“ว่าง” ไม่ใช่อาการ แต่เป็นผลของการปล่อยวางความหลงมัวเมาความสุขในสิ่งล่อใจที่หลอกลวงให้ลืมตัวทั้งปวง
วิถีพุทธมีแนวปฏิบัติเพื่อความสงบทางจิต คือ ให้หมั่นเพียรในการทำจิตว่างจากสรรพกิเลสทั้งปวง ที่เกิดจากการสัมผัสผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และนำมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง แล้วยึดถือเป็นตัวตน ของเรา ของเขา สะสมเป็นความทะยานอยาก เร่าร้อน อยากมี อยากได้ ไม่รู้จบสิ้น ยากที่จะหลุดพ้นจากชาติภพของการ เกิด แก่ เจ็บตาย แห่งวงจรวัฏสงสาร
เกริ่นไว้ข้างต้นด้วยความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อ่านที่สนใจในการปฏิบัติไปสู่ความ “ว่าง”ตามแนวทางนั้น ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับปุถุชนทั่วไปที่มีชีวิตประจำวันอยู่ท่ามกลางสิ่งยั่วเย้านานัปการ แต่ถึงแม้จะยากเย็นแสนเข็ญเพียงไร หากได้ตั้งใจไว้อย่างมุ่งมั่นแล้วว่า สิ่งนี้คือทางออกของความพ้นทุกข์อันนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขที่เพิ่มพลังแข็งแกร่งของชีวิตอย่างยั่งยืนแล้ว ย่อมคุ้มค่าที่จะแสวงหาหนทางไปสู่ความว่างในความหมายที่กล่าวนั้นอย่างแท้จริง
แก่นแท้ของคำว่า “ ว่าง “ คืออะไร ? ต่างคนต่างมุมมอง บางคนอาจเข้าใจว่า ความว่างคือการไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก ว่างแล้วชีวิตเหมือนสุญญากาศ หลายคนไม่แน่ใจว่า ว่างแล้วว่างเลยหรืออย่างไร? เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ว่างๆได้จริงหรือ? เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติของการแสวงหาเพื่อความอยู่รอดหรือไม่? ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อมั่นว่า ความว่างจากอารมณ์อันไม่พึงประสงค์ ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ กลับจะทำให้เหลือพื้นที่แห่งความคิดเชิงคุณภาพของชีวิตได้มากยิ่งขึ้น ฯลฯ
ข้าพเจ้าเชื่อว่า “ว่าง” ไม่ใช่อาการ แต่เป็นผลของการปล่อยวางความหลงมัวเมาความสุขในสิ่งล่อใจที่หลอกลวงให้ลืมตัวทั้งปวง การปล่อยวางในความหมายนี้ ไม่เหมือนกับกิจวัตรในเรื่องการปล่อยมือวางของหนักๆที่ถือไว้ ซึ่งเป็นไปโดยสัญชาติญาณปกติ แต่เป็นการปล่อยวางอารมณ์ ที่ต้องอาศัยปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ ถึงโทษทุกข์ของการยึดติดในอุปกิเลสเหล่านั้น ที่มีความหนาบางในแต่ละคนไม่เท่ากัน และแม้ในคนๆเดียวกันอาจมีระดับของความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละกรณี ผู้ประสงค์จะหลุดพ้นจากทุกข์ภัยด้วยการปล่อยวางนี้จึงต้องมีความตั้งใจและจริงใจอย่างต่อเนื่อง
ข้อสำคัญคือ การ “ปล่อยวาง” ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ บนพื้นฐานของการรู้เท่าทันอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ด้วยความไม่ประมาทพลั้งเผลอให้กิเลสเหล่านี้เข้ามาครอบงำโดยไม่รู้ตัว เพื่อมิให้ความ”ว่าง” เกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลา จนไม่แน่ใจว่า “จิตว่าง ..ว่างจริงหรือ??..”
เมื่อจิตเกิดความว่างจากอุปกิเลส ณ ขณะใดขณะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดความปลอดโปร่งใสในปัญญาที่จะดำเนินกิจการงานของชีวิตได้อย่างชาญฉลาดเป็นขั้นตอนไม่เกิดความสับสนในการลำดับความสำคัญของงาน ไม่หยิบจับเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นแก่นสารของชีวิต แต่มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบกิจให้สำเร็จตามเป้าหมายโดยการพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้วยพลังจิตที่แน่วแน่และมีความสุขอย่างแท้จริง


ถ้า “ว่าง” คือผลจากการที่จิตไม่เข้าไปอยู่ในสภาวะ อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง และความขุ่นมัวทั้งปวง(เฉพาะที่เราสัมผัสได้) อันนี้ผมมองว่า ความว่างคือความไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ ดังกล่าวครอบงำ ความว่างจึงไม่ใช่การไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก แต่เป็นภาวะความสงบชั่วคราวของจิต และความว่างจึงไม่ใช่ธรรมที่คงอยู่ตลอดไป ว่างแล้วไม่ว่างเลย มีเกิดมีดับเช่นเดียวกับธรรม อื่นๆ
ถ้า “ว่าง” คือผลของการปล่อยวางจากอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ผมเชื่อว่าว่างได้จริงครับ คนเราอาจจะมี รัก โลภ โกรธ หลง สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป ก็ไม่แปลกครับที่จะมี “ว่าง” เข้ามาด้วย
- ถ้า “ว่าง” คือการอยู่แบบหดหู่ซังกะตาย อันนี้ไม่รอดแน่ครับ
- ถ้า “ว่าง” ในความหมายการ “ปล่อยวาง” จากอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ผมว่านี่เป็นทางรอด ของความทุกข์ แบบโลกๆ ได้เป็นอย่างดีนะครับ
- ถ้า “ว่าง” ในความหมายของ “นิพพาน” อันนั้นผมว่าน่าจะเป็นทางรอดที่ประเสริฐสุดของคนที่เห็นโทษว่าโลกทั้งมวลเป็นทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข์ ภพ ชาติ เป็นทุกข์
-ผมเข้าใจว่า “ว่าง” นี้เป็นธรรมที่มีการนำมาอธิบายขยายความเพิ่มเติมทีหลัง ผมเองก็ยังไม่แน่ใจครับว่า ความ “ว่าง” ในนิยามที่ผมได้ยินถึงบ่อยๆ นั้นคืออะไร เพราะไม่ได้ศึกษาไม่ได้ลงมือปฏิบัติตามแนวทางจิต "ว่าง" ตรงนี้ขอแนวความรู้ครับเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในเรื่องความ “ว่าง” ครับ
- ผมเห็นด้วยครับว่า “ว่าง” ไม่ใช่อาการแต่เป็น “ผล” แต่สงสัยว่าถ้า“ว่าง” เป็นสภาวะที่เป็นผล เราไม่น่าจะสามารถเจริญธรรมที่เรียกว่า “ว่าง” ขึ้นมาโดยตรงใช่หรือไม่ครับ? ตรงนี้ขออนุญาตเรียนถามเป็นความรู้นะครับ ว่าท่านเจริญธรรมในข้อใดครับเพื่อให้เกิดผลเป็นความ “ว่าง”
- สำหรับผมถ้า “ว่าง” เป็นผลมาจากการไม่คิดถึง การข่มไว้ หรือการหลีกเลี่ยงไม่สร้างสิ่งเร้า นั่นยังไม่ใช่การกำจัดอุปกิเลสที่แท้จริงครับ
- ถ้า “ว่าง” คือความสามารถทำใจได้กับการทุกข์โศก กับเรื่องร้ายที่มากระทบใจ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของความฉลาดทางอารมณ์ของมนุษย์แต่ละคนมากกว่า ยังไม่ใช่สามารถกำจัดอุปกิเลสที่แท้จริงได้เช่นกันครับ
ขอบคุณนะคะ...ได้แง่คิดดีๆในเรื่อง "ความว่าง" มากมาย...จะลองนำไปคิดทุกบันทัดที่คุณ U-Me เขียนมานะคะ...
nongnarts