ชื่อภาพ ติดคุกแห่งความสุข(ทางจักขุวิญญาณ์) เบื้องหลังลูกกรง (ถ่ายภาพ) โดย อาจารย์ พรรณา ผิวเผือก (แซวนะครับรู้ว่า อาจารย์ นำมาฝากเพื่อเป็นอนุสติ ประกอบบทความ)สืบเนื่อง อนุสนธ์จากอนุทินของท่าน สุญฺญตา @31324 ที่ว่าอ่านทุกข์ สอนทุกข์ เพื่อ “วางทุกข์”อ่านสุข สอนสุข เพื่อ “วางทุกข์” (อาจมีคนสงสัยว่าทำไมไม่วางสุข?)คิดว่าท่าน สุญฺญตา เข้าใจถูกแล้ว แต่คนอื่นมาอ่านอาจจะไม่เข้าใจตาม สมมติบัญญัติ ที่ท่านอ้าง จึงขออธิบายตามความเข้าใจของตนดังนี้ อ่านทุกข์ สอนทุกข์ เพื่อ วางทุกข์ อ่าน(โลกีย)สุข สอน(โลกีย)สุข เพื่อ “วาง(โลกีย)สุข” สุข ทุกข์ นี้เป็นของคู่ๆ กัน เป็นหนึ่งคู่ใน โลกธรรม 8 (ได้ลาภ คู่กับเสื่อมลาภ ได้ยศ คู่กับเสื่อมยศ สรรเสริญ คู่กับการเสื่อมจากการสรรเสริญ/ถูกนินทา และสุดท้าย เมื่อมีสุข ก็คู่กับการเสื่อมจากสุข นั่นคือได้รับทุกข์ (ทุะข/ทุกข = ทนอยู่ได้ยาก) ถ้าเรายัง ไม่ยอม วาง (โลกีย)สุข ยังข้องใน(โลกีย)สุข) ก็ไม่มีวันพ้นจาก กองทุกข์ การที่จะกล่าวได้ว่า วางทุกข์ (นั่นย่อมมีอรรถะ ว่าหมายถึง ต้อง วาง(โลกีย)สุข ด้วยในคราวเดียวกัน) นั่นคือ สุขทุกข์ซึ่งเกิดจาก จักขุวิญญาณ อันได้แก่ ความสุขจากการถ่ายรูป การวาดภาพ การเห็นคนที่รัก ฯลฯชิวหวิญญาณ อันได้แก่ ความสุขจากการได้ลิ้มรสอาหาร เปรี้ยวหวานมันเค็ม จืด เผ็ด ฯลฯฆานวิญญาณ อันได้แก่ ความสุขจากการได้ดมกลิ่นดอกไม้หอม กลิ่นอาหาร ฯลฯโสตวิญญาณ อันได้แก่ ความสุขจากการได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ ฯลฯกายวิญญาณ อันได้แก่ ความสุขจากกายสัมผัส โอบรัด กอดจูบลูบคลำ ขยำขยี้ (เย็น ร้อน ย่อน ตึง แข็ง อ่อน) ฯลฯ พูดสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ หาก วางสุข จาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้ ก็จะทำให้ไม่มีทุกข์ แนวปฏิบัติในการ วางสุข (วางทุกข์ ด้วยในครวเดียวกัน) ก็คือ ศีล 5+3=8 อันได้แก่วิกาลโภชนา เวรมณี=เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ; ป้องกัน กิเลส จาก ชิวหวิญญาณ (รสแห่งอาหาร)+จักขุวิญญาณ (รูปร่างหน้าตาแห่งอาหาร) ถ้าเรากินง่ายอยู่ง่ายไม่ยึดติดใน รส+รูป ของอาหาร เราก็จะไม่ทุกข์ เมื่อ กินอาหารที่มี รูป หรือ รสชาด แย่ๆ แต่เราตระหนักว่า กินสักแต่ว่ากิน กินเพื่อยังอัตตภาพ ไม่กินจนเกินพอดีก็จะไม่ทุกข์ (ในทางการแพทย์กินอาหารตอนกลางคืนไม่ดีต่อสุขภาพ) นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี =เว้นจากพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล และ ทัดทรงตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ และดอกไม้ของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่าง ๆ ; ป้องกันกิเสสอันเกิดจากจักขุวิญญาณ (หน้าตานักร้องนักดนตรี)+โสตวิญาณ (เสียงเพลงจากนักร้อง/เครื่องดนตรี/หรือร้องเอง ก็ดี)+ฆานวิญญาณ (กลิ่นหอมจากดอกไม้/น้ำหอม) = ถ้าเราอยู่ได้โดยไม่ฟังเพลง/ร้องเพลง ดูโขน ดูละคร จิตใจของเราก็จะไม่กระวนกระวาย เมื่อได้ ดูละครที่สะเทือนใจ หรือเมื่อได้ฟังเพลงที่รำคาญหู (เมื่อมีเพลงที่ฟังแล้วเพราะ ก็ย่อมมีเพลงที่ฟังแล้วไม่เพราะ เมื่อมีละครที่สนุก ก็มีละครที่ดูแล้วเครียด ฉะนั้นก็อย่าดูอย่าฟัง ก็จะไม่ทุกข์) อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี=เว้นจากนั่ง นอน เหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลวดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ ;ป้องกันกิเสสอันเกิดจาก กายวิญญาณ (เตียงที่ทำให้เรารู้สึก เย็น ร้อน ย่อน ตึง แข็ง อ่อน) +จักขุวิญญาณ (เตียงที่มีผ้าปูเตียงสีสวยๆ ปักลวดลายต่างๆ เตียงที่ทำจากไม้สัก ไม้มะค่าราคาแพง) ถ้าเราไม่เคยนอนเตียงนุ่มๆ นอนบนเสื่อ ก็ย่อมอยู่ได้ แต่เมื่อนอนเตียงนุ่มๆ แล้วให้ไปนอน บนพื้นที่ปูด้วยเสื่อ ก็ย่อมนอนไม่ได้มันปวด มันเมื่อย มันไม่สบาย หรือมีเตียงที่ นุ่มๆ แล้วแต่ไม่สวย ก็เป็นทุกข์ อยากนอนในโรง เอ้ยในเตียงทองคำ ฉะนั้น ก็จะมัวนอนทำไมกับ ที่นอนนุ่มๆ ที่จะทำให้เกิด ความสุขจอมปลอม เช่นนี้ศีล 5+3=8 ก็คือเครื่องมือที่จะทำให้คนเรา เป็นคนปกติ หนักแน่น (สีล/ศีล=ศิลา) ไม่ ปลิวไปตามกิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่มัวหลง ถ่ายรูป วาดภาพ ฟังเพลง ดู ภาพยนต์ หลงอยู่กับการกิน หลงนอนอยู่กับเตียงนอน (บนที่นอนจะมีใครอยู่ด้วยก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) ไม่บ้าบอซื้อน้ำหอม/เครื่อง สำอางค์ ราคาแพงๆมาเพิ่มความทุกข์ (เห็นมีแต่ครีมที่ทาแล้วหน้าขาว หากมีครีมที่ทาแล้วใจขาวอยากซื้อฝากพี่สาวสัก 2 กระปุก) เพราะความทุกข์ก็คือ มีความสุขน้อย เมื่อไม่ยินดีเสีย แล้วใน ความสุข แห่ง โลกียะ จะหาความทุกข์จากที่ไหนมารุมเร้า สุข ทุกข์ คือของคู่กัน เมื่อละ (โลกีย)สุข เสียแล้ว ก็ไม่มี โลกียทุกข์บทความนี้ ถ้ามีบางคน อ่านแล้วถึงกับ ลด ละ เลิก ถ่ายรูป วาดภาพ เลิกยึดติดกับรสชาดอาหาร เลิกซื้อน้ำหอม เลิกซื้อเครื่องสำอางค์ หรือเลิกนอนบนเตียงนอน หรือบนฟูก โดยการ หัด รักษาศีล 8 แล้ววางความทุกข์ วางความสุขได้ก็ E-mail มาบอกกันบ้างก็ดีนะ ปล. จะเห็นได้ว่า ศีล 8 เป็นสิ่งที่ สวนกระแส กับ โลกียสุข
สวัสดีค่ะ
* อิอิ มารออ่าน อีเมลล์ ค่ะ
* สุขกายสุขใจนะคะ
ขอบคุณคุณพี่อาจารย์ พรรณา ผิวเผือก ที่มาอ่านบ่อยๆ (มิตรรักอักษรา) และขอบคุณที่นำ ภาพประกอบอันสุดแสนที่จะให้ อนุสติ ภาพนี้ ขอนำเป็นภาพประกอบบทความนะครับ
ขอบคุณพี่อาจารย์ Sila Phu-Chaya ที่ติดตามอ่านครับ ดีใจด้วยนะครับแม่กวินและยายของกวินก็ รักษาศีลที่วัด ครับ ตอนเด็กๆ สงสัยว่า ยายทำไม ต้อง ทรมานตัวเองด้วย (รักษาศีล 8 ไม่กินข้าวเย็น นอนบนเสื่อ ไม่ผัดแป้งแต่งหน้า) ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้ว อนุโมทนาบุญด้วยนะครับ :)
รักษาศีล ๕ ให้ปกติก็มีความสุขแล้วคะ..แต่ถ้าใครรักษาศีล ๘ ได้ก็ขออนุโมทนาคะ..ครูแอนงดรับประทานเนื้อสัตว์วันพระคะ...ไม่เบียดเบียนคนอื่น โลกเราก็สงบสุขคะ
การรู้จักตัวตนของตนเอง ตระหนักรู้ทุกลมหายใจ ความพอเพียงในความมีชีวิต คิดได้แค่นี่ก็น่าจะมีชีวิตที่ไม่ทุกข์จนเกินไปนะ
ครูต้อยทำได้เพียง 5 +1
อีก1กำลังฝึกแต่มีเผลอคืองดอาหารยามวิกาล อีก1
ทำไม่ได้เรื่อง นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี แต่ก็งดดูละครบ่อยๆมาก นานๆดูภาพยนตร์จากโรง สักครั้ง
ฟังเพลง ร้องเพลงยังต้องทำเพราะเป็นกิจกรรมที่ช่วยนำพาให้เด็กน้อยมีความสุข คนรอบข้างก็สุข อิอิ
เรื่องอุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี งดมานานหลายปี เวลาไปพักตามโรงแรมก็จะเอาถุงนอนของตัวเองไปใช้ทุกที่ หากลืมก็ดึงผ้าห่มมาปูนอน สบายดี ไม่ปวดหลัง
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกวิน
มาอ่าน...แล้วรีบลงชื่อ....^_^....
อ่านแล้วสุข ๆ ทุกข์ ๆ ปน ๆ กันไป...ฮา...
เอ้า ยิ้ม ๆ หน่อยนะคะ ...
มีความสุขมาก ๆ ค่ะ
(^___^)