GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Proceedings มหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๒ (๖๕)

นานาเรื่องราวการจัดการความรู้ (๒๑)

“เพลินพัฒนา” ชุมชนแห่งการเรียนรู้
การจัดการความรู้ เพื่อ สร้างเด็กเก่ง – ดี บนทางสายกลาง

         (โปรย) “เพราะเด็กจะเป็นอย่างที่เราเป็น มากกว่าจะเป็นอย่างที่เราบอกให้เป็น”  โรงเรียนเพลินพัฒนาจึงอาศัยบริบทแวดล้อมสร้างให้โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ทุกฝ่ายพัฒนาไปพร้อมกันโดยใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมเข้ามาเป็นแกนในการออกแบบการเรียนการสอนและวิถีปฏิบัติของโรงเรียน และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ดีแก่เด็ก ๆ จุดเริ่มพาเพลิน


         “โรงเรียนเพลินพัฒนา” ก่อตั้งขึ้นจากการมีเจตนารมณ์ร่วมกันของคนหลายกลุ่มที่เป็นเพื่อนกัน ทั้งกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักการศึกษา นักวิชาการและกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ (บ.ซีเอ็ดยูเคชั่น จก. และ บ.แปลน พับลิชชิ่ง จก.) รวมกว่า 70 คน ที่ต้องการมีส่วนในการสร้างคนเก่ง คนดีให้เป็นกำลังในการพัฒนาชาติต่อไปในอนาคต จึงร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนขึ้นและจัดการเรียนการสอนที่ทำให้โรงเรียน คือ “ชุมชนของการเรียนรู้” โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายพ่อแม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียน จึงเป็นการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันทั้งพ่อแม่และนักเรียน  โดยเปิดสอนตั้งแต่เตรียมอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.6) โดยกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานของโรงเรียนไว้ที่การ “ก้าวพอดี” เป็นทางสายกลางในการพัฒนาเยาวชน อย่างพอเหมาะพอดี สอดคล้องกับเวลา และสถานการณ์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเพลิดเพลิน และมีความสุข ชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม
         “เพราะเด็กจะเป็นอย่างที่เราเป็น มากกว่าจะเป็นอย่างที่เราบอกให้เป็น”  โรงเรียนเพลินพัฒนาจึงอาศัยบริบทแวดล้อมสร้างให้โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ทุกฝ่ายพัฒนาไปพร้อมกันโดยใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมเข้ามาเป็นแกนในการออกแบบการเรียนการสอนและวิถีปฏิบัติของโรงเรียน และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ดีแก่เด็ก ๆ
         ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา  กล่าวว่า “ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม” หมายถึง กระบวนการปฏิสัมพันธ์ เช่น การทำงาน การเรียน การสอน การเข้ามามีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ความช่วยเหลือ ความร่วมมือของทุกคนในชุมชนแห่งนี้  และดำเนินชีวิตทุกรูปแบบ
         โดยกระบวนการต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อเกิดความหมาย ความเข้าใจ ความรู้ และความเห็นร่วมกัน (แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน) ก่อเกิดการสร้างสรรค์ความรู้ ความเชื่อใหม่ๆ ก่อเกิดเป็นข้อสังเคราะห์เป็นข้อตกลงร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวกับความดี ความงาม และความจริง ก่อเกิดการสะสมความรู้ ความเห็นความเชื่อเข้าไปเป็นคนกลางของสังคม และก่อเกิดการถ่ายทอดความรู้ ความเห็น ความเชื่อจากคนสู่คน จากรุ่นสู่รุ่น และจากสังคมสู่สังคม

การจัดการความรู้ของโรงเรียนเพลินพัฒนา
• ครอบครัว-โรงเรียนรวมกันเป็นหนึ่งชุมชนแห่งการเรียนรู้
        จากเป้าหมายดังกล่าว กระบวนการจัดการความรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าวจึงเริ่มด้วยการดึง “ครอบครัว” มามีส่วนร่วมในการเอื้อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ ฉะนั้นโรงเรียนกับบ้านต้องร่วมกันพัฒนาผู้เรียนให้มีความสุขที่ได้เรียนรู้ ผู้ปกครองจะช่วยให้เด็กมีทักษะชีวิต และวินัย ซึ่งวัฒนธรรมครอบครัวที่ดี จะช่วยรองรับการสร้างคุณภาพให้กับเด็กได้ด้วย   ส่วนโรงเรียนก็ช่วยในเรื่องการเรียนรู้ในวิชาการ ซึ่งทั้งสองส่วน (โรงเรียน และบ้าน) ต้องสัมพันธ์กัน โดยไม่ใช่แค่การสร้างให้ได้เรียนจบไปเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างคนที่มีคุณภาพออกสู่สังคม
         “ห้องเรียนพ่อแม่” จึงเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มาพบปะพูดคุย ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความรู้กันเพื่อเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก เกิดเป็นเครือข่ายพ่อแม่ที่จะมาร่วมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง  โดยห้องเรียนพ่อแม่ก็จะมีกิจกรรมกันสม่ำเสมอ
         “เราไม่อยากให้เด็กสับสนว่าทำไมเมื่ออยู่โรงเรียนต้องทำอย่างหนึ่ง  แต่เมื่อกลับไปที่บ้านทำไมต้องทำอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งตรงนี้พ่อแม่จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างความเข้าใจและช่วยพัฒนาเด็กต่อเนื่องจากโรงเรียน ทั้งในแง่ของทักษะชีวิต วินัย ความรับผิดชอบ ”   อาจารย์ปราณี เชาว์ชัยพร  หัวหน้าฝ่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน กล่าว
          ศิริพร จิรวินิจนันท์ ผู้ปกครองคนหนึ่ง เล่าว่า  ที่มีกิจกรรมนี้ขึ้นเพราะพ่อแม่อยากกระชับความสัมพันธ์ของการเป็นเครือข่ายกันให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกัน รวมทั้งสร้างกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ที่แทรกการเรียนรู้อยู่ด้วย โดยการประสานและหารืออย่างใกล้ชิดกับครูประจำสายชั้น เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนและไปในแนวทางเดียวกัน  เช่น  การชมละครวรรณคดี ที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมไทย ๆ
         ขณะที่ อารียา ทากาฮาชิ ผู้ปกครองนักเรียนอีกท่านหนึ่ง กล่าวเสริมว่า การจัดกิจกรรมเรียนรู้เราต้องทำให้เรื่องนั้นๆ เข้าใจได้ง่ายๆ และมีความสนุกสนานมีการออกแบบการาเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสุขในการเรียนรู้ และกิจกรรมที่เด็กๆได้เรียนรู้ จะยู่ในบทเรียนอยู่แล้ว ซึ่งการที่เด็กได้เห็นกิจกรรม และการนำเสนอที่เป็นรูปธรรม จะทำให้เด็กเข้าใจบทเรียนเรื่องนั้นๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย
         แม้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เครือข่ายห้องเรียนพ่อแม่คิดสร้างสรรค์เนื้อหาต่างๆ มาให้นักเรียนได้เรียนรู้แล้ว การเชื่อมโยงความรู้ให้เข้ากับเครือข่ายพ่อแม่ในชั้นเรียนอื่นๆ ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้พ่อแม่ได้เรียนรู้เทคนิค วิธีการซึ่งกันและกัน ซึ่งนับว่าเป็นการต่อยอดความรู้ และเติมเต็มประสบการณ์ให้แก่กัน
         “เมื่อเทอมที่แล้วเรามีกิจกรรม คือ เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้ปิ๊ง ซึ่งปัจจุบันผู้ปกครองจะมีความกังวลใจมากเรื่องภาษาอังกฤษของลูกๆ ดังนั้นเราก็ตัดสินใจมาคุยกันว่าจุดกังวลใจของแต่ละคนอยู่ตรงไหน มีวิธีใดบ้างให้เด็กๆ ได้เรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เชิญผู้ปกครองที่มีความรู้เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษมาให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องของเทคนิคให้พ่อแม่เพี่อไปขยายความรู้สู่ลูกๆ หลานๆของแต่ละคน”
         ห้องเรียนพ่อแม่จึงเป็นกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้กลุ่มพ่อแม่ให้กระชับยิ่งขึ้น และร่วมกับครูในการจัดสรรกิจกรรมที่มีสาระผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมที่สร้างความสุขและการเรียนรู้ให้กับทุกฝ่าย

• แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามโรงเรียน
         อีกกิจกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อเสริมต่อการสร้างเด็กเก่งและดีเพื่อเป็นกำลังหลักของประเทศชาติต่อไปนั้น โรงเรียนเพลินพัฒนาจึงให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์กับโรงเรียนที่มีแนวคิดและการดำเนินการคล้ายคลึงกัน เช่น การทำกิจกรรมและการสร้างเครือข่ายกับโรงเรียน  กับร.ร.ลำปลายมาศวิทยา จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการสร้างโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เช่นกัน โดยเชื่อว่าการสร้างการเรียนรู้ที่ดีจะช่วยทำให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้  ตอนนี้โรงเรียนก็ผลัดกันเยี่ยมโรงเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนกระบวนการเรียนทั้งระบบ โดยเฉพาะครูกับครู ซึ่งยังมีเวทีเรียนรู้ร่วมกับครูที่เพลินพัฒนา ในการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างครอบคลุมเนื้อหาและวิธีปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ

• กระบวนการและช่องทางการเรียนรู้กับชุมชน
         อาจารย์ธิดา กล่าวว่า  การเรียนรู้ของนักเรียนเพลินพัฒนามีการเรียนรู้กับชุมชน อยู่ 2 ส่วน คือ
1. ชุมชนเพลินพัฒนา คือ การเรียนรู้กับผู้ปกครอง และขยายออกไปสู่วงรอบนอกที่ไม่ใช่ผู้ปกครอง
2. การเรียนรู้กับบุคคลที่มีความรู้ โดยครูจะนำบุคคลเหล่านั้นเข้ามาให้ความรู้ หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ในเรื่องที่เด็กมีความสนใจ และการนำเด็กไปเรียนรู้กับสิ่งที่เรียกว่าแหล่งเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้เด็กเห็นบริบทนั้นๆได้อย่างชัดเจน
         โดยทั้งสองส่วนจะเป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และจิตนาการให้กับเด็ก ที่มีค่ามากกว่าความรู้ในตำรา  เช่นการเรียนรู้ใน วิชามนุษย์กับโลก ก็จัดให้มีกิจกรรมภาคสนามให้นักเรียนได้ไปเรียนรู้จากชีวิตจริงของครูภูมิปัญญาของชุมชน และในสถานที่จริง เช่น การเรียนรู้ที่สวนเจียมตน ของ ลุงชวน ชูจันทร์ ซึ่งเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ที่อยู่ใกล้โรงเรียน  เช่นในกิจกรรมเรียนรู้ของนักเรียน ม.2 ที่เน้นการเรียนรู้ธรรมชาติในสวนเจียมตน ซึ่งลุงชวน จะให้ความรู้ด้วยการอธิบายและนำชมแหล่งความรู้ต่าง ๆ ภายในสวนเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ได้เกิดความอยากรู้อยากเห็น  และทำการศึกษาอย่างเจาะลึกตามใบงานที่คุณครูได้บูรณาการการเรียนรู้ในหลายวิชาเข้าด้วยกัน ทั้งภาษาไทย ดนตรี คณิตศาสตร์ จินตทัศน์ ฯลฯ แล้วให้เด็ก ๆ ร่วมกันหาคำตอบโดยกำหนดให้เป็นกิจกรรมกลุ่ม กลุ่มละ 5-10 คน  โดยมีครูพี่เลี้ยงประจำกลุ่มๆ ละ 2 คน คอยดูแล และให้ความรู้อย่างใกล้ชิด
         เช่น การศึกษาว่าต้นไม้ในสวนมีสรรพคุณอย่างไร มีวิธีการนำมาใช้อย่างไร ศึกษาระบบนิเวศน์ในสวน รวมทั้งได้นำเรื่องราวที่ได้ศึกษาในสวนมาบูรณาการให้เข้ากับสาระวิชาต่างๆได้อย่างเหมาะสม เช่นกิจกรรม "ชวนเพลินเชิญแต่งกลอน" (เด็กๆหามุมสบาย แต่งกลอนกลบท ในหัวข้อ "ดุริยางค์ชมสวน") เด็กๆ ทบทวนสิ่งที่ได้เดินชมในสวน และนำมาแต่งกลอนคนละ 1 บท เช่น    “ที่สวน ชวนดู ปูนา          มีปลา  หากิน   ดินทราย”   และนำมาแต่งเป็นกลอนกลบท เช่น           “ที่ที่สวน ชวนชวนดู ปูปูนา     มีมีปลา หาหากิน ดินดินทราย”  
         ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการให้เข้ากับวิชาภาษาไทย เมื่อสรุปกิจกรรมทั้งหมดตลอด 1 วัน ขุมความรู้ที่นักเรียนได้คือ ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน ได้เห็นและสัมผัสการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติทุกขั้นตอน พร้อมทั้งนำเสนอสิ่งที่เรียนรู้เป็นกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ครูได้เห็นจิตนาการและวิธีคิดของเด็ก ในขณะเดียวกันครูก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน และยังสามารถนำไปออกแบบการเรียนการสอนให้มีพัฒนาการมากขึ้นต่อไป
         การที่โรงเรียนได้มีบูรณาการเรียนรู้กับชุมชน หมายความว่า โรงเรียนยังได้เครือข่ายแหล่งเรียนรู้ของชุมชนเพิ่มเติมอีก และผลของการเด็กได้เรียนรู้กับชุมชนแล้ว เด็กยังไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพ่อแม่ กระทั่งพ่อแม่เกิดความสนใจ และหาเวลาในวันหยุดเรียน รวมกลุ่มพ่อแม่พาลูกๆไปเรียนรู้เพิ่มเติมที่สวนเจียมตนกันอีกครั้ง ทำให้เกิดสัมพันธภาพอันดีงามและทำให้เห็นขุมความรู้ที่หลากหลายระหว่างผู้ปกครองกับชุมชนได้อีกต่อไป

• เด็กได้เรียนรู้อะไรใน 10 สัปดาห์
         การแบ่งภาคเรียนเป็น 4 เทอมเล็ก (เท่ากับ 2 เทอมใหญ่ของโรงเรียนทั่วไป) ซึ่งใน 10 สัปดาห์ (1 เทอม) เด็กจะเรียนรู้เนื้อหาเป็นลำดับขั้นจำนวน 8 สัปดาห์ซึ่งจะมีการสอดแทรกกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้และปฏิบัติด้วย ส่วนอีก 2 สัปดาห์จะให้เด็กได้บูรณาการความรู้ที่ได้เรียน ในรูปแบบของการทำโครงงานชื่อว่า “ชื่นใจได้เรียนรู้” คือ การนำสิ่งที่เรียนรู้มาบูรณาการ เอามาสังเคราะห์ เป็นการประมวลความรู้ขึ้นมา โดยเอาคอนเซ็ปต์หลักๆของแต่ละวิชามาสร้างกิจกรรม เพื่อจะเป็นการตอบโจทย์ว่าเด็กได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง
         การสานความรู้แผ่ออกไปทุกหย่อมหญ้า เด็กจะเรียนรู้ว่า ความรู้ ผู้ที่ให้ความรู้ แหล่งเรียนรู้ และวิธีการเรียนรู้ มีความหลากหลาย ฉะนั้นทุกคนที่แวดล้อมเด็กล้วนแล้วแต่เป็นผู้ให้ความรู้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงมาที่ครู และสิ่งที่เด็กได้เพิ่มเติมจากการเรียนรู้ คือการเคารพในคุณค่าของความเป็นคน มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ลดความเป็นอัตตาในตัวออกไป และพร้อมที่จะเปิดรับความรู้จากผู้อื่นได้

         เช่น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรียนรู้เรื่องการจัดการขยะ เด็กเรียนรู้ว่าคนเก็บขยะมีวิธีการจัดการกับวัสดุแต่ละชิ้น ฯลฯ สิ่งที่เด็กได้คือความคิด วิธีคิด จุดประกายความคิดให้ผู้เรียนนำมาถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านกระบวนการเรียนรู้เป็นกลุ่ม และสรุปบทเรียนออกมาเป็นการบันทึกเป็นรายงานเรื่องราวในโครงงาน ชื่นใจได้เรียนรู้ โดยตำราเหล่านั้นจะถูกเก็บเป็นผลงานในห้องเรียนของรุ่นน้องที่จะก้าวขึ้นมาเรียนและศึกษาวิชาเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเรียนรู้ผ่านตำรา(Explicit Knowledge) และเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะพัฒนาผลงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

• ห้องเรียนเล็กในโรงเรียนใหญ่  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูกับครู
         การที่โรงเรียนมีหลักคิดร่วมกันในเรื่องที่เรียนรู้ ทำให้มีการการบริหารออกเป็น 3 ช่วงชั้น โดยมีครูใหญ่แต่ละช่วงชั้น เหมือนเป็นโรงเรียนเล็กในโรงเรียนใหญ่ มีวิชาการช่วงชั้น ทุกช่วงชั้นก็จะมีธุรการช่วงชั้น ซึ่งเป็นหลักการกระจายอำนาจ และเป็นหลักการเรียนรู้ร่วมของชุมชนในโรงเรียน
มีการเรียนรู้ร่วมทั้งในระดับบอร์ดโรงเรียน ระดับหัวหน้าช่วงชั้น มีการแลกเปลี่ยนการจัดการบริหารระดับช่วงชั้น เช่น กระบวนการจัดการความรู้ ,กระบวนการจัดการวิชาการ ,กระบวนการจัดการเรื่องเกี่ยวกับเด็ก  ซึ่งจะได้แลกเปลี่ยนพบปะกันทุกสัปดาห์ เพื่อบริหารและแชร์ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน 
         นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้ให้ครูใหม่ที่เข้ามา ซึ่งในเบื้องต้นจะเป็นสอบถามถึงความต้องการที่จะเข้ามาสอนที่โรงเรียนก่อน จากนั้นก็จะมีครูผู้ช่วย ที่จะช่วยถ่ายทอดความรู้จากครูสู่ครู ซึ่งเป็นความรู้ที่จะช่วยให้ครูใหม่ สามารถศึกษางานได้เร็วขึ้น กล่าวคือ ครูเก่าได้ทำเป็นบันทึกขุมความรู้ในการจัดการเรียนการสอนของตนเองเอาไว้ โดยโรงเรียนสามารถเก็บความรู้ของครูคนนั้นไว้ได้ทั้งหมดในรูปแบบข้อมูล ที่จะช่วยให้ครูใหม่เรียนรู้แนวทางการสอนด้วยตัวเอง
         ดังนั้นครูจึงเป็นผู้ที่สำคัญในการสร้างขุมความรู้ที่มีอยู่ในตัวออกมา ในรูปของการเขียนโปรแกรมการสอน ,บนฐานข้อมูลที่เรียนว่า อินเตอร์เน็ท ฉะนั้นองค์ความรู้จะเก็บไว้ในโรงเรียนตลอด การนำแผนการสอนที่ถ่ายทอดโดยครูเก่า มาศึกษาใหม่สามารถทำให้ครูคนใหม่ที่เข้ามาเรียนรู้ สามารถมาศึกษาและวิจัยพัฒนาแผนการสอนนั้นๆได้ต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นต้นทุนของความรู้ที่จะสามารถพัฒนากระบวนการเรียนการสอนต่อไปได้

• เชื่อมโยงเครือข่ายพ่อแม่สู่ครอบครัวใหญ่ในอนาคต
         สังคมของชุมชนแห่งการเรียนรู้ เป็นฐานของการสร้างสังคม โดยโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่รวบรวมผู้คนโดยอาศัยเครือข่ายพ่อแม่ในการมีส่วนร่วมสร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปพร้อมๆกัน และเมื่อเด็กเติบโตมาด้วยสังคมแห่งความจริง ซึ่งสามารถมองเห็นความคิดที่สอดคล้องกัน และไปในทางเดียวกันของโรงเรียนและบ้าน สามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างราบรื่นเด็กจะไม่ขัดแย้งในความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียน และผู้ปกครองช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มันเกิดขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า“สังคมดีๆไม่มีขายอยากได้ต้องช่วยกันสร้าง”  
         และนี่คือการจัดการความรู้ที่บูรณาการทุกเรื่องมาสู่การจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างเด็กไทยที่ทั้งเก่งและดี เป็นความหวังของประเทศได้ต่อไปในอนาคต


ธิดา พิทักษ์สินสุข (ครูหวาน)
ผู้อำนวยการ โรงเรียนเพลินพัฒนา
เลขที่ 33/39-40 ถนนสวนผัก
แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
โทร.02-8852670-5 ต่อ 3103 (ครูณี)  
www.plearnpattana.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 23699
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)