ผู้สืบสาน

           เรื่องเล่าก่อนหน้านี้ คล้ายๆกับแม่ต้อยจะเล่าความเป็นมาที่แม่ต้อยได้มาทำงานที่พรพ. ที่จริงแล้วมันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ที่จัดอบรมสำหรับที่ปรึกษา และผู้เยี่ยมสำรวจที่เราได้จัดที่โรงแรม รอยัลเจมส์ ลอร์ด นั่นเอง ซึ่งแม่ต้อยได้รับความกรุณาอย่างดียิ่ง จากอาจารย์ ทั้งสามท่านเป็นอย่างดี  ใครที่อ่านเรื่องใน Blog ของอาจารย์ สกล ก็จะรู้ว่าท่านทั้งสาม นั่งรถแท้กซี่หลงทางไปไหนต่อไหน

       ที่จริงวันนั้นแม่ต้อยได้มาเครื่องบินลำเดียวกับอาจารย์ วรวุฒิและอาจารย์แอ้ด นั่นแหละคะ เราจึงพบกันพร้อมหน้าที่สนามบินก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ว่าก่อนกลับ แม่ต้อยตั้งใจจะพาท่านทั้งสามไปหาอะไรทานเสียก่อน แต่พออาจารย์ บอกไม่เป็นไร แม่ต้อยเลยใจอ่อน ( จะแก้ตัวคราวต่อไปคะ)

       กิจกรรมที่เราร่วมกันในระยะเวลาสามวันและสองคืนในการอบรมนั้นมีคุณค่าเหลือเกิน ที่เราได้ฝึกฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เชื่อมโยงกันมีความอ่อนโยนต่อตัวเองก่อน เมื่อเรามีความสุข เราจะนิ่งและสงบ มีความใคร่ครวญมากยิ่งขึ้น เรามีทั้งกิจกรรมการฟังคนอื่นแบบมีสติ ด้วยความใคร่ครวญ ด้วยการเปิดให้ความคิดของคนอื่นมาอยู่ในความรับรู้ของเรา

 ค่อยๆฟังด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง  ฟังอย่างไม่ตัดสินว่าดี หรือไม่ดี นอกจากนั้นยังฝึกพูดในสิ่งที่เราคิดแต่ต้องใคร่ครวญก่อนด้วย เป็นการฝึกการพุดอย่างกรุณาและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนรอบข้าง  เรียกว่า เป็นการเรียนรู้ด้านในของเรา ฝึกการรดน้ำพรวนดินแก่ผู้คนที่อยู่รอบข้าง ให้ความสำคัญ เอาในใส่ของการเรียนรู้ระหว่างกัน ทุกขณะจิต

มีอีกกิจกรรมที่แม่ต้อยชอบมากคือ ทุกเช้า ท่านกระบวนกร( แม่ต้อยจะขอเรียกว่าวิทยากรนะคะ ในครั้งต่อไป)จะให้เขียนสิ่งที่เรามองเห็นในห้องว่ามีอะไรบ้าง อย่างน้อย ๕ อย่าง หรือให้เขียนว่ามีอะไรที่เห็นว่างามในตลอดระยะทางเดินที่มาห้องประชุม  เชื่อไหม ? บางครั้งเรายังไม่ทราบเลยว่า สิ่งรอบๆตัวเรา นั้นมีอะไรบ้าง ห้องที่เรานั่งอยู่ทาสีอะไร ดอกไม้ในแจกันเป็นดอกไม้ชนิดไหน เพื่อนเราที่เรารักใส่เสื้อสีอะไร  มีความหมายว่าในหลายสิ่งหลายอย่างที่เราควรเห็น แต่เราไม่เคยให้ความสนใจ แม่ต้อยว่าสำหรับตัวเอง เป็นการฝึกความละเอียดอ่อน ฝึกการเห็นความงดงามของสิ่งต่างๆ ฝึกการเชื่อมโยงระหว่างเรากับสิ่งอื่นๆ

เช้าวันที่๒ ท่านวิทยากรให้พวกเราเลือกสิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด หรือที่เราใช้บ่อยมากที่สุด และให้เขียนมา ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ หรือไม่เคยเห็นในสิ่งของชิ้นนั้นมา ๕ ชิ้น แม่ต้อยเลือกนาฬิกาข้อมือเรือนโปรดที่ใส่ทุกวันไม่เคยขาด( เคยลืมต้องกลับไปเอามาใส่เชียวนะคะ) แม่ต้อยพบในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนดังนี้

๑.   ทำจากฝรั่งเศส ( คิดว่าเป็นของสวิส)

๒.  ข้างในเป็นสีเงิน ข้างนอกเป็นสีทอง ( เดิมคิดว่าเป็นสีทองหมดทั้งเรือน)

๓.  มีห่วงข้างละ ๓ ข้อ ( เดิมไม่เคยสนใจ)

๔.  สีเริ่มลอกแล้ว

๕.  นาฬิกาเรือนนี้เข็มไม่เดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ!!!

งานนี้แม่ต้อยสุดยอดไปเลย..

การอบรมนี้ ในตอนแรกก็จะมีคนมารายงานแม่ต้อยว่า อาจจะ อยู่ไม่ครบนะคะ เพราะว่าติดงาน ติดธุระ หรือขออยู่แค่วันครึ่งได้ไหม? แม่ต้อยก็จะบอกทุกๆคนว่า อย่างไรก็ได้ ไม่มีการบังคับกัน แต่ผลก็ออกมาดีเกินความคาดหมาย คุณหมอหลายท่านร่วมจนจบ ไม่มีการแวบกลับอย่างที่ลั่นวาจาไว้  แม่ต้อยคิดว่า การที่ทุกคนให้ความตั้งใจรับฟังซึ่งกันและกันทำให้การสนทนาที่ผ่อนคลายได้เปิดโอกาสรับรู้ความรู้สึกของทีมที่เราไม่มีโอกาสได้ฟังมาก่อน  ได้แบ่งปันความรู้สึกที่ดีดี  ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ที่สำคัญคือได้เห็น แหล่งที่มา หรือตัวตนที่แท้จริงว่า เราเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร

       ในคืนวันที่สอง ซึ่งเป็นระยะเวลาพอสมควรที่เราได้บ่มเพราะ การฟังอย่างลึกซึ้ง การคิดอย่างลึกซึ้งซึ่งจะต้องมีจิตใจที่สงบลดอัตตาเป็นฐาน การฝึกสมาธิเล็กๆ เพื่อให้เห็นความจริงและคุณค่าการกระทำในปัจจุบัน  แม่ต้อยว่าคืนนี้เป็นคืนที่มีความหมายมาก อาจารย์ได้ตั้งหัวข้อกิจกรรมในค่าคืนนี้ว่า

Honor for HA

      กิจกรรมนี้เริ่มจากการที่ให้คนที่อยู่ในคืนนี้เรียงลำดับว่าใครเป็นผู้ที่มาทำงานในพรพ.เป็นคนแรกและให้เรียงไปจนถึงคนที่มาทำงานใหม่ล่าสุด  งานนี้แม่ต้อยเลยกลายเป็นหัวแถว เนื่องจากอาวุโสทั้งอายุและการทำงาน ( ไม่น่าอธิบายละเอียด) หลังจากนั้นก็เริ่มแยกเป็นวงเล็กๆ  วงละ ๕ คน ในทุกวงก็จะมีคนที่อยู่นานสุดและอยู่ใหม่สุดแลกเปลี่ยนกัน โดยมีคำถามเหมือนกันว่า อะไรทำให้เรามาทำงานที่นี่ และอะไรที่ทำให้เราไม่อยากออกไปที่อื่น

ด้วยประเด็นการสนทนานี้ แม่ต้อยจึงได้เล่าเรื่องราวคล้ายๆกับที่ได้เล่าในblog นี้ ในเรื่อง”สร้างบ้าน แปงเมือง” ให้น้องๆทุกคนในวงฟัง ในบรรยากาศของค่ำคืนที่เงียบสงัด พลังจิตที่สงบนิ่งของน้องที่ฟัง แสงไฟในห้องสลัวๆ แม่ต้อยรู้สึกว่าในขณะที่แม่ต้อยเล่าเรื่องนี้แบบเบาๆ ทุกคนเงียบกริบแม้กระทั่งเสียงเข็มตกพื้นก็ได้ยิน เมื่อแม่ต้อยเล่าจบแล้ว น้องคนที่ลำดับต่อไปก็จะหมุนเวียนกันเล่า จนครบวง

บรรยากาศและประเด็นการสนทนาในค่าคืนนี้ เป็นการเชื่อมให้ทุกคนที่เข้ามาทำงานในสถาบันฯนี้ได้รับรู้และตระหนักถึงความมุ่งมั่น ความหวัง  ความศรัทธาของผุ้ที่เริ่มตั้งต้นงานและผู้ที่จะมารับช่วงงานนี้ต่อไปในอนาคต

 เป็นการเรียนรู้ SOURCE หรือที่มาขององค์ได้อย่างน่าทึ่ง แม่ต้อยคิดว่าในวันนั้นทุกคนจะมีคำตอบของตัวเองว่า เราเป็นใคร ในองค์กรนี้ และเราจะทำอะไรต่อไปซึ่งได้มาจาการตกผลึกความคิดและหลอมหล่อจนมีเป้าหมายเดียวกัน

       หลังจากนั้น เรามานั่งล้อมวงใหญ่ทั้งหมด ท่านวิทยากร ให้คนที่มาก่อน ๕ คน พูดความรู้สึก และให้คนที่อาวุโสน้อยที่สุด ๕ คนพูด

แม่ต้อยก็เป็นคนแรกอีกเช่นเคย  ที่ต้องพุด จำไม่ค่อยได้ว่าได้พุดอะไรไปบ้าง แต่เป็นคำพุดที่ดีที่สุดที่ได้พูดมาแม่ต้อยลองทบทวนเอามาเล่าอาจจะไม่เหมือนทุกคำในวันนั้น

ขอให้น้องทุกคนทั้งที่มาที่นี่และที่ไม่ได้มา ในวันนี้ได้ภูมิใจว่าเรานั้น ได้มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับระบบสุขภาพของประเทศ

HA นั้นไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากความตั้งใจอย่างแน่วแน่  ของผุ้ที่เริ่มต้นที่จะพยายามสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับคนอื่นๆ แม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงใดพี่พี่ก็ได้ทุ่มเทเต็มที่    ทุกคนในที่นี้จะเป็นผู้สืบสานความงดงาม ความดีงาม  แม้ว่าเราอาจจะไม่มีอำนาจล้นฟ้า เราอาจจะไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงใหญ่โต หรือมีตำแหน่งที่สูง แต่เราสามารถทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เหมือนกับพลิกฟ้า พลิกแผ่นดินได้ได้ ด้วยใจของเราเองเมื่อพูดจบสังเกตเห็นน้องๆหลายคนยกมือไหว้น้อมรับ

        เมื่อทุกคนพุดจบ ท่านวิทยากรก็ให้โอกาสเรามาขอบคุณซึ่งกันและกันหรือใครจะอยากจะขอโทษใครก็ได้  พวกเราโอบกอดกันและกันด้วยจิตใจที่ปิติ เกาะเกี่ยวด้วยศรัทธาและเป้าหมายเดียวกัน หลายๆคนร้องไห้ ด้วยความรู้สึกต่างๆกัน จากการที่ได้รับฟังเรื่องราวของผู้เฒ่าผู้แก่แบบแม่ต้อย หรือของท่านอื่นๆ ที่มาร่วมด้วยช่วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นคุณหมอชำนิ พี่ตุ่ม พี่ยาย พี่หมู  สังเกตเห็นว่า คนที่เสียน้ำตาที่สุดคือคนที่ทำงานในสถาบันฯแบบเต็มเวลานั่นแหละ  เป็นเวลาที่นานมากที่เราวนเวียนให้กำลังใจ ซึ่งกันและกัน แม่ต้อยแอบดูท่านวิทยากร ท่านปล่อยให้เราใช้เวลานี้อยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่

       มีน้องคนหนึ่ง แม่ต้อยสังเกตเห็นว่าในขณะที่มีคนมายกมือไหว้เพื่อขอบคุณ หรือมาโอบกอด เขามายืนรออยู่ห่างๆ เมื่อแม่ต้อยเรียกเขาเข้ามา เขาเข้ามากราบแม่ต้อย พร้อมกับกอดแล้วร้องไห้แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน น้องบอกแม่ต้อยว่าหนู อยากขอโทษพร้อมกับกอดแม่ต้อยแน่น

       แม่ต้อยก็ตกใจ เพราะน้องคนนี้เป็นคนที่ทำงานดีมาก จึง ถามว่า ขอโทษอะไร?” หนูไม่เคยทำอะไรไม่ดีเลยนะคะ แม่ต้อยปลอบโยน

  เปล่าคะ หนู เคยดื้อมาก ดื้อเงียบ ดื้อกับแม่ต้อยนี่แหละ  อยากจะขอโทษจริงๆคะ ต่อไปนี้ หนูจะทำงานให้ดีที่สุด

แม่ต้อยจึงรู้ว่าการที่เรามีโอกาสได้ ฟังในสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้ ได้ฟังในรายละเอียดต่างๆของคนอื่น ได้สัมผัสและเห็นที่มาของความตั้งใจ เป้าหมายชีวิต เป้าหมายการทำงานของแต่ละคนได้ชัดเจนขึ้น เมื่อมาผนวกกับความตั้งใจของตัวเองคนเหล่านั้น จึงพร้อมที่จะเป็นผู้สืบสานขององค์กรต่อไป

        เฮ้อ อย่างนี้ แม่ต้อยก็มีความสุขมากๆแล้วนะคะ