วันหยุดสัปดาห์นี้ได้หยุดทั้ง 2 วันเลย นานๆทีจะมีโอกาสแบบนี้สักที หอบงานกลับมาบ้านด้วยเหมือนกัน แต่ตกลงก็ไม่ได้ทำอะไร นั่งอ่านหนังสือมือไม่ว่างและฟังลูกๆเสียเป็นส่วนใหญ่ ในวัยที่เขาโตพอที่จะเล่นกันเองแล้วนี้ เราเพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เสริมที่ดีเท่านั้นก็พอแล้ว

พี่วั้นกลับมาจากกรุงเทพแล้วตั้งแต่เที่ยง เล่าโน่น นี่ นั่นให้คุณแม่ฟังจนเกือบครบทุกเรื่องแล้ว เมื่อเย็นยังอุตส่าห์มีอีกเรื่อง เล่าถึงน้องเล็กๆที่เจอในรถไฟ บอกว่าไปนั่งมองหน้ากันไปมาแล้วทำหน้าเล่นกับน้อง หลอกล่อกันไปมาจนน้องหัวเราะ พอน้องจะลงก็มีการเดินมาโบกมือและสวัสดีพี่วั้นก่อนจะลงด้วย คุณแม่รู้สึกดีใจที่ลูกๆเป็นพี่ที่น่ารักของเด็กอื่นๆเสมอ เขาสามารถหาความสุขเล็กๆได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ได้เห็นน้องฟุงปั่นจักรยานออกกำลังกายแบบถอยหลัง นึกขำลูกว่า คิดได้ยังไง ถามเขาว่าแล้วหน้าปัดมันนับถอยหลังไหม พี่เหน่นบอกว่าไม่หรอกแม่ มันก็นับธรรมดานี่แหละ พวกเราลองกันตั้งแต่แรกๆแล้ว นึกในใจว่า เป็นเด็กๆนี่ดีตรงที่ ช่างคิด ช่างลองอะไรแบบที่เขาคิดเองกันได้เสมอเลย จำได้ว่าเวลาเราสอนลูกทำอะไร เขาก็จะมีวิธีการจัดการให้ได้ผลโดยกระบวนการของเขาเองได้เสมอๆ น้องฟุงก็ถักนิตติ้งได้ ผลออกมาเหมือนที่เราทำ แต่วิธีการนั้นเขาคิดของเขาเอง เอาแบบที่เขาถนัด

สมัยที่ลูกยังเล็กๆ เราก็จะมีกิจกรรมหลายๆอย่างที่ทำด้วยกัน เช่นพับกระดาษ ตัดกระดาษ เป่าลูกโป่งฟองอากาศ ฯลฯ เป็นเรื่องเล่นๆสนุกสนานกันทั้งนั้น ถึงวันนี้ที่ลูกๆกลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมบ้านเรา ที่ใครต่อใครก็เรียน เรียน และเรียน วันหยุดก็ไม่ค่อยมีใครหยุดทั้งวัน มีแต่คนต้องไปเรียนพิเศษกันทั้งนั้น แต่เด็กบ้านนี้ การอยู่บ้านคือการพักผ่อน เวลาเรียนที่โรงเรียนก็เรียนเต็มที่ เราเชื่อว่าลูกทำหน้าที่ได้ถูกเรื่องถูกเวลาอยู่แล้ว ในวัยนี้เราจึงให้โอกาสลูกเลือกเองว่าอยากทำหรือไม่อยากทำอะไร

เห็นลูกๆมีความสุขกับชีวิต ฟังเขาพูด เขาคิดในสิ่งที่เรานึกไม่ถึงหลายๆอย่างแล้วรู้สึกดีใจ เห็นได้ชัดว่าวิธีการที่เราเลี้ยงเขามาแบบที่มองอะไรด้วยทัศนคติที่สร้างสรรค์ จะทำให้ลูกรู้จักใช้ชีวิตแบบนั้นเช่นกัน ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ต้องเครียด ยืดหยุ่นได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ลำบากยากเย็น เราไม่เคยกังวลว่าลูกจะเป็นเด็กก้าวร้าว แม้ว่าเขาจะเคยชอบตะโกน ชอบแผดเสียงร้อง แต่เราสอนให้เขารู้ว่า วิธีนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ใช่วิธีที่เขาจะได้สิ่งที่เขาต้องการ เราไม่กังวลว่าลูกจะเขียนหนังสือไม่ได้ ใช้มือไม่เก่ง แม้ว่าเขาจะไม่ใช้มือจับขวดนมเอง เขียนตัวหนังสือให้อยู่บนเส้นไม่ได้ แต่เราให้กำลังใจและเชื่อว่าเขาจะทำได้เมื่อเขาพร้อม เราไม่กลัวว่าลูกจะเป็นเด็กไม่ฉลาด แม้ว่าลูกจะพูดไม่เป็นคำๆจนอายุ 2 ขวบแล้ว เพราะเราเห็นแล้วว่าลูกมีพัฒนาการอื่นๆตามวัย และสื่อสารกับเราได้ครบถ้วน และเราเชื่อว่าเขาจะทำได้เมื่อเขาพร้อม เราไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่นๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาแย่กว่าหรือเก่งกว่า แต่เราชื่นชมเมื่อเขาทำอะไรๆได้ดีขึ้น เราให้กำลังใจเมื่อเขาพยายาม เรา(พยายาม)ไม่หนิติเตียนเมื่อลูกทำอะไรเสียหาย แต่เราแสดงให้เห็นว่าเราเสียดาย และเราจะป้องกันได้ยังไงไม่ให้เกิดขึ้นอีก

มุมมองต่างๆเหล่านี้ เราเองก็ได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้เราเป็นตัวอย่างให้ลูกได้ และเป็นมุมมองที่ทำให้เราเองก็รู้สึกมีความสุขกับชีวิตตัวเองได้มากขึ้นๆตามลำดับ อยู่กับลูกๆแล้วมีความสุข อยากเอาวิธีการนี้มาชักชวนคุณพ่อคุณแม่ และทุกๆท่านที่มีโอกาสได้เลี้ยงดูเด็กๆว่า ปรับมุมมองให้สร้างสรรค์กันเถอะนะคะ แล้วเราจะได้สร้างความสุขให้กับทั้งลูกและตัวเราเอง