“ว่าง” ไม่ใช่อาการ แต่เป็นผลของการปล่อยวางความหลงมัวเมาความสุขในสิ่งล่อใจที่หลอกลวงให้ลืมตัวทั้งปวง

 

                           

                          

 

                                    

   

                              20090429115914_170 

 

         วิถีพุทธมีแนวปฏิบัติเพื่อความสงบทางจิต คือ ให้หมั่นเพียรในการทำจิตว่างจากสรรพกิเลสทั้งปวง ที่เกิดจากการสัมผัสผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และนำมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง แล้วยึดถือเป็นตัวตน ของเรา ของเขา สะสมเป็นความทะยานอยาก เร่าร้อน อยากมี อยากได้ ไม่รู้จบสิ้น ยากที่จะหลุดพ้นจากชาติภพของการ เกิด แก่ เจ็บตาย แห่งวงจรวัฏสงสาร

 

     เกริ่นไว้ข้างต้นด้วยความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อ่านที่สนใจในการปฏิบัติไปสู่ความ “ว่าง”ตามแนวทางนั้น ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับปุถุชนทั่วไปที่มีชีวิตประจำวันอยู่ท่ามกลางสิ่งยั่วเย้านานัปการ แต่ถึงแม้จะยากเย็นแสนเข็ญเพียงไร หากได้ตั้งใจไว้อย่างมุ่งมั่นแล้วว่า สิ่งนี้คือทางออกของความพ้นทุกข์อันนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขที่เพิ่มพลังแข็งแกร่งของชีวิตอย่างยั่งยืนแล้ว ย่อมคุ้มค่าที่จะแสวงหาหนทางไปสู่ความว่างในความหมายที่กล่าวนั้นอย่างแท้จริง

 

   แก่นแท้ของคำว่า “ ว่าง “ คืออะไร ? ต่างคนต่างมุมมอง บางคนอาจเข้าใจว่า ความว่างคือการไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก ว่างแล้วชีวิตเหมือนสุญญากาศ หลายคนไม่แน่ใจว่า ว่างแล้วว่างเลยหรืออย่างไร? เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ว่างๆได้จริงหรือ? เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติของการแสวงหาเพื่อความอยู่รอดหรือไม่? ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อมั่นว่า ความว่างจากอารมณ์อันไม่พึงประสงค์ ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ กลับจะทำให้เหลือพื้นที่แห่งความคิดเชิงคุณภาพของชีวิตได้มากยิ่งขึ้น ฯลฯ

 

    ข้าพเจ้าเชื่อว่า “ว่าง” ไม่ใช่อาการ แต่เป็นผลของการปล่อยวางความหลงมัวเมาความสุขในสิ่งล่อใจที่หลอกลวงให้ลืมตัวทั้งปวง การปล่อยวางในความหมายนี้ ไม่เหมือนกับกิจวัตรในเรื่องการปล่อยมือวางของหนักๆที่ถือไว้ ซึ่งเป็นไปโดยสัญชาติญาณปกติ แต่เป็นการปล่อยวางอารมณ์ ที่ต้องอาศัยปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ ถึงโทษทุกข์ของการยึดติดในอุปกิเลสเหล่านั้น ที่มีความหนาบางในแต่ละคนไม่เท่ากัน และแม้ในคนๆเดียวกันอาจมีระดับของความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละกรณี ผู้ประสงค์จะหลุดพ้นจากทุกข์ภัยด้วยการปล่อยวางนี้จึงต้องมีความตั้งใจและจริงใจอย่างต่อเนื่อง

 

  ข้อสำคัญคือ การ “ปล่อยวาง” ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ บนพื้นฐานของการรู้เท่าทันอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ด้วยความไม่ประมาทพลั้งเผลอให้กิเลสเหล่านี้เข้ามาครอบงำโดยไม่รู้ตัว เพื่อมิให้ความ”ว่าง” เกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลา จนไม่แน่ใจว่า “จิตว่าง ..ว่างจริงหรือ??..”

 

   เมื่อจิตเกิดความว่างจากอุปกิเลส ณ ขณะใดขณะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดความปลอดโปร่งใสในปัญญาที่จะดำเนินกิจการงานของชีวิตได้อย่างชาญฉลาดเป็นขั้นตอนไม่เกิดความสับสนในการลำดับความสำคัญของงาน ไม่หยิบจับเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นแก่นสารของชีวิต แต่มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบกิจให้สำเร็จตามเป้าหมายโดยการพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้วยพลังจิตที่แน่วแน่และมีความสุขอย่างแท้จริง

                            

                                  20090528162854_125       20090528162854_125    20090528162854_125