ขอบคุณคุณหมอเกด ทีมงานสถาบันไพดี้ - www.paidi-th.com ที่ร่วมระดมความคิดนำวิชาการใหม่ๆ มาสร้างแผนการพัฒนาศักยภาพเด็กในโรงเรียนอย่างมีระบบแบบผู้เชี่ยวชาญ

ตลอด 3 ชั่วโมงกว่าของการประชุมระดมความคิดระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักกิจกรรมบำบัดผู้เชี่ยวชาญ พยาบาลวิชาชีพผู้มีประสบการณ์ และนักจิตวิทยาพัฒนาการ ณ สถาบันไพดี้ ที่มีอุดมการณ์พัฒนาศักยภาพของเด็กในโรงเรียนและช่วยเหลือสังคมในการสร้างระบบการพัฒนาศักยภาพด้วยโมเดลทักษะชีวิต ซึ่งได้รับการวิจัยเชิงคุณธรรมอย่างมีระบบด้วย Need Assesssments, Program Evaluation, และ Monitoring Programs ทำให้ผมอยากบันทึกสาระสำคัญแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่านดังนี้

  • จากการทบทวนข้อมูล พบว่า ประเทศไทยสนับสนุนโครงการต่างๆ ในการพัฒนาศักยภาพเด็กในโรงเรียนมีมากมาย แต่ซ้ำซ้อนและไม่มีการสร้างเครือข่ายร่วมกันทำโครงการจากสหวิชาชีพที่ชัดเจน
  • ความเข้าใจในเรื่อง Model ที่นำมาใช้มีหลายระดับความคิด ไม่สื่อสารให้ตรงกับในระดับวิชาชีพเดียวกันและต่างวิชาชีพ ทำให้ผู้รับบริการ ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง และเด็ก ได้รับผลกระทบในทางลบ เช่น Business & Technical Model - โครงการที่ไม่เน้นปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้รับบริการ แต่แสวงหากำไรด้วยการให้ผู้รับบริการลงทะเบียนฟังและปฏิบัติเทคนิคแก้ไขปัญหาของเด็ก โดยไม่มีการติดตามผลของการนำเทคนิคไปใช้จริง
  • โครงการ Ability Center ที่ใช้ Lifeskills Model ของสถาบันแห่งนี้ต้องการวางแผนปฏิบัติการอย่างมีระบบ เน้นการ "สร้างศักยภาพ (ความสามารถและความสุข) มากกว่าแก้ไขปัญหา" โดยเริ่มจากการสื่อสารความสำคัญของระบบนี้สู่ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และผู้ที่อยู่รอบตัวเด็กวัยเรียน ที่อาจประเมินความสามารถในการจัดการอารมณ์และอุปสรรคในการใช้ชีวิตในโรงเรียนแตกต่างกัน จากนั้นจึงเข้าสู่ระบบการสร้างโปรแกรมที่เหมาะสมแบบสหวิทยาการ คือ ผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการใช้ประสบการณ์ที่ดีมาออกแบบสร้างโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพของลูกหลาน ซึ่งมีขั้นตอนและเทคนิคที่มีเป้าหมายระยะยาว (ติดตามตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่ศักยภาพการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ)
  • หลายโปรแกรมที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้สร้างโปรแกรมไม่มีการระดมความคิดเห็นแบบ "เปิดใจ" ทำให้ขาดการต่อยอดความคิดในทิศทางและหลักการเหตุผล เช่น Frame of Reference, Theoretical Model, Procedural Model, Practical Guideline/Process, Technical Process, Supportive Group Strategy, Intervention/Program
  • ในระดับของการสร้างแบบประเมินผลความก้าวหน้าที่เหมาะสมต่อการตั้งค่าชี้วัดประสิทธิผลของโปรแกรม นักวิชาการ ผู้บำบัด และผู้รับบริการ ต้องมีระบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งกว้างและลึก เช่น Systematic reviews และ Qualitative research methods   
  • กลุ่มที่น่าสนใจในการวางแผนโครงการในโรงเรียน แต่ต้องใช้ทีมวิเคราะห์ถึงกลุ่มที่ควร approach มากที่สุด ตามบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง ได้แก่ กลุ่มเด็กสุขภาพดี กลุ่มเด็กที่เสี่ยงปัญหาทางการเรียน กลุ่มเด็กพิเศษที่เรียนร่วมกับเด็กสุขภาพดี กลุ่มเด็กสุขภาพดีที่ได้รับผลกระทบจากการให้การฟื้นฟูสมรรถภาพแก่เด็กพิเศษ กลุ่มครูที่ต้องการช่วยเหลือเด็กพิเศษ กลุ่มครูที่ต้องการช่วยเหลือเด็กสุขภาพ กลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการแก้ไขปัญหาของเด็ก กลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการพัฒนาความสามารถของเด็กในระยะยาว
  • ที่ประชุมลองคาดคะแนจำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษในน่าจะเห็นความก้าวหน้าในการฝึกทักษะชีวิต ประมาณ 20% ของจำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งหมดที่ได้รับการยืนยันวินิจฉัยจากแพทย์ รวมทั้งประเมินเห็นปัญหาการจัดการอารมณ์ภายในตัวเด็กตั้งแต่แรก คิดเป็นจำนวนอย่างน้อยถึง 70,000 รายที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพด้วยโปรแกรมที่มีระบบ และนับว่าเป็นจำนวนประชากรที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า หากไม่รีบช่วยเหลือประชากรกลุ่มนี้ เราอาจไม่มีพลเมืองที่มีคุณภาพของทักษะการจัดการตนเองด้านคิดตัดสินใจและแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตได้...ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ก็ต้องเข้าสู่วัยสูงอายุ ขณะที่เด็กกลุ่มนี้เข้าสู่วัยทำงาน ทำอย่างไรให้พวกเขาเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต      
  • หากเรายังมีสถาบันการศึกษาของรัฐที่จำกัดจำนวนรับนักศึกษาวิชาชีพที่ขาดแคลน เช่น กิจกรรมบำบัด จากที่ประชุมเห็นว่า เราน่าจะสร้างการศึกษาแก่ผู้สนใจที่จะเป็นผู้ช่วยนักกิจกรรมบำบัด และ/หรือนักกิจกรรมบำบัดเฉพาะทาง ในเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในระดับหน่วยงานเอกชนหรือ NGO
  • ในขณะที่เราขาดแคลนนักวิชาชีพเฉพาะทางอย่างมาก จำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตสังคมหลายแห่งต้องพัฒนาตนเองอย่างช้าๆ (อย่างน้อย 10 ปี) แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการพัฒนาเลย ขอปรบมือชื่นชมหน่วยงานที่ตนเองได้ไปดูงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คือ ศูนย์พัฒนาเด็กพิการ รร.ศูนย์ศรีสังวาลย์ ที่เป็นต้นแบบที่ดีของการส่งเสริมสมรรถภาพผู้พิการแบบสหวิชาชีพ จนถึงเรื่อง Augumentative Alternative Communication (AAC) - Picture Communication Symbol (PCS) และหน่วยงานต่างๆ ของศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชาติ ที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาวิชาชีพต่างๆ เช่น หน่วยกิจกรรมบำบัด หน่วยกายภาพบำบัด หน่วยกายอุปกรณ์ ศูนย์ฝึกการดำรงชีวิตอิสระ ศูนย์ Day Care of Rehabilitation หน่วย Assistive Teachnology เป็นต้น
  • คำถามในใจของผมคือ ทำอย่างไรเราจะทำให้ต้นแบบข้างต้นเกิดความสมบูรณ์ของการบูรณาการของแผนงานระหว่างวิชาชีพมากกว่านี้ ทำอย่างไรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสถาบันการศึกษา สถานปฏิบัติการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้รับบริการประเภทต่างๆ จะทำความเข้าใจตั้งแต่ระบบความคิดสู้การพัฒนาโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อย่างจริงจังเสียที