พม่าและชนกลุ่มน้อย ความรู้เพื่อคนชายขอบ

ประเทศพม่าประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านวัฒนธรรม ประเพณี และภาษา กลุ่มชนต่างๆที่มีภาษาพูดต่างกันไปถึงกว่า 100 สำเนียง ในส่วนที่เป็นดินแดนของพม่าแท้จะประกอบไปด้วย ชาวพม่าซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ 7 จังหวัดคือ ย่างกุ้ง พะโค เอราวดี มะเกว สะกาย มัณฑะเลย์ และตะนาวศรี แต่ก็มีกลุ่มมอญ ไทยใหญ่ และกะเหรี่ยงผสมปะปนอยู่บ้าง ในจำนวนพลเมืองของพม่าทั้งหมด 45 ล้านคน ร้อยละ 68 เป็นชาวพม่า ที่เหลือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ตามบริเวณรัฐชายขอบที่เรียกว่า ชนกลุ่มน้อย อันได้แก่ ฉานร้อยละ 9 กะเหรี่ยงร้อยละ 7 ยะไข่ร้อยละ 4 มอญร้อยละ 4 อินเดียนร้อยละ 2 และอื่นๆอีกร้อยละ 3

นอกจากมีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมแล้ว โครงสร้างการปกครองของชนกลุ่มน้อยก็ต่างไปจากชุมชนชาวพม่า ด้วยความแปลกแยกของกลุ่มชาติพันธุ์กับชาวพม่ามีต้นกำเนิดยาวนานนับศตวรรษ และได้พัฒนามาเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกำลังของชนกลุ่มน้อยต่างๆ นับแต่พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา สงครามซึ่งนำความเสียหายมาสู่ประเทศโดยรวมและเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนานัปการนั้น ได้เป็นหนามแหลมทิ่มแทงอกของรัฐบาลพม่าเสมอมา

ในอดีต ไทยเคยมองกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ในบริเวณชายแดนไทย ในฐานะ "รัฐกันชน" ระหว่างประเทศไทยนั้นไม่มีความไว้วางใจพม่ามาตลอด นับแต่คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310 และเพียงหลังจากที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปีพ.ศ. 2429 แล้วเท่านั้น จึงได้คลายความหนักใจลง

สงครามจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ อาทิ กะเหรี่ยง คะฉิ่น มอญ กะเรนนี ฉาน ว้า ฯลฯ ได้รับการเพาะเชื้อมาเป็นเวลายาวนาน ควบคู่กับประวัติศาสตร์ของชาติพม่า ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความแตกแยกนี้ พอจำแนกได้เป็น 4 ประการ คือ

1. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์พม่าไม่เอื้ออำนวยต่อการรวมกันเป็นปึกแผ่น ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงปกคลุมด้วยป่าทึบล้อมรอบบริเวณใจกลางประเทศ ได้ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งแยกอาณาเขตของประชาชนที่อาศัยบนพื้นที่สูงและพื้นราบออกจากกัน

2. ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ของชนชาติที่มีถิ่นกำเนิดและวัฒนธรรมที่ต่างกัน เงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรพม่ากับนครรัฐของชนกลุ่มน้อย มิได้เอื้อต่อการอยู่รวมกันภายใต้การปกครองร่วมกันในฐานะรัฐประเทศ

3. ปัจจัยการเมืองการปกครอง ในยุคหลังการประกาศอิสรภาพ ความพยายามในการรวมนครรัฐต่างๆของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางพม่า โดยมิให้ผู้ปกครองดั้งเดิมของกลุ่มนั้นๆมีสิทธิในการบริหารกิจการภายในรัฐของตน

4. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ คือชนวนของความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในปัจจุบัน รัฐบาลพม่าย่างกุ้งได้พยายามแผ่อำนาจออกครอบคลุมอาณาบริเวณของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรล้ำค่าไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แร่ธาตุ อัญมณี ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ตลอดจนกระแสน้ำในแม่น้ำสำคัญที่สามารถผันให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้

สงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อข้าม 4 ทศวรรษ ดูเหมือนจะสงบลงในปีพ.ศ. 2536 โดยฝ่ายรัฐบาลกลางมีท่าทีอ่อนลงต่อกลุ่มต่างๆมากขึ้น จากที่ผ่านมาที่รัฐจะยอมเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มที่วางอาวุธและเข้ามอบตัวแล้วเท่านั้น เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีชนกลุ่มน้อยใดรับได้ รัฐบาลจึงเสนอให้ชนกลุ่มน้อยที่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลสามารถรักษากองกำลังของตนพร้อมอาวุธไว้ได้เพื่อป้องกันตนเอง ข้อตกลงนี้แลกกับโอกาสของประชาชนในท้องถิ่นที่จะให้รัฐบาลเข้าไปพัฒนาความเจริญทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค เศรษฐกิจ และมาตรฐานการดำเนินชีวิต ชนกลุ่มน้อยที่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลไปแล้วมี 15 กลุ่ม เว้นแต่กลุ่มกะเหรี่ยงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ยังตกลงกันไม่ได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาดังกล่าว การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐยังคงปฏิบัติอยู่ในเขตแดนชนกลุ่มน้อย การสู้รบจึงยังคงดำเนินต่อไป

ผ่านไป 4 ทศวรรษ ชาวบ้านยังคงตกเป็นเหยื่อตลอดมา ผู้ที่ทนสภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ไหวต้องหนีมาอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และข้ามเข้าเขตไทย เป็นจำนวนมาก

กรณีนี้ไม่ได้นับรวมกับผู้ที่อพยพมาเป็นแรงงาน และหากต้องนับรวมกัน ก็จะมีผู้อพยพจากพม่าที่อยู่ในประเทศไทยเกิน 5 ล้านคน

และหากสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่ายังคงไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนในประเทศก็คงจะหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ เพราะขณะนี้ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมาก เร่ร่อนอยู่ในประเทศ ผู้พลัดถื่นภายในของพม่าเหล่านี้เป็นผลที่เกิดจากปัญหาสงครามการเมืองภายในประเทศระหว่างรัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อยต่างๆ ปัญหาการบังคับโยกย้ายให้ไปอยู่ในจุดที่รัฐบาลทหารพม่าจัดไว้ให้ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้แรงงาน การฆ่าโดยปราศจากเหตุผล การข่มขืน การเผาหมู่บ้าน การยึดไร่นา รวมทั้งการทำลายทรัพย์สินต่างๆ

ตราบใดที่ปัญหาเหล่านี้ยังดำเนินต่อไป ประชาชนภายในประเทศก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ ซึ่งดูเหมือนว่าทางเลือกสุดท้ายที่ประชาชนเหล่านี้จะเลือกก็คือ การเข้ามาในประเทศไทย เฉกเช่นประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกไว้แล้วในอดีต การสู้รบระหว่างเจ้าฟ้าเมืองนายกับเมืองหมอกใหม่ ทำให้ประชาชนอพยพหลั่งไหลเข้ามาสู่แม่ฮ่องสอนเป็นจำนวนมาก กลายเป็นพลเมืองของจังหวัดอยู่ในปัจจุบันนี้นี่เอง

ขอให้เตรียมรับสถานการณ์ต่อเนื่องไว้ให้ดี

ภาคใต้ การอพยพของชาวมอญ ชาวโรฮิงญา

ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง การอพยพของชาวกะเหรี่ยงขาว ชาวมอญ

ภาคเหนือตอนบน การอพยพของชาวกะเรียนนี ชาวไทยใหญ่ ชาวปะโอ (ต้องสู้) ชาวไตเหนือ ชาวคะฉิ่น ชาวว้า และชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น ลีซอ มูเซอ

 

อาจารย์เก