เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 28 มกราคม ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 (งบฯ กลางปี) จำนวน 116,700,000,000 บาท ในวาระที่ 1 เพื่อนำไปใช้จ่ายในแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีนาย ชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธาน
ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สส.ฝ่ายค้านอาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน นายไพจิต ศรีวรขาน สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเร่งรัดให้พิจารณางบฯ รายจ่ายเพิ่มเติมให้เสร็จภายในวันเดียวกันนี้เพราะนายกรัฐมนตรีจะไปต่างประเทศ จึงขอให้ขยายเวลาการพิจารณาเป็น 2 วัน อย่างไรก็ดีนายชัย ได้กล่าวตัดบทว่า กรอบเวลาการอภิปรายนั้นทางวิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านตกลงกันแล้วว่าจะให้จบภายในคืนนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเริ่มชี้แจงหลักการและเหตุผลการตั้งงบฯ กลางปี ไม่ถึง 30 วินาที นพ. ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นพร้อมกล่าวผ่านไมโครโฟนว่า "วันนี้พวกผมไม่อยู่ฟัง" และเดินออกจากห้องทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณจำนวนไม่เกิน 116,700,000,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นเป็นจำนวน 97,560,523,700 บาท และเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 19,139,476,300 บาท จากนั้นนายกฯ ได้แจกแจงรายละเอียดความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยลดค่าครองชีพแลเพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท โดยงบฯ จำนวน 97,560,523,700 บาทนั้น แยกเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ เป็นเงิน 2,652,000,000 บาท 2.ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพ
ผู้ว่างงานเพิ่มสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมนุมเป็นเงิน 6,900 ล้านบาท 3.เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงิน 4,090,448,000 บาท และ4.เพิ่มจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ
และแผนงามเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านสังคม ของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเงิน83,918,075,700 บาท
สำหรับการชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 19,139,476,300 บาทนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตามมาตรา 169 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังใน พ.ร.บ.โอนเงินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป ทั้งนี้ให้กำหนดแหล่งที่มาของรายได้ เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย "คาดว่าวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในสหรัฐจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทย ทั้งด้านการส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุน ยังอยู่ในสภาวะชะลอตัวทุกด้าน ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจึงชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว" นายกฯระบุ และคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 52 นี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกจะถดถอยและส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย การชะลอตัวของกำลังซื้อทั้งในและนอกประเทศ จะส่งผลให้กำลังการผลิตใน ภาคอุตสาหกรรมลดลง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน ดังนั้น การว่างงานจะรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3 "วิกฤติดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่น รวมทั้งบรรยากาศการผลิตและการลงทุน และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่จะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นในระยะแรกนี้" นายกฯ ระบุ
อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนของรัฐบาลดังกล่าว รัฐบาลยังยึดมั่นให้ความสำคัญกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และจะใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วซื่อสัตย์โปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
นายกฯ ได้ยืนยันว่าโครงการขอรัฐบาลไม่ใช่การประชานิยม หรือไปลอกเลียนแบบใคร แต่เห็นว่านโยบายอะไรที่ดีก็จะทำต่อ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็เลิก และตนเองก็เพิ่งทราบว่าโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนนั้น เป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ "ขอยืนยันการจัดโครงการของรัฐบาล จะไม่ไปถึงทุนสามานย์ วันนี้ผมคิดว่านโยบายรัฐบาลไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นั่นคือหัวใจของทุนสามานย์" นายกฯ ย้ำ
นายอภิสิทธิ์ ได้ยืนยันอักว่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณ เหตุผลที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 3.47 แสนล้านบาท เพราะต้องการให้อยู่ในเพดานการกู้เงินในกรอบงบประมาณ หากจะยึดตัวเลข 4.7 แสนล้านบาท จะทำให้เกิดเพดานเงินกู้ อย่างไรรายละเอียดทั้งหมดจะชี้แจงในตอนท้ายอีกครั้ง
วันเดียวกันมีการประชุม ครม. โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมโดยภายหลังการประชุม คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกันแถลงผลการประชุม
นายพุฒิพงศ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม. อนุมัติงบประมาณ 1,955 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และ ครม.
ยังอนุมัติขยายเวลาจ่ายเงินทดแทนในกรณีการว่างงานจากเดิม 180 วันเป็น 240 วันขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดสรรเงินช่วยเหลือ จำนวน 2,000 บาท เพิ่มให้แก่กลุ่มข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. และพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐวิสาหกิจมีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท
ส่วน อปท. ไม่เกิน 14,990 บาท หรือไม่เกินระดับซี 5 ใช้เงินจากการช่วยเหลือค่าครองชีพในส่วนข้าราชการที่มีอยู่ 18,000 ล้านบาท หากไม่พอ จะใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยจะนำระเบียบวาระ เพิ่มในการพิจารณางบประมาณกลางปี ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลัง ครม.ว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติขยายโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนให้ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปี 6 ในทุกสังกัดจากที่ปัจจุบันรัฐบาลจัดให้เด็กได้ดื่มนมเฉพาะนักเรียนระดับอนุบาลถึง ป.4 ซึ่งมีทั้งหมด 5 ล้านคนทั้งนี้หากขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ป.6 จำนวนนักเรียนที่อยู่ในโครงการจะเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคนใช้งบประมาณเพิ่มอีกประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท จากเดิมที่ใช้อยู่ 8,000 ล้านบาทต่อปี
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกรัฐบาลแถลงผลการประชุม ครม.ว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการการปรับเบี้ยเลี้ยงของอาสาสมัครทหารพรานจากเดิมคนละ 10 บาทต่อคน ต่อวันขึ้นเป็น 55 บาทต่อคน ต่อวัน ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอโดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 51 เป็นต้นไป
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูเพื่อการเกษตร ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการไปเจรจากับทางผู้ชุมนุมชาวเกษตรกรที่เดินทางมาทวงสัญญาในวันนี้ ซึ่งผลการประชุมวันนี้ทางคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบประมาณ กว่า 607 ล้านบาท
แนวหน้า (บางส่วน) 29 มกราคม 2552