อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ มิติทางด้านสังคม และการพัฒนา คุณศิริวรรณ ศิริบุญ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ มาเล่าให้ฟังค่ะ
ประเด็นแรก คือ ความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นผู้สูงอายุ ทำไมเปลี่ยน มีปัญหาอะไร แนวโน้มนโยบายต่างๆ เป็นอย่างไร ในแง่ของประชากร ก็คือ เรื่องของการเกิด ตาย ย้ายถิ่น เป็นส่วนใหญ่ ภาวะเจริญพันธุ์ของเราลดลงอย่ารวดเร็ว ส่งผลให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย
เรื่องอายุคาดหมาย ที่ว่าคนเราจะอยู่ไปได้นานกี่ปี ปรากฎว่า จำนวนปีที่ทุกคนมีอยู่จะเพิ่มตามระยะเวลาที่ผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคต คนไทยอายุยืนยาวมากขึ้น และผู้สูงอายุก็จะมีอายุที่จะอยู่ต่อยืนยาวมากขึ้นด้วย คือ คนอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ชายก็จะมีอายุต่อไปอีกประมาณ 16 ปี ผู้หญิงก็จะมีอายุอยู่ต่อไปอีกประมาณ 20 ปี

ในแง่ของของตัวชี้วัดการสูงอายุ จะเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา และพยากรณ์ต่อไปจนถึงปี 2573 จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นตามลำดับ และที่สำคัญก็คือ ในปี 2573 อีก 20 กว่าปีข้างหน้า เราจะมีประชากรสูงอายุ เป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดของไทย
อีกส่วนหนึ่งที่เป็น Indicator ชี้วัดของการเป็นผู้สูงอายุ คือ อายุมัธยฐาน แปลว่า ครึ่งหนึ่งของประชากร จะมีอายุเท่าไร และเราจะพบว่า ช่วงที่เราอยู่นี้ อายุมัธยฐานอยู่ที่ประมาณ 30 ปี แสดงว่า เราจะมีครึ่งหนึ่งของประชากรไทย ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป แล้วดูว่า ยิ่งเวลาผ่านไป คนก็จะมีอายุเพิ่มมากขึ้น จากวัยที่เป็นวัยหนุ่มสาวสมัยก่อน ก็กลายเป็นคนวัยกลางคน มากขึ้น แล้วดูศักยภาพของการดูแล ต่อไปเวลาที่เราพูดถึงปี 2503 ก็จะมีคนหนุ่มสาวประมาณ 11 คน ที่ช่วยกันดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในปี 2543 เราจะเหลือคนหนุ่มสาวแค่เพียง 2 คน ที่จะดูแลผู้สูงอายุ 1 คน เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเป็นพันธะ และภาระสูงมาก สำหรับคนหนุ่มสาว ในการที่จะดูแลผู้สูงอายุ
ประเด็นที่จะมาพูดในวันนี้ คือ เรื่องของสุขภาพ ถ้าให้ผู้สูงอายุประเมินตัวเองในเรื่องสุขภาพของตัวเองว่าเป็นอย่างไรแล้ว เรามีข้อมูลเปรียบเทียบเมื่อ พ.ศ.2537, 2545 และ 2550 จะพบว่า ผู้สูงอายุประเมินตัวเองว่า มีสุขภาพดีขึ้น มีแนวโน้มดีขึ้น แต่มาดูตัวเลขนี้
ตัวเลขนี้หมายความว่า อายุคาดหวัง (LE) เปรียบเทียบกับอายุคาดหวังที่ยังดูแลตัวเองได้ (ALE) เมื่อตอนเช้า อาจารย์บรรลุบอกว่า คนเราถ้าแก่แล้ว ถ้าเจ็บจะยิ่งไปใหญ่ ขอให้เจ็บด้วยระยะเวลาสั้นๆ และตายเร็ว แต่สิ่งที่เราพบก็คือ อายุที่พึงอยู่ คือ อายุที่คาดหวังว่าจะอยู่ได้ (LE) แต่อายุที่จะอยู่อย่างพึ่งพาตนเองได้ (ALE) และความแตกต่างระหว่าง 2 อันนี้ คือ อายุ และจำนวนปีที่ต้องการพึ่งพา
เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ภาวะของผู้หญิง จะต้องการการพึ่งพาที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น การที่เรามีอายุยืนยาว คือ การอยู่ทน แต่การอยู่ทนตรงนั้น เมื่อมีภาวะสุขภาพที่ต้องพึ่งพาคนอื่น มันจะกลายเป็น อยู่ในภาวะที่ต้องทนอยู่ ตรงนี้โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีปัญหาที่ต้องการการพึ่งพา เหมือนสมัยโบราณที่ว่า เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก ก็เป็นความจริง
ในเรื่องการทำงาน จะเห็นว่า ในปี 2550 มีผู้สูงอายุที่ทำงานในรอบ 1 สัปดาห์ อยู่ที่ประมาณ 30% กว่า และมีความแตกต่างกันในแง่ของอายุ เพศ และเขตที่อาศัย และก็มีเปอร์เซนต์ที่ต้องการทำงาน แต่ไม่มีงานทำ อยู่ประมาณ 6%
ทางประชากรศาสตร์ จะมาคำนาณเกี่ยวกับ sensus ของอายุประชากร พบว่า ในกลุ่มและเวลาต่างไป จะมีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่วัยอื่นจะน้อยลง ในปี 1975 ถึง 2015 เราจะมีโอกาสจากการปันผลทางประชากร ก็คือ ประชากรในวัยแรงงานจำนวนสูงสุด ซึ่งเราคาดว่า คนกลุ่มนี้จะกลายไปเป็นผู้สูงอายุ แต่ถ้าเรามองไม่ถึงมุมหนึ่งที่เราบอกว่า อยากให้ผู้สูงอายุคงศักยภาพ เลี้ยงตัวเองได้ หรือทำงานได้ การที่เรามีเรื่องปันผลทางประชากรเยอะ หรือคนวัยแรงงานเยอะ ในท้ายที่สุดมันจะกลายเป็น การแข่งขันกันระหว่างกลุ่มอายุต่างๆ ในเรื่องของการทำงาน ถ้าเทียบระหว่างคนที่อยู่ในวัยทำงาน กับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะเสียเปรียบในเรื่องของการได้รับตำแหน่ง หรือทำงานต่อ

ในเรื่องของรายได้ จะพบว่า ประมาณ 16-17% จะมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท เราใช้เกณฑ์ 10,000 บาท เพื่อวัดความยากจน เพราะฉะนั้น 16-17% ของผู้สูงอายุ อยู่ในระดับความยากจน และเราถามถึงเรื่องรายได้พอเพียง และความพึงพอใจ ก็อยู่ในระดับยังไม่มากนัก
ในเรื่องของการเกื้อหนุนผู้สูงอายุ ถามว่าในท้ายที่สุดแล้ว ทำไมสังคมจึงต้องเข้ามา เกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้สูงอายุ เพราะว่าเรื่องผู้สูงอายุเป็นความรับผิดชอบ ที่สังคมจะต้องดูแลสมาชิกทุกคน และผู้สูงอายุก็ยังประโยชน์ให้เรามานานแล้ว นี่เป็นขบวนการตอบแทน เมื่อเขาค่อยๆ แก่ตัว เราต้องดูแลเขา และเป็นเรื่องของความเสมอภาค
และถ้าบอกว่าสังคมมีภาระ หรือพันธะ ต้องดูแลผู้สูงอายุขนาดนี้แล้ว สังคมไทยมองผู้สูงอายุอย่างไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงให้คุณค่ากับผู้สูงอายุมาก อย่างที่เราเห็นในพระราชดำรัส

แต่ถ้ามองในแง่ของประชากรไทย ที่อยู่ในวัยเด็กๆ อายุ 18-59 ปี ประมาณ 80% ยังมีทัศนคติที่ดีกับผู้สูงอายุอยู่ ... อ.หมอบรรลุบอกว่า เวลาพูดถึงผู้สูงอายุ จะมีทั้ง กาย ใจ และจิตวิญญาณ ในความเป็นตัวตนของผู้สูงอายุ หรือคน ต้องเกี่ยวกับระบบต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพ และสังคม จะครอบคลุมครอบครัว และชุมชนท้องถิ่น

แนวทางการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ ... เวลาที่เราแบ่งผู้สูงอายุต้องมองผู้สูงอายุในกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะดูแลตัวเองได้ ให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ได้ ในกลุ่มที่พอจะดูแลตัวเองได้ หรือต้องการความช่วยเหลือเกื้อกูล ที่ทำให้ผู้สูงอายุทกคน จะต้องได้รับการดูแลทั้งตามสิทธิทางกฎหมาย และระบบการดูแลผู้สูงอายุ คือ ทั้งหน่วยงานที่เป็นภาครัฐ ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น และภาคเอกชน

สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุของภาครัฐ ภาครัฐเองแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายและแผน และที่เกี่ยวกับการให้บริการ วิทยาลัยฯ ได้ศึกษาเรื่องของการประเมินแผนผู้สูงอายุ สิ่งที่เราพบ
-
ในภาพของภาครัฐ ขบวนการของการแบ่งองค์กรต่างๆ ทางแผนงาน หรือแนวความคิดดีในแง่การดำเนินงาน แต่เวลาที่พูดถึงเวลาเราประเมินความเป็นจริง ปรากฎว่า แต่ละหน่วยยังไม่ได้ทำงานในเชิงบูรณาการ เราทำงานในลักษณะที่เป็นต่างคนต่างทำ และอีกอย่างที่พบ คือ การดำเนินงานในระดับท้องถิ่น ที่ลงไปถึงระดับตัวผู้สูงอายุ ต้องผ่าน พม. พมจ. ในระดับจังหวัด ก็ปรากฎว่า ตัว พมจ. เองต้องมาลงมือ วิธีการดำเนินการบางเรื่องยังมีการดำเนินงานในแง่ของการที่จะต้องลงไปปฏิบัติเองในระดับท้องถิ่น ซึ่งมันจะกลายเป็นการซ้ำซ้อนกับระดับท้องถิ่น
-
... สิ่งที่นำเสนอกลับมา เขาบอกว่า ตัวของ พมจ. คงไม่ต้องลงไปปฏิบัตแล้ว คงต้องทำหน้าที่ในแง่ของการเป็นพี่เลี้ยง ในภาครัฐ ทำหน้าที่ในการติดตามประเมิน และส่งเสริมศักยภาพของท้องถิ่น มากกว่าที่จะลงไปปฏิบัติเอง เพราะหลายครั้งจะมีปัญหา ทั้งในเรื่องของข้อจำกัด เรื่องงบประมาณ บุคลากร
-
อีกประเด็นคือ ในระดับของท้องถิ่น ภาครัฐควรทำหน้าที่ให้ความรู้ หรือส่งเสริมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรามี พรบ. ผู้สูงอายุ กฎหมาย ระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่ผู้สูงอายุบอกว่า รู้ว่ามี แต่ใช้ไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรเข้าไปดำเนินการ
-
อีกอย่างหนึ่งก็คือ มาตรการต่างๆ ที่ปรากฎใน พรบ. ก็ดี ไม่ว่า เรื่องสิทธิ หรือสวัสดิการต่างๆ ที่เขียนในเรื่องระเบียบต่างๆ ปรากฎว่าในทางปฏิบัติยังเป็นปัญหา และไม่มีการติดตาม เช่น ให้มีช่องทางด่วนในการให้บริการผู้สูงอายุ ก็เป็นแค่ทำในเรื่องระยะเริ่มต้น ก็มีความพยายามที่จะทำ แต่พอระยะเวลาผ่านไป ปรากฎว่า ก็หายไป เพราะว่าขาดความชัดเจนในการดำเนินงาน
ถ้ามองในระดับครอบครัว คงต้องมองทั้ง 2 ระดับ คือ เรื่องของ Demand และ Supply
-
Supply คือ เวลาที่เราพูดถึงครอบครัว สิ่งสำคัญ คือ ในเรื่องของจำนวนลูกที่จะให้การดูแลผู้สูงอายุ เรามีผู้สูงอายุประมาณ 5% ที่มีลูก และลูกเฉลี่ยที่ผู้สูงอายุมีก็ประมาณ 4 คน และการที่เรามีจำนวนลูกประมาณ 4 คนนี้ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของจำนวนลูก พบว่า คนในวัยปัจจุบัน กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุน้อยๆ หรือคนที่กำลังจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะมีจำนวนลูกน้อยลง แล้วไม่ใช่แต่จำนวนลูกน้อยลงเท่านั้น สัดส่วนของลูกไปอยู่ที่อื่นก็จะสูงขึ้น แปลว่า สิ่งที่ผู้สูงอายุจะขาด คือ ต้องอยู่กับแบบพึ่งพาตนเอง ในส่วนของลูกที่อยู่บ้านเดียวกับผู้สุงอายุก็จะลดลงตามมา เป็นส่วนที่ขาดไป แล้วปรากฎว่า ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวจะเพิ่มมากขึ้น และผู้สูงอายุที่อยู่แต่กับคู่สมรสก็จะเพิ่มมากขึ้น
-
เวลาที่เราพูดบอกว่า ลูกยังดูแลยังช่วยเหลือผู้สูงอายุ อย่างที่ อ.สิรินทรบอกว่า มันไม่ได้แก้โดยเรื่องเงินอย่างเดียว และ อ.บรรลุ บอกว่า นอกจากเรื่องสุขภาพที่ผู้สูงอายุต้องการประการแรกแล้ว ประการที่สองไม่ใช่เรื่องเงิน ประการที่สอง คือ ทำอย่างไรจะอยู่กับลูกหลานได้อย่างมีความสุข แต่ตอนนี้จำนวนลูกก็ลดลง และลูกก็ย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่นมากขึ้น เพราะฉะนั้น เป็นปัจจัยที่ท้าทายต่อสวัสดิการ หรือสวัสดิภาพของผู้สูงอายุมาก เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องสนับสนุน
-
ถ้าพูดว่า แล้วผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือเปล่า เราก็พบว่า ถึงแม้ผู้สูงอายุจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับคู่สมรส ก็ยังมีผู้ที่อยู่บ้านติดกัน หรือใกล้กัน อย่างน้อยๆ ก็ยังพอจะช่วยดูแลได้ แต่ว่า ในกลุ่มคนนี้ ต้องศึกษาว่าจะมีส่วนที่ลดลงหรือไม่ เพราะว่าผู้สูงอายุทีมีปัญหาโรคเรื้อรัง หรือภาวะทุพพลภาพ หรือภาวะที่ต้องพึ่งพา จะต้องการคนดูแล ซึ่งคนที่จะดูแลได้ดีที่สุด ก็คือ ลูก
-
ในเรื่องความเกื้อหนุนทางการเงิน ไม่น่าเป็นห่วง เพราะผู้สูงอายุจะได้รับเงินจากลูกเป็นแหล่งสำคัญ แต่ถึงแม้จะช่วยเหลือในเรื่องของการเงิน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ระดับของการช่วยเหลือก็ยังสูง ไม่ว่าจะอยู่บ้านเดียวกัน หรืออยู่ที่อื่น ก็ยังดูแลกัน
-
เรื่องของผู้ดูแล ในภาพรวม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ประมาณเกือบ 90% ยังดูแลตัวเองได้ ประมาณ 11% ต้องการผู้ดูแล และมีผู้ดูแล แต่ประมาณ 1% บอกว่า ต้องการผู้ดูแล แต่ไม่มีผู้ดูแล คือ จะมีผู้สูงอายุประมาณ 70,000 กว่าคนที่ต้องการผู้ดูแล และไม่มีใครดูแล
-
และเราพบว่า ความรู้ของผู้ดูแลอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถ้ามองในระดับครอบครัว แน่นอนว่า ลูกจะดูแลผู้สูงอายุ แต่สิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นคือ คุณภาพของการดูแลเป็นอย่างไร เรารู้แต่ระดับของการดูแล ยังดูแลอยู่ แต่คุณภาพวัดยาก มีการทารุณกรรม ทำร้ายจิตใจ ผู้สูงอายุไหม แม่แต่ในเรื่องภาษาที่ใช้ ท่าทาง หรือแม้แต่การเบียดเบียนทางการเงิน ก็เป็นกระบวนการของการทำร้ายผู้สูงอายุทั้งสิ้น
-
และอีกคำถามหนึ่ง ว่า ผู้สูงอายุไทยถูกทอดทิ้งไหม เราก็มีเกณฑ์การวัด คือ เรื่องของการเยี่ยมเยียน หรือการติดต่อ จะมี 0.5% ที่ถูกทอดทิ้งจริงๆ คือ ลูกไม่ติดต่อ ไม่ให้เงิน ก็จะประมาณ 30,000 หว่าคนของผู้สูงอายุ
-
เรื่องของครอบครัวที่บ้าน ถามว่า บ้านของผู้สูงอายุเป็นอย่างไร พบว่า ผู้สูงอายุอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น มีโทรศัพท์เพิ่มขึ้น ก็จะเพิ่มศักยภาพของผู้สูงอายุที่สามารถติดต่อกับเพื่อน แต่สภาพบ้านต้องดี การมีของใช้ในบ้านเยอะ ถามว่า ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านที่ได้มาตรฐานหรือไม่ คือ เกณฑ์ในการวัดมาตรฐานที่อยู่อาศัย เราใช้มาตรฐานนี้ เพราะว่าอุบัติเหตุภายในบ้านของผู้สูงอายุเยอะมาก ในสภาพบ้านที่ไม่ดี และพบว่า ผู้สูงอายุน้อยมากที่อยู่ในบ้านที่เหมาะสม หรือได้มาตรฐาน
-
ในระดับชุมชน มีเรื่อง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ในสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ พบว่า ตกเกณฑ์ ไม่ผ่าน แปลว่า ผู้สูงอายุยังไม่ได้รับการดูแลจากสังคมที่ดีเท่าที่ควร
ถ้ามองว่าผู้สูงอายุในประเด็นต่างๆ นี้ และคนเตรียมตัวหรือยังที่จะเผชิญกับวัยสูงอายุ เราพบว่า 80% ได้แต่คิด แทบจะยังไม่ได้มีการเตรียม และเมื่อมองในกลุ่มคนหนุ่มสาว เขาคิดอย่างไร เตรียมอะไร พบว่า ส่วนใหญ่จะเตรียมเรื่องของการออม เป็นประเด็นใหญ่ แล้วจะเตรียมตัวเมื่อไร มีเปอร์เซนต์น้อยมาก ที่จะเตรียมในช่วงที่อยู่ คือ อายุปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็น 10 ปีข้างหน้า จึงเป็นประเด็นที่ควรให้ความสนใจ
เรื่องของชุมชน เนื่องจากครอบครัวมีความประหยัดมากขึ้น ในเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้น ชุมชนต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากการศึกษาของ อ.ศศิพัฒน์ บอกว่า ถ้าเป็นชุมชนใกล้ตัวผู้สูงอายุ จะมีอะไรบ้าง ในส่วนของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องตะมีอะไรบ้าง ก็จะมีภาครัฐ เอกชน ครอบครัว ชุมชน ... ในระดับชุมชน พบว่า สัดส่วนของหมู่บ้านที่มีการทำกิจกรรมเสริมรายได้สำหรับผู้สูงอายุก็ยังสูงอยู่ ผ่านเกณฑ์ และเรื่องกองทุนก็ใช้ได้ ผ่านการประเมิน แต่เราศึกษาในชุมชนชนบท ไม่ได้ศึกษาในเขตเมือง
เรื่องสัดส่วนของบริการต่างๆ ผ่านเกณฑ์หมด แต่ในเรื่องศูนย์เอนกประสงค์ และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเวลากลางวัน ยังตกเกณฑ์

เครือข่ายต่างๆ จะมี ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มฌาปนกิจ อปท. ... ในเรื่อง ชมรมผู้สูงอายุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พูดว่า "ถ้าจะคิดว่าเราแก่แล้ว และไม่ทำอะไรเลยนี่ เสียเวลา หมายถึงจะทำให้ประเทศชาติล่มจมด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น ตัวผู้สูงอายุนี่ ต้องเข้ามามีส่วนร่วม หรือเข้ามาทำตัวให้เป็นประโยชน์ด้วย"
เราพบว่า เปอร์เซนต์ของการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุ อยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายพอสมควร และในเรื่องชมรมผู้สูงอายุ เพิ่มมากขึ้นเมื่อระยะเวลาที่ผ่านไป และเราพบว่า ชมรมผู้สูงอายุที่ไม่ขดทะเบียนก็มีอีกเยอะ ก็แปลว่า ผู้สูงอายุต้องมีองค์กรที่จะดูแล ถามว่า ผู้สูงอายุ active แค่ไหน หรือเข้าร่วมกิจกรรมแค่ไหน ก็คือ มี 65% ของชมรมผู้สูงอายุผ่านเกณฑ์ ... ตรงนี้เป็นในเรื่องชมรมผู้สูงอายุมีกิจกรรม แต่เรื่องการมีส่วนร่วมกิจกรรม คือ เป็นสมาชิก 1 ใน 5 แต่เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 1 ใน 4


รวมเรื่อง ภาคีร่วมพัฒนาระบบดูแลผู้สูงวัย