อันโบราณว่าไก่งามเพราะขน คนงามก็เพราะแต่ง คนที่จะงามแท้ต้องรู้จักแต่งทั้งกายแต่งทั้งใจ

เรือนกายนี้หากรู้จักนำเครื่องนุ่มห่มที่พอเหมาะ พอสม พอดี เรือนกายนี้จักงดงาม
ส่วนเรือนใจนั้น หากเจ้าของรู้จักนำธรรมะมาแต่งมาแต้ม โดยหมั่นชะล้างความโลภ ความโกรธ และความหลง เรือนใจนั้นจัก "สะอาด ประเสริฐ บริสุทธิ์และสิ้นสุดแห่งความเห็นแก่ตัว"

บุคคลจักงามพร้อม จักต้องรู้จักนำเวลาที่หลงเหลืออยู่ในมาแต่งเรือนใจด้วยทาน ศีล และ “ภาวนา...

เมื่อกายเรือนกายดูสะอาด ดูพร้อม เหมาะสมกับกาละและเทศะ ขอได้นำปัจจัยที่เหลือมาแต่งเรือนใจเถิด
เวลาแห่งแรงกายก็ดี เวลาแห่งแรงใจก็ดี นำเวลาเหล่านี้ประพฤติให้ถึงพร้อมด้วย “บุญ” อันเกื้อหนุนในบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐

คนที่งามแท้นั้นต้องงามจากใจ งามอย่างพริ้งเพลิด ละมุนละไม เป็นคนที่มีใจดีและใจงาม

หมั่นรักษาศีลอันว่าด้วยการละเว้นในการทำใจให้เป็นบาปคือเศร้าหมอง ใจเจ้าของจักงดงาม
หมั่นทำความดีใจถึงพร้อม ตั้งมั่นอยู่ด้วยความเสียสละ แล้วใจจะอิ่มความดี
ปฏิบัติภาวนาเรือนใจนี้ให้บริสุทธิ์ หยุด รุด ละ เร่ง กรรมดีและกรรมชั่วด้วยสติอันเป็นฐานแห่ง “ปัญญา”

เมื่อมีเวลาแต่งเรือนกาย ย่อมมีเวลาแต่งเรือนใจ ดังเช่นตราบใดที่ยังมีลมภายใจ คนเราไซร้ต้องมีเวลา “ภาวนา”

บุคคลใดงามแต่กาย แต่ใจไม่งาม บุคคลนั้นจักไม่สง่างามอย่างสมบูรณ์
เมื่อเรือนใจงาม เรือนกายย่อมงามอย่างถึงพร้อม

คนมีใจงาม คือ คนมีศีล มีธรรม ประกอบและกระทำซึ่งความดี รวมทั้งเสียสละโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา คำสรรเสริญ คำชม คนติฉิน นินทา อะไร อะไร ก็ไม่เอา คนใจงามเขาก็จะตั้งใจทำความดีไปอย่างนี้...
ใครเห็นก็ทำ ใครไม่เห็นก็ทำ
ทองหน้าพระก็ติด ทองหลังพระก็ติด

ติดทั้งหน้า ติดทั้งหลัง แต่งทั้งกาย แต่งทั้งใจ คนนักไซร้จัก “งดงาม...”