝันถึงพ่อครูด้วยแหละคะ แต่ปูบ่ใช่คนที่ละเมอโทรไปหาพ่อในบันทึก เจ้าเป็นไผ นะคะ อิ อิ :) ห้อง ๘๔๑ ... มี ... รึเปล่าคะ :)
เมื่อคืนปูกำลังจะถามพอดี รึพ่อครูกินส้มมังคุดเหี่ยวไป ...
....
รับน้ำเย็นๆ ชื่นใจก่อนนะคะ พ่อครูขา
ปูอ่านบันทึกนี้แล้ว ฮาตอนสุดท้าย วกมาทิ้งลายกลอน อีกแล้วพ่อครูเรา .. อิ อิ แต่ชอบจัง
....
เห็นไข่เจียวพ่อครูแล้วหิว เลย ... เห็นชื่อนางเม้งเยอรมัน อ้ะ
กลายเป็นดร. แล้ว เปลี่ยนนามสกุล แล้วรึคะพ่อขา ...
เอ๊ะ รึจะจำนามสกุล เม้งผิด ช่วยบอกหน่อย
สวัสดีครับ
อิๆ คุณเม้ง สมพร ช่วยอารีย์ ครับ
ประเด็นเสนอมาน่าสนใจมากๆ ครับ
งานวิจัยขึ้นหิ้งเยอะเหมือนกัน อิๆ
ชาวบ้านอย่างเราๆ จะวิจัยเรื่องท้องถิ่น ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร
โอ้ ช่วยอารีย์ ขอบคุณครับ
มีประเด็นเกี่ยวกับนโยบายวิจัยชุมชนส่งมาได้ครับ จะประชุมกันวันที่ 6-7 ศกนี้
“อธิการบดีแห่งมหาชีวาลัยสวนป่า”
เขาว่าอยู่บนหอคอย ก็เห็นแต่ดวงดาว
ความมุ่งหวัง ความเพ้อฝัน ยังคงอยู่ในหลายๆดวงจิต
แต่คนที่เดินลุยดินติดน้ำยังมีไม่มาก
แล้วคนที่สามารถนำความจริงมาเจียรไนในสังคมให้ส่งผลกระเทือนต่อความเปลี่ยนแปลงไปในที่ดีๆ ยิ่งหายากใหญ่
“อธิการบดีแห่งมหาชีวาลัยสวนป่า” จึงไม่เป็นการยกย่องที่มากเกินไป
อย่าหาเรื่องน่า อาเหลียง แค่นี้ก็มั่นใส้เต็มทีแล้ว
แขน2ข้างว่างไหมในวันนี้
จะขอกอดสักทีจะดีไหม
ช่างอ้อนออดวจีดีเหลือใจ
เจอะเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นกอดทันที
สวัสดีค่ะครูบา
อ๋อ...ใยมดรู้แล้วว่าทำไมพี่หมอเจ๊ถึงเขียนการบ้านส่งครุบา
โชคดีมีความสุขน่ะค่ะ
มดมีใยแปลกใจอยู่ไม่น้อย
มดตะนอยหรือมดง่ามขอถามหน่อย
มดตัวนี้มีพลังเท่าช้างน้อย
เขียนทักบ่อยขอบใจนะมดนะ
ครูบาขา พอดีผ่านมาเห็น
ใยมดเป็นมดน้อยค่อย ๆ ถาม
วันนี้มีเรื่องที่คิดอยากติดตาม
แต่ด้วยความรู้น้อยไม่เข้าใจ
ครูบาขา ช่วยดูในใยมดหน่อย
จะคอยครูบาน้อยน่ะค่ะ
สวัสดีอีกรอบค่ะ ครูบา
ครูบาไปผิดบันทึกแล้วน่ะค่ะ
เฮ้อ.....เลยไม่รู้เลย
พ่อครูขา
ปูมาอีกรอบ มาบอกว่า
ขอยืม กลอนคห. แปด นะคะ
....
และมาแก้ไข เขียนคห. ๑ ผิด
ต้องเป็น นายเม้งเยอรมัน สมพร ช่วยอารีย์ ค่ะ
....
และสุดท้าย มายืนยัน ว่า ตำแหน่งอธิการบดีฯ
ที่ป๋าดลกล่าว เห็นด้วย เหมาะสมมากๆ ค่ะ
เพราะ มองๆ เมียงงๆ มานานแล้ว ..
ต้อง พ่อครู สุภาพบุรุษ ติดดิน จริงใจ จริงจัง ไม่ทิ้งปชช.
เบอร์อะไรคะ เดี๋ยวปู ปชส. ให้สุดฤทธิ์ ทุกสถานีเลยค่ะ
รอชมฟ้า จากพ่อครูค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูบา
อิอิ พรุ่งนี้วันเสาร์
เราคิดถึงกัน
วันอาทิตย์อย่าลืมฉัน
กินมันติดเหงือกกินเผือกติดฟัน
กินทั้งมันกินทั้งเผือกติดทั้งเหงือกติดทั้งฟัน
ถ้าเป็นแบบนั้น
แสดงว่าฉันติดเธอแล้ว อิอิ
ใยมดเอ๋ย
ตาบอดไม่มีคนจูง
ไปไม่ถูกไปไม่ถึง
ตกรถขบวนสุดท้าย
อิอิ ..
เย็นนี้ครู Poo กลุ่มหน้าตาดีจะมาอุ้มไปเลี้ยงที่ร้านไก่ตะกร้า
พรุ่งนี้มื้อเย็น หมอเจ๊มา ท่านรอกอด จะอุ้ม ไปเลี้ยงที่ร้านไก่ตะกร้า
ทำไมจึงบังเอิญ เรื่องไก่ในตะกร้า อยู่เรื่อย อิอิ
+ สวัสดีค่ะท่านพ่อครูบาฯ...“อธิการบดีแห่งมหาชีวาลัยสวนป่า”
+ อิ อิ...อ่านแล้วโดนค่ะ....เพราะอ๋อยกำลังทำงานวิจัยในโครงการ
" โครงการวิจัยวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น สกว." อ๋อยทำเรื่อง "การศึกษาผลจากการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินทรายจัดชุมชนบ้านสายหมอ"...โดยการปลูกพริก....ตอนแรกท่านที่ปรึกษาบอกว่าเป็นเรื่องพื้น ๆ ทั่วไป...อ๋อยก็เลยอธิบายให้ฟังว่าแต่สำหรับชุมชนบ้านสายหมอที่หมู่บ้านติดทะเล ดินเป็นดินทรายจัด สังคมมุสลิม มีความสำคัญมาก...เพราะชาวบ้านเชื่อว่าดินทรายปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น...ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล....อ๋อยอยากพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่า...ถ้าเราเอาขี้วัว ขี้แพะ ขี้ไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงนำใส่ในดินแล้วปลูกพืชผักสวนครัว...รดน้ำ..ดูแล...รับรองว่าพืชผักสวนครัวทั่วไปปลูกได้...และเจริญงอกงามแน่นอน...ไม่ต้องซื้อ....ที่เหลือยังสร้างรายได้เสริมอีกด้วย....
+ จนในที่สุดท่านที่ปรึกษาก็เลยยอม....บางที่เรื่องทั่วไปของที่อื่น...แต่ไม่ใช่เรื่องทั่วไปของที่นี่.....ทั้งนี้เพราะแต่ละชุมชนมีบริบทที่ต่างกัน....
+ อ๋อยจึงเห็นด้วยกับพ่อครูบาที่ว่า....
"ปัญหาอยู่ที่ สกว.ใจกว้างแค่ไหน ติดกรอบมากไหม กล้าแหกกรอบไหม หรือจะบอนไซวิธีวิจัยแบบเก่า คุมกำเนิดงานวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยของตะวันตกอย่างเดียว มีไหมวิธีวิจัยที่อาศัยใจเป็นสะพานเชื่อมโยง"
+ ลึกสุดใจเลยค่ะ.....
หนูเห็นด้วยกับ ครูพี่อ่อยค่ะพ่อครู
....มีไหมวิธีวิจัยที่อาศัยใจเป็นสะพานเชื่อมโยง"
ไม่เว้นแม้กระทั่งบนเกาะเล็ก ยาว ใหญ่ น้อย นะคะ
ถ้าสามารถหากาวใจ เชื่อมประสานได้ รับรองค่ะ
ไทยไปโลด ก้าวกระโดด ไม่ต้องกระดก :)
ถ้าให้ดีควรพบกันครึ่งทางกระมังแอมแปร์
ถ้ายอมรับฟังเหตุผลกัน
งานวิจัยจะก้าวไกลไปกว่านี้มากนัก
..เราควรให้เกียรติคนที่คิดและทำ อยากรู้อยากเห็นให้มาก
ดีกว่าไปเข็นพวกที่ไม่อยากจะทำอะไรอย่างจริงจัง
งานวิจัยหลายเรื่องไม่จำเป็นต้องใหญ่โต
เอาขี้แพะมาปลูกผักบนชายหาด ก็ธรรมดาที่ไหนเล่า
มันสามารถชวนคิดชวนเปลี่ยนมุมมองของชาวเลได้
+ ตามไปดูคำตอบพ่อครูที่บันทึก ออกกำลังกายน้อยออกกำลังใจมาก.....
+ ก็เลยมาบอกว่า...แอมแปร์...หลานพ่อครูนั้น...โตขึ้นมากแล้วค่ะ...ทลึ่ง ตลก เจ้าเล่ห์มากค่ะ....ที่สำคัญบ้า "โป่งลางสะออน " มากค่ะ.....ดูทุกครั้งที่ว่าง...สาละวันเตี่ยลง....เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง....และ..โอ้..โอะ...โอ้..โอะ...โอ...โอะ...โอ่...อยู่แบบนี้ค่ะ...
+ จบการรายงานข่าวค่ะ....อิ อิ...