เว้นค่าวีซ่าดูดนักท่องเที่ยว

เว้นค่าวีซ่าดูดนักท่องเที่ยว เกณฑ์ใหม่ งด.ต่ำหมื่นห้า เม.ย.รับเช็คเงินสด 2 พันรัฐบาลเดินหน้าทุ่มงบสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่หลายฝ่ายติงว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเพิ่มงบกลางปี 2552 จำนวน 1.15 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ใน17 โครงการ ไม่ใช่กระกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างแท้จริง และเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 14 มกราคม นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เศรษฐกิจ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักการกรอบวงเงินการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร 3 ชนิด จำนวน 1.26 หมื่นล้านบาท ได้แก่ 1.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2.5 แสนตัน วงเงิน 2,125 ล้านบาท เป็นวงเงินจ่ายขาด 186 ล้านบาท  2.ปาล์มน้ำมัน 1 แสนตัน วงเงิน 2.5 พันล้านบาท เป็นวงเงินจ่ายขาด 500 ล้นบาท  3.ยางพารา 2 แสนตัน วงเงิน 8 พันล้านบาท เป็นวงเงินจ่ายขาด 200 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุน  ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าวจะเพิ่มเติมจากวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)รับมาดำเนินการแทรกแซงสินค้าเกษตรก่อนหน้านี้ จำนวน 1.1 แสนล้านบาท

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1.ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้กับทุกประเทศ ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะสูญรายได้ไม่เกิน 2 พันล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาจัดสรรงบประมาณชดเชย  2.มอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไปพิจารณาการออกมาตรการด้านดอกเบี้ยและภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยว 3.ให้ส่วนราชการโยกงบฯ สัมมนาในต่างประเทศให้กลับมาจัดในประเทศให้มากขึ้น 4.ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปรายละเอียดการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในสนามบินเสนอเข้ามาเพิ่มเติม 5.ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการปิดสนามบิน6.ให้กระทรวงท่องเที่ยวและระทรวงคมนาคม ขอความร่วมมือสายการบิน เพื่อลดหย่อนค่าโดยสาร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดให้นำกลับมาเสนอต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 20 มกราคมนี้

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า กระทรวงการคลังได้เสนอให้เร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทลูก ที่มีวงเงินค้างอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท และให้เร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐในปี 2552 ที่มีอยู่ 3 แสนล้านบาท ให้เกิดการลงทุนได้ตามแผนงานที่เสนอไว้จริง เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในภาคการบริโภคและการลงทุนของประชาชนและนักลงทุน เพราะเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้งบกลางปีประมาณแสนล้านบาท น่าจะช่วยชดเชยการจับจ่ายใช้สอยในภาคเอกชนที่ลดลงได้ และน่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันและระบบเศรษฐกิจมากกว่า และมีความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจในปี 2552 จะขยายตัวมากกว่า 2%ด้านนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่าถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ คนละ 2 พันบาท ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า ในส่วนของผู้ประกันตนที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนครั้งเดียวรายละ 2,000 บาท สำหรับผู้มีรายไม่เกิน14,000 บาท ซึ่งจากการหารือกับสำนักงบประมาณแล้ว

เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกันตนที่เดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจมากขึ้น จึงได้มีการปรับฐานตัวเลขรายได้มาอยู่ที่14,999 บาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทั้งนี้การปรับฐานเงินเดือนดังกล่าวจะทำให้ครอบคลุมผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจำนวน 8,138,815 คน ซึ่งรวมถึงผู้ประกันตนที่ออกจากงานและประสงค์คงสถานภาพเป็นผู้ประกันตนโดยจ่ายเงินสมทบสองเท่า จำนวน 514,496 คนด้วย ส่วนการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบจำนวน 23 ล้านคนนั้น ตนจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.ครั้งต่อไปด้วยเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้ทั่วถึง

นายไพฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณแก้ปัญหาการว่างงานของกระทรวงแรงงานจำนวน 5,224 ล้านบาทนั้น ได้รับแจ้งจากสำนักงบประมาณว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงได้ให้กระทรวงแรงงาน เกลี่ยงบไปอยู่โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน จำนวน 6,900 ล้านบาท ที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว มาปรับใช้  โดยการนำฝึกอาชีพให้กับผู้ว่างงานจำนวน 500,000 คน  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางจำนวน 120 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดังกล่าวที่เป็นเรื่องเร่งด่วน

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าหลักการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เกิดจากปัญหาการบริโภคของประเทศ หรือดีมานต์ ช็อค ที่ขาดหายไป ขณะที่รัฐบาลได้นำวิธีการต่าง ๆ ที่มีการวิจัยกันมาแล้วมาดู และพบว่าวิธีที่ดีที่สุด คือการนำเงินเข้าถึงมือประชาชน แต่จะให้กับทุกคนที่มีบัตรประชาชนทั้ง 40 ล้านคนในภาคการทำงานคงไม่ได้ จึงต้องเลือกช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย โดยดูจากฐานประกันสังคมและเลือกตัดให้สำหรับคนที่มีรายได้ไม่เกิน14,999 บาท ซึ่งมีประมาณ 8.1 ล้านคน ส่วนบุคลากรภาครัฐ จะให้กับผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ซึ่งมีประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งตนมีแนวคิดว่าจะให้รวมกับข้าราชการบำนาญอีกว่า 2.246 แสนคน โดยจะใช้งบประมาณตามมาตรการนี้18,970 ล้านบาท  อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นิ่ง จะต้องนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.อีกครั้งในวันที่ 20 มกราคมนี้ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกโครงการจะได้ข้อสรุปชัดเจนในวันดังกล่าว ส่วนโครงการอื่นๆที่ถูกตัดงบประมาณ ถ้าอยากทำก็ต้องตั้งในงบประมาณปกติ

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดได้ปรับงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มขึ้นในส่วนของเงินสำรอง เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่กันไว้สำหรับการใช้จ่ายเงินอื่นๆ ที่จำเป็น จาก 2,391 ล้านบาท เป็น 4,091.49 ล้านบาท จึงทำให้ยอดงบประมาณกลางปีเพิ่มขึ้นจาก 115,000 แสนล้านบาท เป็น 116,700 แสนล้านบาท

ขณะที่นายถาวร ลีนุตพงษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร วุฒิสภา กล่าวว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะการแจกเงินคนละ 2 พันบาทให้ไปจับจ่ายใช้สอย เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากของประเทศกลับถูกละเลย ทั้งนี้เห็นว่าการที่รัฐบาลต้องการจะให้เงินหมุนเวียนในระบบนั้น ควรจะทำโดยการออกนโยบายลดปัญหาการตกงาน ด้วยการสร้างงานรองรับจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุดกว่าการโปรยเงินให้คนละ 2 พันบาทแล้วจบ

รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเห็นด้วยที่รัฐบาลจะให้เงิน 2 พันบาทเพื่อลดภาระในการครองชีพแต่คงไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะการให้เงินงวดเดียวเป็นการปัญหาระยะสั้น ควรทำให้เป็นโครงการต่อเนื่องจะมีประโยชน์ต่อผู้ประกันตนมากกว่า ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นการสร้างภาพในการทำงานให้กับรัฐบาลมากกว่า และเห็นว่ารัฐบาลควรดูแลผู้ประกันตนที่มีปัญหาจริง ๆ เช่น ผู้ถูกเลิกจ้างไปแล้ว

ส่วน รศ.ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การให้เงินจำนวน 2 พันบาทต่อคน เป็นการใช้เงินแบบสูญเปล่า ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ทางที่ดีรัฐบาลควรจะนำไปจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ลูกจ้างกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำจะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นประโยชน์กับลูกจ้างและประเทศมากกว่าดีกว่าเสียเงินจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาทไปฟรี

นายพิภพ อุดร อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า จากการทำวิจัยได้ข้อมูลว่าประชาชนในระดับผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีเงินในกระเป๋าก็ไม่ใช้จ่าย เพราะกังวลในเรื่องความมั่นคงในอาชีพ ไม่รู้ว่าจะถูกปลดออกจากงานเมื่อไหร่ แม้แต่ในประเทศสหรัฐฯที่รัฐบาลอ้างเป็นแบบอย่างก็เคยประสบความล้มเหลวในแนวทางนี้มาแล้วที่เคยคืนภาษีให้ประชาชน 600-1,200 เหรียญ ปรากฏว่าคนอเมริกันไม่ยอมใช้จ่ายจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯพังมาจนถึงทุกวันนี้ "นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้เป็นไปในลักษณะขายผ้าเอาหน้ารอด แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้รอดไปก่อนไม่ได้มองเรื่องระยะยาวคือต้องเสริมสภาพคล่องในตลาดเงิน ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าถ้าการกระตุ้นการใช้จ่ายไม่สำเร็จหนี้สินหรือผลพวงจากนโยบายนี้จะหวนกลับมาผูกคอตัวเอง

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.คลัง ในฐานะคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ กล่าวว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 17 โครงการ จำนวน 1.15 แสนล้านบาทคือการปฏิบัติจริงว่าจะเกิดการใช้หมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากถามว่าเงินจำนวน 1.15 แสนล้านบาทพอหรือไม่ เชื่อว่าไม่มีทางพออย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจตกต่ำในปีนี้ต้องตามมาอีกหลายระลอก แต่ต้องดูกำลังของตัวเราเองว่า มีมากแค่ไหน  ทั้งนี้ เงินดังกล่าวจะมีประโยชน์หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของรัฐบาลว่า ต้องการอัดฉีด หาเสียง หรือเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่รัฐบาลนำออกมาใช้แก้ปัญหานี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของอีกหลายประเทศทั่วโลก แม้จะถูกมองว่าเป็นโครงการอภิประชานิยม แต่ถือว่างบประมาณกว่าแสนล้านบาทที่อนุมัติไปนั้นได้ดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมที่สุดแล้ว

ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจในกระทรวงที่ตนเองดูแลถูกตัดจำนวนมาก และไปอนุมัติให้กับโครงการของรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแล นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้ได้ทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วในบางโครงการที่เป็นของพรรคร่วมรัฐบาลที่อาจได้งบน้อย แต่ทั้งนี้เป็นการจัดสรรตามความสำคัญของโครงการซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเม็ดเงินลงสู่ภาคประชาชน ซึ่งเข้าใจกันดี ไม่เกิดการตีรวน

แนวหน้า  เดลินิวส์  ไทยรัฐ  มติชน  ข่าวสด 

โพสต์ทูเดย์  ไทยโพสต์  กรุงเทพธุรกิจ  คม ชัด ลึก  สยามรัฐ 15 มกราคม 2552