หลังจากพระกุมารกัสสปได้แสดงข้อเปรียบเทียบให้เจ้าปายาสิทางเลื่อมใสและทรงสละความเห็นผิดแล้ว ท้าวเธอได้ยกย่องพระเถระทำนองว่า...
- ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ! ภาษิตของพระคุณเจ้าแจ่มแจ้งยิ่งนัก ประดุจบุคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลง หรือส่องประทีบในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า ผู้มีจักษุได้เห็นรูป...
- ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ! เกล้าฯ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ...
- ขอพระคุณเจ้า จงจำเกล้าฯ ว่าเป็นอุบาสก จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป...
ต่อจากนั้น เจ้าปายาสิก็ได้ตรัสว่า พระองค์ทรงปรารถนาจะบูชาัมหายัญ ขอให้พระเถระช่วยชี้แจงการบูชายัญ... พระเถระจึงได้ชี้แจงการบูชายัญตามนัยพระพุทธศาสนาทำนองว่า...
การฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ และปฏิคาหก (ผู้รับยัญหรือผู้รับทาน) ก็มีความเห็นผิด ดำริผิด... การบูชายัญทำนองนั้น ไม่จัดว่ามีผลมาก ทำนองเดียวกับชาวนาที่นำพันธุ์กล้าชั้นเลวไปปลูกในพื้นที่นายังมิได้แผ้วถางและไร้น้ำฝนตามฤดูกาล ย่อมมีผลน้อยฉะนั้น...
ส่วนยัญที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ และปฏิคาหก ก็มีความเห็นชอบ ดำริชอบ... การบูชายัญทำนองนี้ จัดว่ามีผลมาก ทำนองเดียวกับชาวนาที่นำพันธุ์กล้าชั้นดีไปปลูกในพื้นที่นาซึ่งแผ้วถางจัดแจงไว้อย่างดีพร้อมทั้งมีน้ำฝนตามฤดูกาล ย่อมมีผลมากฉะนั้น...
ครั้นแล้ว เจ้าปายาสิก็เสด็จกลับพระราชวัง ทรงเริ่มตั้งโรงทานบริจาคช่วยเหลือแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง และวณิพกยาจกทั่วไป แต่อาหารและสิ่งของอื่นๆ ในโรงทานตามที่ท้าวเธอทรงรับสั่งให้ของเลวๆ ถูกๆ เช่น ปลายข้าว ผักดอง หรือถ้าเป็นเสื้อผ้าก็เป็นเพียงผ้าเนื้อหยาบ ไร้ราคา... ประมาณนี้
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ครูอ้อยมาอ่านแล้วเจ้าค่ะ ยังมีตอนต่อไปใช่ไหมเจ้าคะ ครูอ้อยจะรออ่านต่อไปเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
นมัสการค่ะ
ส่วนตัวดิฉันเชื่อว่า ชาติหน้า มีจริงค่ะ
กราบ 3 หนค่ะ
โยมคุณครูสนใจเพิ่มเติม เชิญเปิดอ่านจากพระไตรปิฏกและอรรถกถา ตามที่ให้ Link ไว้ในบันทึกแรก เป็นต้น
...........
ถ้าพูดตามหลักศาสนาก็เป็นเพียงความเชื่อ....
ถ้าพูดตามนัยปรัชญา อาจารย์ท่านหนึ่งเคยให้ความเห็นว่า ความเชื่อทางศาสนานั้น จะมีจริงหรือไม่ มิใช่สิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าความเชื่อนั้นเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตของเรา ความเชื่อนั้นก็ถือว่าเป็นจริงสำหรับเราในการดำเนินชีวิต...
.........
เจริญพรคุณโยมทั้งสอง