ช่วงนี้ ว่างเว้นการบันทึก เพื่อไปปฏิบัติภารกิจเป็นผู้ส่งสาร (Messenger) เชิญชวนให้บุคคลที่ศิลาเคารพนับถือ หรือมีความรู้สึกสนิทคุ้นเคยมากพอที่จะบอก “สาร” ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ว่าสารนั้นคืออะไร
วัตถุประสงค์แรก ๆ ที่เข้าสู่แวดวง G2K ก็มาจากแรงบันดาลใจที่มีอยู่นานแล้วว่าอยากมี “บันทึกออนไลน์” ซึ่งตอนนั้น ก็ไม่ไฮเทคพอที่จะรู้ว่า Blog คืออะไร หรือการมี Website ของตัวเองเป็นอย่างไร... มีแต่แรงปรารถนาที่จะบันทึกความนึกคิด ความรู้ ประสบการณ์เท่าที่มีอยู่และเก็บเอาไว้ แล้วแต่ท่านผู้สนใจจะอ่านหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น
แต่เมื่อได้เข้ามาเป็นสมาชิกจริง ๆ จัง ๆ ก็มีสิ่งที่ไม่ได้คาดหมาย ไม่ได้อยู่ในเป้าประสงค์แต่แรก นั่นคือ “กัลยาณมิตรแลกเปลี่ยนเรียนรู้” จึงไม่อาจเข้ามาเพียงแค่ปลดปล่อย "สาร”(Messages) แล้วกลับไปทำงานตามปกติ.... คงต้องเกิดกระบวนการสื่อสารแบบสองทาง (Two Way Communication) อย่างสร้างสรรค์ และเกิดการคิดแบบต่อยอด Thought creates Thought ซึ่งท่านอาจารย์ประพนธ์เพิ่งกล่าวเปิดประเด็นไว้ใน Blog ของท่านเมื่อเร็วๆ นี้
เมื่อเห็นความสำคัญยิ่งยวดของกระบวนการสื่อสารในชุมชน G2K ก็เลยไปทำหน้าที่คล้าย (แต่คงไม่เหมือน) มิชชั่นนารี... แต่ถ้าจะให้เหมือนเลยน่าจะเทียบได้กับ Messenger ในการส่งสาร “ความสำคัญของการบันทึกออนไลน์” ให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบ และยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิกเพื่อการต่อยอดความคิดไม่มีสิ้นสุด
โดยบุคคลที่ศิลาได้ไปทาบทาม และเชิญชวนมาเปิดบันทึก ล้วนแต่เป็นกูรูในศาสตร์หลากหลาย มีความอาวุโสด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้คู่หลักธรรม อันเป็นสโลแกนประจำตัวของศิลา ภู ชยาอีกด้วย
เมื่อได้เห็นเมตตาของคุณครูคิม...กุศโลบายวิธีการสอนเด็กให้รู้จักเปิดบันทึกของตนเอง...ซึ่งตรงกับอุดมการณ์ที่ศิลาเองก็ได้พยายามเผยแพร่สารสำคัญนี้ออกไปตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิก G2K ได้สองสัปดาห์...แต่ยังไม่บรรลุผล...ขณะที่ลูกศิษย์ของคุณครูคิมได้เริ่มต้นแล้วอย่างงดงาม....

ผลที่ชี้วัดให้เห็นนี้เองทำให้ศิลากลับมาทบทวนตัวเองว่า...การส่งสารในฐานะ Messenger ให้กับท่านผู้ใหญ่ที่ศิลาเคารพรัก และเพื่อนฝูงที่สนิทสนม คงแตกต่างกับการทำหน้าที่เป็น “ครู” ผู้สอนและแนะแนวทางให้ลูกศิษย์เจริญรอยตาม... เพราะเราไม่อาจทำหน้าที่เป็น “ครู” ให้กับพวกท่านเหล่านั้นได้ เราทำได้เพียงแค่ส่งสารให้พวกท่านนั้นได้เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ตามความคิดต่อการมองโลกของเรา...และก็คงไม่อาจคาดหวังผลใด ๆ หรือให้ใครมาคิดแบบเรา.... จากวันที่ส่งสาร จนถึงวันนี้ มีเพียงท่านเดียวที่เปิด Blog ใน G2K ...ซึ่งมีส่วนทำให้ศิลามีกำลังใจที่จะส่งสารนี้ต่อไปเรื่อยๆ ...เพราะศิลาเห็นคุณค่าในขุมทรัพย์ความรู้และประสบการณ์ของท่านทั้งหลาย...และอยากให้ท่านร่วมกันบริจาคทรัพย์นั้นเป็นทานต่อไป...เพียงแค่คนเดียวที่อ่านบันทึกเราและนำไปคิดต่อ...นำไปประยุกต์ใช้..ก็นับว่าเป็นกุศลในใจเราแล้ว
ขอจบบันทึกนี้ ด้วยความหวัง ความตั้งใจไม่เลิกราที่จะทำหน้าที่ "ผู้ส่งสาร" นี้ต่อๆ ไป...
ทั้งนี้ตามสไตล์บันทึกของศิลา ขอแถมท้ายด้วยเกร็ดความรู้คำว่า “สาร” กันสักหน่อย ข้อมูลจาก http://www.dek-d.com/board/view.php?id=887960 คำ สาสน์ (อ่านว่า สาด) สาส์น (อ่านว่า สาน) และ สาร (อ่านว่า สาน) ยังมีการนำไปใช้สับสนกัน ดังข้อความที่เห็นกันอยู่เสมอ ๆ เช่น สาสน์จาก (นายกรัฐมนตรี, ผู้ว่าการ ฯลฯ) สาส์นจาก... หรือ สารจาก... ทำให้เกิดความสงสัยว่า ควรจะใช้คำใดจึงจะถูกต้อง ถ้าเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ พิมพ์ครั้งที่ ๔ จะไม่พบคำ "สาส์น" แต่จะพบคำว่า สาสน์ (หน้า ๘๑๘) และคำว่า สาร (หน้า ๘๑๕) ซึ่งนิยามไว้ดังนี้ สาสน์ (สาด) น.คำสั่ง, คำสั่งสอน; โดยปริยายหมายถึงพระราชหัตถเลขาทางราชการ จดหมายทางราชการของประธานาธิบดี และลิขิตของพระสังฆราช เช่น พระราชสาสน์ อักษรสาสน์ สมณสาสน์. สาร ๑, สาร-๑, สาระ (สาน, สาระ-) น.แก่น, เนื้อแท้ที่แข็ง, เช่น แก่นสาร ส่วนสำคัญ, ข้อใหญ่ใจความ, เช่น ไม่เป็นสาระ; ถ้อยคำ เช่น กล่าวสาร, หนังสือ เช่น นิตยสาร, จดหมาย เช่น เขียนสาร. การที่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไม่เก็บคำ สาส์น เพราะเป็นคำที่อ่านและเขียนผิดอักขรวิธีไทยของคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต คำบาลีสันสกฤตนั้น พยัญชนะตัวที่ไม่มีรูปสระกำกับอยู่และไม่ใช่ตัวควบกล้ำหรือตัวสะกด จะอ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่เสมอโดยเฉพาะพยัญชนะตัวท้ายคำ เช่น สาสน (อ่านว่า สา-สะ-นะ) เมื่อไทยรับคำบาลีสันสกฤตมาใช้มักนิยมแปลงพยัญชนะตัวท้ายคำเป็นตัวสะกดบ้าง เช่น กาล (กา-ละ) อ่านเป็น กาน, ขย (ขะ-ยะ) แผลงเป็น ขัย แปลงเป็นตัวสะกดและตัวการันต์บ้าง เช่น สนฺต เป็น สันต์, วิโรจน เป็น วิโรจน์ คำ สาส์น ซึ่งเป็นคำมาจากบาลีว่า สาสน จึงต้องเขียนว่า สาสน์ (อ่านว่า สาด) จึงจะถูกต้องตามหลักอักขรวิธีไทยดังกล่าวข้างต้น และคำนี้มีแบบแผนการใช้มาแต่โบราณกับลิขิตของพระสังฆราช เช่น สมณสาสน์, พระราชหัตถเลขาทางราชการ เช่น พระราชสาสน์ เท่านั้น ส่วนที่มีการใช้คำว่า สาส์น และอ่านว่า สาน คงเนื่องมาจากชื่อหนังสือ สาส์นสมเด็จ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมจดหมายโต้ตอบเกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ฯลฯ ระหว่างสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมาก คำ สาส์น นี้จึงติดหูติดตาและนำไปใช้ในความหมายของ "จดหมาย" กันแพร่หลาย ที่ถูกแล้ว คำว่า สาส์น จะต้องถือว่าเป็นคำวิสามานยนาม เป็นคำยกเว้นที่ใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มนี้เท่านั้น
ฉะนั้น เมื่อไรก็ตามที่ต้องการจะหมายถึง "ถ้อยคำ, หนังสือหรือจดหมายจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้ใช้คำว่า สาร เช่น สารจาก (นายกรัฐมนตรี, ประธานกรรมการ, ...) สารฉบับนี้มีข้อความว่า... ไม่ใช้ สาสน์ หรือ สาส์น เป็นอันขาดเพราะไม่ถูกต้อง.
ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔
แต่ในปัจจุบัน คำว่า "สาส์น" ได้รับการละเว้น แล้วอีกคำหนึ่ง (จากข้อมูลเพิ่มเติมของ คุณ เทราสเฟียร์ เอล เซราฟิเดอร์)
ข้อมูลเพิ่มเติม จาก คุณ เทราสเฟียร์ เอล เซราฟิเดอร์
เรื่องคำว่า สาส์น นั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย แย้งราชบัณฑิตสภาว่า "คำว่า สาส์น นี้ ได้มีการใช้ต่อเนื่องเป็นนิจมานับแต่ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง หากท่านทั้งหลายเห็นว่าผิด ข้าพเจ้าก็จะใช้อย่างที่ข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนมา และใช้อย่างที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงใช้ ขอให้ถือว่า การใช้คำสะกดการันต์ว่า สาส์น นี้ เป็นพระราชนิยมในรัชกาลปัจจุบัน" ปัจจุบัน ในกรณีกระทรวงการต่างประเทศ ออกพระราชสาส์นตราตั้ง หรือแม้แต่การรับพระราชสาส์นตราตั้ง(เอกอัครราชทูต อุปทูต หรือกงสุลใหญ่ผู้มีอำนาจเต็ม)จากประเทศอื่นที่มีพระราชวงศ์เป็นพระประมุขประเทศ ก็ต้องใช้ "สาส์น" และในกรณีที่ประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีอักษรสาส์นตราตั้ง ก็ใช้ "สาส์น" เช่นกัน เนื่องมาจากพระบรมราชวินิจฉัยข้างต้นนั่นเอง
สวัสดีค่ะ
แวะมาบอกว่าคิดถึงๆๆนะค่ะ....^_^
และขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆๆที่มีมาแบ่งปันนะค่ะ...
มาเห็นด้วยกับ คุณธรรม กับ การเรียนรู้ค่ะ
... เห็นภาพใหม่ สดใส งามจังค่ะ ...
คงได้ร่วมแลกเปลี่ยนในโอกาสต่อไปนะคะ
สวัสดีค่ะ
มาเรียนรู้ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
.....เพียงแค่คนเดียวที่อ่านบันทึกเราและนำไปคิดต่อ...นำไปประยุกต์ใช้..ก็นับว่าเป็นกุศลในใจเราแล้ว.......
ประทับใจมาก ขออนุญาตเข้ามาเรียนรู้ด้วยคนหนึ่ง ครับผม
มิตรภาพ ความรู้ คุณธรรม
กำลังใจ มีที่นี่ค่ะ
มีสิ่งดีๆเสมอๆนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ใช่เลยค่ะ..ชอบข้อความและภาพงดงามนี้มาก..^^
นอกจากได้ส่งรับสารแล้ว..ยังได้รับมิตรภาพงดงามจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในที่นี้อีกด้วย..
นอกจากนั้นแอ๊วชอบที่ได้ฝึกภาษา..ฝึกการถ่ายทอดความคิด มุมมอง ประสบการณ์ผ่านการเขียนเป็นการฝึกทักษะที่ดีมากค่ะ..ชอบมากค่ะ..
เป็นกำลังใจให้ซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ในทุกอย่างนี้..อย่างมีความสุขนะคะ..
ขอบคุณค่ะ..^^
สวัสดีค่ะ
ขอบพระคุณคุณ poo ค่ะ
ตามไปเที่ยวอินเดียมาแล้วนะคะ ถ่ายรูปได้สวยมากค่ะ โดยเฉพาะนางแบบ...สวยจริง ๆ
ขอบพระคุณคุณเทียนน้อยค่ะ
ที่แวะมาเยี่ยมชม...ไปฝากโน๊ตน้อยที่ Blog ของคุณเทียนน้อยแล้วนะคะ...ศิลาเห็นแล้วว่าเทียนน้อยเล่มนี้ส่องสว่างประหนึ่งเทียนพรรษาเลยค่ะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ขจิต...สื่อสารทางจิตกันนี่...ต้องจุดเทียนกันคนละเล่มก่อนดีไหมคะ...จะได้ขลัง...คุยกับท่านอาจารย์ต้องเหลาสติปัญญาให้คม จะได้ไม่งงเหมือนตอน "เลือดออก" ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหนุ่ม
ตามไปแอบอ่านบันทึกในอดีต...และขออนุญาตหยิบแนวคิด พอกินพออยู่มาเตือนสติตนเองนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะคุณครูแอ๊ว
ที่มองเห็น "คุณค่า" เหมือนกันเลย เป็นกำลังใจให้กันนะคะ
ขอบพระคุณท่านศรีกมลมากค่ะ
เห็นด้วยค่ะว่าต้องเริ่มจากรักก่อน จึงเขียน...ศิลาก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะพยายามทำให้ทุกท่าน "รัก" ...ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกค่ะ
ขอบพระคุณคุณครูคิม
ค่ะที่เป็นแรงบันดาลใจและให้ข้อแนะนำดี ๆ ...ขอเรียนให้ทราบว่าเมื่อได้ทบทวนตามข้อแนะนำของคุณครูคิมแล้วพบว่าเป็นเรื่องของการยังไม่เห็น "คุณค่า" เพราะหากเห็นคุณค่า เวลาก็จะมีมาเอง...ส่วนเรื่องไม่มีคอมฯ หรือเน็ต..อืม..เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง ทุกท่านถึงจุดอิ่มตัวของชีวิตแล้วค่ะ เหลือเพียงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า... ขอบพระคุณค่ะที่ช่วยให้ศิลาทบทวน