ปัจจุบัน การดูแลในครอบครัว และชุมชน จะเป็นบทบาทของครอบครัว ก็จะเป็นระบบในการเกื้อหนุน ให้กับครอบครัว ต้องมองว่า บทบาทว่าใครที่ทำหน้าที่ตรงนี้

 

เรื่องนี้ เป็น มิติด้านระบบบริการสุขภาพ โดย นพ.ดร.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ สำนักวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย ซึ่งบอกเล่าไว้ว่า

ประเด็นของการบรรยาย ก็คือ ... ในมิติด้านระบบบริการ เรามีโอกาส แรงกดดันอะไรอยู่ในปัจจุบัน แนวโน้มจะเป็นอย่างไร และจะพัฒนาต่อไปอย่างไร

ในแง่ของโอกาส ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เรามีโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดนวัตกรรมในระดับการบริการระดับปฐมภูมิเยอะ เป็นโอกาสดี และเป็นแนวโน้มอันดี ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่จะเอื้อต่อผู้สูงอายุดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น นโยบายเรื่องสุขภาพดีถ้วนหน้า จากนโยบายนี้ ทำให้เกิดมีรูปแบบการบริการระดับปฐมภูมิที่หลากหลายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เราก็มีบทบาทการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่น เพิ่มมากขึ้น ในแง่ดีก็คือ เรามีคนมาช่วยกันทำงานในการจัดบริการพี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น

การกระจายอำนาจไปสู่นโยบาย เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ เพราะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้อย่างน้อยก็มีแหล่งเงินที่ทำให้การจัดระบบบริการ และการแก้ปัญหาของผู้สูงอายุเกิดขึ้นได้ จากที่เมื่อก่อนเรามีงบฯ มาใช้ ต้องทำแผนระดับตำบล อำเภอ จังหวัด รออีก 2 ปี จึงจะได้เงิน ... ปัจจุบันเรามีเงินที่สามารถที่จะเอามาใช้ในงานพัฒนา และแก้สถานการณ์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ชุมชน และชาวบ้านมีแหล่งทุน กองทุนสุขภาพตำบล ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เป็นการเอื้อต่อการจัดระบบการพัฒนาผู้สูงอายุ โดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องมีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุได้

สิ่งที่เอื้ออีกอย่างหนึ่ง พบว่า เรามีการสนับสนุนของเครือข่ายแม่ไปยังปฐมภูมิดีขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องของงบประมาณ มีการเพิ่มขึ้นเยอะมาก เรามีเรื่องการสนับสนุนยา และเวชภัณฑ์ ทั้งหมอ พยาบาล หรือจ้างคนไปทำงานในสถานีอนามัย

แต่เรายังเกิดคำถามอยู่ว่า ดีขึ้นในระดับที่ทำให้สามารถจัดบริการระดับปฐมภูมิได้อย่างมีคุณภาพหรือเปล่า?

ที่บอกว่า แม้มีนโยบายสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้การสนับสนุนบริการปฐมภูมิดีขึ้น ก็พบว่า ในเชิงมหภาพ ดูแนวโน้มยังมีไม่มากนัก ดูจากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ของสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งแต่ปี 2546-2551 จะเห็นว่า ภาพรวมอัตราเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 12% ส่วนที่เพิ่มมากที่สุด จะเป็นเรื่องผู้ป่วยใน ส่วนผู้ป่วยนอกกับส่งเสริมป้องกัน จะเกี่ยวข้องกับระบบบริการปฐมภูมิ เพิ่มค่อนข้างน้อย ... แรงหรือกำลังที่ลงไปสนับสนุน อาจจะยังไม่เพียงพอ

ประเด็นที่เป็นแรงกดดัน คือ เรื่องของกำลังคน ตอนมีเรื่องหลักประกันสุขภาพใหม่ๆ เรามีเรื่องของเงินไม่พอ แต่ปัจจุบันเวลาเราลงไปประเมิน จะไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องเงินแล้ว เพราะปัญหาเรื่องเงินไม่พอคลี่คลายไปค่อนข้างเยอะ ... ปัญหาที่ตามคือเรื่องคน ดูจำนวนของสถานีอนามัย จำนวนเจ้าหน้าที่ และจำนวนประชากรที่รับผิดชอบ ในช่วงแผนฯ 4-7 เป็นช่วงที่มีการลงทุนในเรื่องหน่วยบริการปฐมภูมิค่อนข้างเยอะ มีจำนวนสถานีอนามัย และเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้ภาระงานของเจ้าหน้าที่ลดลง แต่หลังแผน 8-9 มีการชลอ หรือชะงัก หรือมีแนวโน้มที่ถดถอยลง ทำให้ปัญหาขณะนี้ เรายังมีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเฉลี่ยประมาณ 2-3 คน แม้จะผ่านมาถึง 10 ปีก็ตาม ก็เป็นประเด็นที่น่าจะเป็นปัญหากับการทำงานของระบบปฐมภูมิ

ขณะเดียวกัน ในด้านบริการ เราให้หลักประกันเรื่องสุขภาพถ้วนหน้า พบว่า ความประสงค์ หรือความต้องการการรับบริการเพิ่มมากขึ้น ทั้งระดับสถานีอนามัย และโรงพยาบาล

การที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น บวกกับภาระโรคเรื้อรังมากขึ้น ประเทศไทยเราบอกว่า เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน ภาระเรื่องก็เปลี่ยนจากโรคติดต่อ เป็นโรคไม่ติดต่อ ซึ่งโรคไม่ติดต่อเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องของโรคเรื้อรัง ที่ต้องการการดูแลอย่างบต่อเนื่อง รอบด้าน และบูรณาการ

เพราะฉะนั้น จะเป็นภาระที่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ภาพที่เกิดขึ้น ก็คือ ความแออัดของ รพ.ใหญ่ การส่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลับไปรับบริการที่ PCU ปัญหาของผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพพลภาพ และผู้พิการ จากภาระโรคเรื้อรัง เรามีปัญหาเรื่อง ความดันฯ ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตมากขึ้น พบว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ก็จะเป็นภาระของผู้ดูแล ปัญหาผู้ดูแลส่วนใหญ่ ก็คือ เรื่องความเครียด การที่ทำให้เขาไม่สามารถมีเวลาเป็นส่วนตัวได้ เรามีปัญหาเรื่องของการขาดผู้ดูแล ในผู้สูงอายุบางคน บางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในชุมชน

ภาพรวมของการแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพ มีความซับซ้อนมากขึ้น ปัญหาเรื่องของโรคเรื้อรัง โรคไม่ติดต่อ ไม่เหมือนกับโรคติดต่อ ที่เมื่อก่อนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาจทำงานได้ตามลำพัง เช่น ฉีดวัคซีนก็ป้องกันได้ แต่ปัจจุบันปัญหาโรคไม่ติดต่อจะเกี่ยวกับการติดตาม วิถีชีวิต สภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกินขอบเขตการแก้ปัญหาโดยบุคลากรสาธารณสุข ดังนั้น ในการทำงาน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่เราจึงต้องมีการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน ที่จะต้องมีบทบาท และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น

ดูระบบการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ผมคิดว่า สำคัญที่สุด ก็คือ สุขภาพในผู้สูงอายุ ทำให้บุคลากร หรือพวกเราตระหนักว่า วิถีทางสุขภาพที่แคบ เรื่องการป่วย การรักษา ไม่พอในการดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากว่า ผู้สูงอายุมีสุขภาพ ดี/ไม่ดี มันมากกว่า ป่วย/ไม่ป่วย มีทั้งเรื่องการใช้ชีวิต ว่า ทำอย่างไรให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือทำให้เขาจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ มโนทัศน์ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ มันกว้างมิติของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เราจะจัดบริการอย่างไร เกี่ยวกับสุขภาพผู้สูงอายุ มันต้องการการมีส่วนร่วม หรือคนที่จะมีบทบาท ที่นอกเหนือจาก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

แนวคิดในการพัฒนาปัจจุบัน เปลี่ยนไปเยอะ ... อดีต เรามองผู้สูงอายุเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ ก็จะออกมาในรูปของการสงเคราะห์ วิธีคิดจึงสำคัญ เป็นวิธีการกำหนดวิธีการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ถ้าเราไม่มองว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาส ที่ต้องรับการช่วยเหลือ อะไรที่จะทำให้ผู้สูงอายุ สามารถดูแลตัวเองได้ ช่วยตัวเองได้ อยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียติ และมีศักดิ์ศรี โดยทิศทางการพัฒนาหลักเราคงเน้นที่ครอบครัว และชุมชน เราไม่เน้นให้ผู้สูงอายุมาอยู่ในสถาบัน เพราะว่ามันยังมีกลุ่มผู้สูงอายุบางกลุ่มจำเป็นต้องอยู่ในส่วนบริการ แต่เราอยากให้ส่วนนั้นน้อยที่สุด แต่ให้อยู่ในครอบครัว ชุมชนมากที่สุด

ทำอย่างไรที่จะให้การดูแลเป็นภาระของครอบครัว ถ้าใครมีผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น นอนติดเตียง ในพื้นที่บอกว่า บางที่มีผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มีอัมพฤกษ์ อัมพาต ญาติเป็นผู้ดูแล เจ้าหน้าที่จะมีบทบาทน้อยมาก

ปัจจุบัน การดูแลในครอบครัว และชุมชน จะเป็นบทบาทของครอบครัว ก็จะเป็นระบบในการเกื้อหนุน ให้กับครอบครัว ต้องมองว่า บทบาทว่าใครที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ... ระบบบริการที่พึงประสงค์ คือ ต้องทำอย่างไรที่จะให้ผู้สูงอายุมีศักยภาพในการดำรงชีวิต และอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ... ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุเข้ามาในสังคม เข้าสังคม มีกิจกรรมในสังคม ไม่ได้นอนอยู่บ้าน บ้านเรามีค่อนข้างเยอะ ที่ผู้สูงอายุพอเดินไม่ค่อยไหว ก็ไม่ออกไปไหน ถ้าเราปล่อยให้ผู้สูงอายุออกมาอยู่ในท้องถนน สังคมก็อาจตำหนิญาติได้ ว่าลูกหลานไม่ดูแล ออกมาได้อย่างไร ... เราคงต้องเปลี่ยนวิธีคิดกัน

เวลาที่เราจะมีระบบการสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัว ให้เขาสามารถที่จะดูแลได้อย่างดี และไม่เป็นภาระมากเกินไป ทำอย่างไรจึงจะมีระบบบริการสุขภาวะที่ครอบคลุม และดำเนินการทางด้านสุขภาพ และสังคม ปัญหาไม่ใช่แค่เพียงประเทศไทย แต่รวมไปถึงประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาก็จะมีปัญหาในเรื่องการบริการที่ยังไม่ค่อยบูรณาการ โดยเฉพาะบริการทางด้านสุขภาพ และสังคม แม้แต่ในกระทรวงเดียวกันก็ยังไม่ค่อยบริการ

และปกติถ้ายังไม่มีการบูรณาการ คนที่จะบูรณาการคือ คนที่อยู่ข้างล่าง ในที่สุด คือ เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย เพราะว่าเป็นผู้ทำคนเดียว จึงต้องบูรณาการ ผมจึงมองว่า คนที่จะบูรณาการได้ คือ ท้องถิ่น หรือชุมชน ... ท้องถิ่น และชุมชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการบริหารระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ ทั้งใน และนอกชุมชน เราอยากเห็นผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัว อยู่ในชุมชน ทุกอย่างมันต้องเบ็ดเสร็จในตรงนั้น สมาคมท้องถิ่น กับชุมชม ต้องเขามาเกี่ยวข้อง

การบริการที่มีการจัดบริการอยู่ มีค่อนข้างหลากหลาย เรื่อง การส่งเสริมอาชีพ เรามีการส่งเสริมอาชีพต่างๆ ทำให้เขาไปประกอบอาชีพ แต่การตลาดยังไม่มี

เรื่องการสร้างความมั่นคง หลายที่จะมีเรื่องเบี้ยยังชีพ การจัดบริการให้ผู้สูงอายุ การส่งเสริมสถานภาพของผู้สูงอายุ การอยู่ในชุมชน การช่วยเหลือด้านสังคม ด้านสุขภาพจะมีค่อนข้างหลากหลาย เรามีเรื่องส่งเสริมสุขภาพ การตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง สายด่วนในบางที่ บริการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง แพทย์แผนไทย เรื่องเยี่ยมบ้าน การดูแลที่บ้าน ... ภาพรวมที่เราบอกได้ว่า การจัดบริการในขณะนี้ ส่วนใหญ่เราพุ่งไปสู่ ที่ช่วยตัวเองได้ ได้แก่ เรื่องการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ กิจกรรมสังสรรค์ กิจกรรมศาสนา กิจกรรมวัฒธรรม แต่นอกเหนือจากนั้น จะมุ่งไปที่กลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถออกมาร่วมกิจกรรมได้ แต่กลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีภาวะพึ่งพิงมากๆ ต้องการการดูแล ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพชีวิต หรือสังคม จะเป็นส่วนที่หายไป ไม่มี และเป็นภาระทั้งหมดของญาติในการดูแล

ในภาพรวม การจัดบริการผู้สูงอายุในสชุมชนปัจจุบัน ครอบครัวยังมีบทบาทหนักในการดูแล และบริบทของชุมชนที่เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว และเกื้อกูลกันในชุมชน ก็จะแตกต่างกันไป ในชนบทจะเอื้อกว่า เราพบว่า ชุมชนที่มีระบบ ในชุมชนที่เข้มแข็ง จะเอื้อต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า ทำให้ลูกหลานไม่ต้องอพยพเข้ามาในเมือง

ชุมชนที่มีระบบที่เข้มแข็ง ก็จะเอื้ออย่างมาก เพราะว่ากิจกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุมักจะเป็นแม่งาน ก็จะเป็นการเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุ ... ถ้าเราจะทำให้ชุมชนเอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ ก็ต้องพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ต้องไปทำให้เขามีเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี ชุมชนให้เข้มแข็ง

แนวคิดการพัฒนาระบบ ต้องเปลี่ยนจากระบบสังคมสงเคราะห์ มาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา และชุมชนมีศักยภาพในการจัดการมากขึ้น ... การจัดบริการสุขภาวะผู้สูงอายุในชุมชน เราจะพบว่ามีอยู่ทุกแห่ง แต่มีความครอบคลุมที่ต่างกัน ส่วนใหญ่มักพบว่า จะมีแบบแยกส่วน ทั้งความครอบคลุม และเชื่อมโยง ในการบริการผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้ และที่ต้องการดูแล

ท้องถิ่นมีบทบาทมากในการจัดบริการให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งมากน้อยแตกต่างกัน ก็ขึ้นกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ท้องถิ่น ศักยภาพ ทางด้านการเงิน ท้องถิ่นจะเอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ เพราะว่าอาจจะไม่มีแหล่งทุน เพราะว่าท้องถิ่นแต่ละที่จะมีงบฯ ที่แตกต่างกันไป เราพบว่า ท้องถิ่นที่เอื้อต่อการทำงานได้ดี และผู้นำไดไปทำงาน เราก็จะสามารถเขียนของบประมาณของเขาได้ ก็จะขึ้นอยู่กับศักยภาพ ความเข้มแข็ง ที่จะสามารถลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาของตัวเองได้

ปัจจุบัน เราพบว่า แหล่งเงินมาจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายกระจายอำนาจ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็ทำให้มีงบฯ ลงไปในชุมชนมากขึ้น ทำให้ศักยภาพในการระดมทุน การมีส่วนร่วม จึงมีความสำคัญ เรามีเงิน แต่ท้องถิ่นมักมีปัญหาว่า อาจไม่มีองค์ความรู้ ว่าจะต้องทำอะไร ซึ่งก็คงเป็นบทบาทที่เราจะเข้าไปสนับสนุน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องทำให้ชาวบ้านเข้ามามีบทบาท

ในภาพรวมของทิศทางการพัฒนา พบว่า เราจะต้องพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม บูรณาการ และมีในทุกมิติร่วมกัน

ภาวะผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เฉพาะต้องการรับบริการทางการแพทย์อย่างเดียว แต่ต้องการเรื่องอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อสภาวะของผู้สูงอายุมากกว่าเรื่องการแพทย์ และสาธารณสุข เราจำเป็นต้องพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ให้เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกองทุน ชุมชน การมีส่วนร่วม การรวมกลุ่มกิจการสาธารณะ ในเรื่องของจิตอาสา และนโยบายที่รัฐบาลจะให้เรื่องเงินกับอาสาสมัคร

เรื่องบทบาทของท้องถิ่น เป็นการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกหลักที่สำคัญมาก ถ้าเราจะพัฒนาดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยเรา ผมมองไปที่ท้องถิ่นว่าจะเป็นคนที่จัดการ และท้องถิ่นมีงบประมาณ

เรื่องกำลังคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเราคงต้องการบุคลากรอีกประเภทหนึ่ง ที่จะต้องช่วยดูแลผู้สูงอายุ ในลักษณะของผู้ช่วยผู้ดูแล

เรื่องการจัดบริการสุขภาพ เป็นแบบบูรณาการมากขึ้น ถ้าท้องถิ่นเข้ามาเป็นคนจัดการ น่าจะทำให้โอกาสที่จะบูรณาการทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของสังคมเป็นได้มากขึ้น เพราะเป็นหน่วยเดียวในการจัดการ

รวมทั้งเรื่องการพัฒนาบทบาทของท้องถิ่นที่จะไปจัดการกับสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านการมีสุขภาวะ เพราะว่า ปัจจัยที่จะมีผลต่อสุขภาพของประชาชน มันมากกว่าเรื่องการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้น

ในแง่ของการพัฒนารูปแบบ และศักยภาพของการจัดการสุขภาพในชุมชน คงต้องทำครอบคลุมในทุกกลุ่ม รวมทั้งเรื่องของผู้ดูแล บริการปัจจุบันเราลงไปในกลุ่มที่คิดว่า สามารถดูแลตัวเองได้ แต่ว่ากลุ่มที่ไม่มีผู้ดูแล เราขาดหายไปเลย รวมทั้งเราต้องพัฒนาบุคลากร และมีศักยภาพในการจัดการ

ใครจะรู้ว่า วันหนึ่ง สถานีอนามัยของเราจะมาให้การดูแลผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ความดัน น่าจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดเลย ปัจจุบันเราต้องคิด และเราก็พบว่า เจ้าหน้าที่เราก็สามารถให้บริการได้ เราอย่าไปคิดว่า ชาวบ้านจะไปดูแลไม่ได้ ... ที่ขอนแก่น ฟังผู้ติดเชื้อ HIV พบว่า เขามีความรู้ดีมาก บางทีดีกว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเราอีก เพราะเขารู้จักชื่อยา สูตร วิธีกิน ปัญหาแทรกซ้อน ตอนนี้อาศัยชมรมผู้ติดเชื้อ เป็นคนให้ counseling กับผู้ติดเชื้อรายใหม่ และเขาทำได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพราะว่าเขาประสบกับปัญหาจริงๆ

รวมทั้งเรื่องการพัฒนากลไกการสนับสนุน และการบูรณาการทางสุขภาพ และสังคม สำหรับผู้สูงอายุ ก็ต้องทำให้ระบบบริการดูแลสุขภาพในชุมชน และครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้น

รวมเรื่อง ภาคีร่วมพัฒนาระบบดูแลผู้สูงวัย