แนวคิดทฤษฎีอาการและกลุ่มอาการแสดงในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับยาเคมีบำบัด
เกศนี บุณยวัฒนางกุล,MSN, APN
บทนำ
ปัจจุบันการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือการรักษาด้วยยารักษามะเร็ง เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งในเด็กอย่างกว้างขวาง ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษามะเร็งที่ตอบสนองต่อการให้ยาเคมีบำบัด และสามารถรักษาให้หายได้ในเด็ก เช่น Acute Lymphoblastic Leukemia, Wilm’s Tumor, Ewing’s Sarcoma, Rhabdomyosarcoma และ Retinoblastoma
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการรักษาโรคมะเร็งในเด็กโดยการให้ยาเคมีบำบัดจะเจริญก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันผู้ป่วยเด็กต้องเผชิญกับอาการและอาการแสดง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยา ผู้ป่วยเด็กอาจประสบอาการที่รุนแรงมากน้อยแตกต่างกันตามชนิดหรือขนาดของยาที่ได้รับและการตอบสนองต่อการรับยาของผู้ป่วยเด็กแต่ละคน ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมตามมา พยาบาลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยและบุคลากรทีมสุขภาพมีบทบาทสำคัญในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กเพื่อบรรเทาหรือลดอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการและกลุ่มอาการแสดงที่เกิดจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
อาการและกลุ่มอาการแสดงที่ควรทราบในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับยาเคมีบำบัด
อาการและกลุ่มอาการแสดงที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยเด็กเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นขณะกำลังได้รับยา หรือภายหลังได้รับยาเสร็จแล้ว โดยอาจแบ่งเป็นอาการและกลุ่มอาการแสดงจากยาเคมีบำบัดโดยทั่วไป (common adverse event) ที่พบบ่อย และอาการและกลุ่มอาการแสดงจำเพาะ ดังนี้
อาการและกลุ่มอาการแสดงจากยาเคมีบำบัดโดยทั่วไป จะแบ่งตามระยะเวลาของการเกิดอาการดังนี้
1. อาการและกลุ่มอาการแสดงที่อาจเกิดขณะรับยาเคมีบำบัด ได้แก่
1.1 อาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยหลังได้รับยา เนื่องจากยามีผลโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหารและระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนมากจะเกิดภายใน 1-6 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา และอาจหายไปใน 36 ชั่วโมง ยาบางชนิดภายหลังฉีดทางเข้าทางเส้นเลือดดำ 2-3 นาที ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเด็กคลื่นไส้อาเจียน อาการจะมากน้อยขึ้นกับชนิดของยา แต่หากคลื่นไส้อาเจียนหลายวัน จะทำให้ผู้ป่วยเด็กอ่อนเพลียได้ ยาที่ทำให้คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง (very high potential) มากกว่าร้อยละ 90 คือ Cisplatin, Cyclophosphamide (> 1500 mg/m2), Cytarabine (> 2 g), Melphalan (IV)
1.2 เนื้อเยื่ออักเสบเมื่อยาบางชนิดรั่วออกนอกเส้นเลือด โดยเด็กจะร้องปวดขณะฉีดยา หรือสังเกตเห็นบริเวณที่ให้ยาจะบวมแดง ปวด เนื้อเยื่อถูกทำลาย อาจเกิดเนื้อตายหรือแผลเป็นตามมาได้ ยาที่ทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง (Vesicant) ได้แก่ Actinomycin-D, Docetaxel, Doxorubicin, Epirubicin, Idarubicin, Mitomycin, Oxaliplatin, Vinblastin, Vincristine, และ Vinorelbine ส่วนยาที่อาจทำให้เกิดอาการแสบ บวมแดง แต่ไม่ทำให้เนื้อเยื่อตาย (Irritant) ได้แก่ Bleomycin, CArboplatin, Cisplatin, Cyclophosphamide, Docetaxel, Etoposide, Fluorauracil,, Ifosfamide, Mitoxantrone, Oxaliplatin และ Paclitaxel ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการรักษา และผู้ป่วยเด็กต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้นเพื่อรักษาอาการแทรกซ้อนนี้
1.3 มีไข้ หนาวสั่น อาจเกิดจากภายหลังรับยาทันที จนถึง 6 ชั่วโมง และจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง
1.4 สีและกลิ่นของปัสสาวะอาจเปลี่ยนปลงได้ขณะให้ยา เช่น ยาบางชนิดอาจทำให้ปัสสาวะมีสีเหลือง ยาบางชนิดอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดง
2. อาการและกลุ่มอาการแสดงที่อาจเกิดหลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว 24 ชั่วโมง ได้แก่
2.1 กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากการตกค้าง (end product) ของยาเคมีบำบัดบางชนิด เช่น Cyclophosphamide ไปทำลายเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ ภายหลังได้รับยาอาจทำให้มีเลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ และปัสสาวะเป็นเลือดได้
2.2 อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเกิดจากผลของยาเคมีบำบัดต่อกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท อาจมีอาการนาน 1 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น
2.3 ท้องเดินหรือปวดท้อง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของลำไส้อย่างมาก เนื่องจากมีการอักเสบของลำไส้ และกระเพาะอาหาร หากอาการรุนแรงจะทำให้เกิดการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายและขาดน้ำ และบางครั้งอาจมีอาการท้องผูก ยาที่ทำให้ท้องเสีย เช่น Fluorouracil, Methotrexate, Cytarabine ส่วนยาที่ทำให้ท้องผูก เช่น Vincristine, Vinblastine
2.4 การสร้างเม็ดเลือดและการทำงานของไขกระดูกถูกกด (Myelosuppression) จากการได้รับยาเคมีบำบัดทุกชนิด (ยกเว้น Bleomycin) และ Mytomycin C จะกดไขกระดูกนานที่สุดและกลับสู่ภาวะปกติช้าที่สุด โดยอาการที่พบ
2.4.1 เม็ดเลือดขาวน้อย ทำให้ความต้านทานต่อเชื้อโรคลดลง และติดเชื้อได้ง่าย
2.4.2 เม็ดเลือดแดงน้อย จะมีอาการซีด เหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่าย
2.4.3 เกล็ดเลือดน้อย ทำให้มีเลือดออกง่าย มีจุดเลือด และจ้ำเลือดตามตัว
3. อาการและกลุ่มอาการแสดงที่อาจเกิดหลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว 2-3 สัปดาห์ ได้แก่
3.1 เบื่ออาหาร น้ำหนักลด แต่จะกลับสู่ปกติภายใน 2-4 เดือน
3.2 ผมร่วง (alopecia) อาจเริ่มร่วงหลังได้รับยาแล้ว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นอยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ และอาการผมร่วงมักจะกลับคืนดีได้ โดยผมจะงอกใหม่ใน 2 -3 เดือนภายหลังจากรับยาเคมีบำบัด และผมที่งอกมาใหม่มักหยิกสลวย ดำ และนิ่ม ยาที่ทำให้ผมร่วง เช่น Doxorubicin, Idarubicin, Cyclophosphamide, Ifosfamide, Melphalan, Vincristine, Vinblastine, Bleomycin, Methotrexate
3.3 ปากอักเสบ มีแผลในปาก มักจะเกิดภายหลังรับยาประมาณ 1 สัปดาห์ ริมฝีปาก และเยื่อบุปากจะแห้ง ซีดและมีเลือดออกง่าย ในช่องปากอาจแดง เจ็บ และอาจมีแผลตามมาได้ ทำการรักษาตามปกติ เซลล์จะคืนสู่สภาพปกติภายใน 7-14 วัน ยาที่ทำให้เกิดแผลในปาก เช่น Methotrexate, Cytarabine, Doxorubicin
3.4 ผิวหนังแห้ง เกิดผื่นคัน และนอกจากนี้อาจพบผิวหนังดำคล้ำ (Hyperpigment) จากยา Doxorubicin, Bleomycin, Htydroxyurea, Methotrexate
3.5 ระบบสืบพันธุ์ ทำให้การเจริญเติบโตของไข่และอสุจิผิดปกติ จำนวนอสุจิลดลง ทำให้เป็นหมัน ยาที่ทำให้ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ เช่น Cyclophosphamide, Ifosfamide, Cisplatin, Carboplatin, Doxorubicin, Epirubicin, Etoposide, Idarubicin, Methotrexate, Mitomycin, Vinblastin
นอกจากนี้ อาการและกลุ่มอาการแสดงจากยาเคมีบำบัดที่จำเพาะ ซึ่งอาจพบได้ไม่บ่อยนัก ได้แก่ Cardiotoxicity อาจเกิดภายใน 24 ชั่วโมงหลังรับยา ( พบความผิดปกติของ ECG เช่น ยา Doxorubicin, Epirubicin, Idarubicin, Mitoxantrone) ยาที่ทำให้เกิด Pulmonary toxicity ทำให้มีผลต่อปอด (ส่วนใหญ่เกิดจากยา Bleomycin) ยาที่มีผลทำให้เกิด Nephrotoxicity (ส่วนใหญ่เกิดจาก Cisplatin) ยาที่ทำให้เกิด Bladder toxicity มีเลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ (เกิดจากยา Cyclophosphamide) ยาที่ทำให้เกิด Neurotoxicity (ทำให้ peripheral neuropathy ชา อ่อนแรง ท้องผูก ปัสสาวะไม่ออก มักเกิดจากยา Cisplatin) Central Nervous system toxicity (มักเกิดจากให้Methotreaxate หรือ Cytarabine ทาง intrathecal) ยา L-asparaginase อาจทำให้เกิดอาการแพ้แบบรุนแรง(anaphylactic reaction) และทำให้ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) นอกจากนี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของตับ liver fibrosis (Hepatotoxicity) จากยา 6-mercaptopurine และได้รับ Methotrexate เป็นระยะเวลานาน
ดังนั้นจะเห็นว่า อาการและกลุ่มอาการแสดงจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ดังกล่าวข้างต้น มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเด็กโดยตรง ด้านร่างกาย และอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรม และสังคมตามมาได้ ดังนั้นผู้ป่วยเด็กจึงควรมาตรวจตามแพทย์นัด และรับการรักษาเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญพยาบาลควรมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยเด็ก และให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเด็กและครอบครัว เพื่อสนับสนุน ประคับประคองการป้องกันหรือบรรเทาอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
1. เกศนี บุณยวัฒนางกุล. การรับรู้ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดและพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อบรรเทาผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดในเด็กวัยเรียนโรคมะเร็ง. วารสารการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์. 2545; 2(1): 56 - 66.
2. เกศนี บุณยวัฒนางกุล. การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและครอบครัวแบบองค์รวม. ใน:อรุณีเจตศรีสุภาพ และสุรพล เวียงนนท์, การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, 2550. หน้า 25-32.
3. จรรยา ศรีแสงจันทร์ และ พัชรี คำวิลัยศักดิ์.อาการอันไม่พึงประสงค์ของยาเคมีบำบัด. ใน:อรุณี เจตศรีสุภาพ และสุรพล เวียงนนท์, การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, 2550. หน้า 49-55.
4. Ablin AR. Supportive Care of Children with Cancer. London: The Johns Hopkins University Press, 1993.
5. Redman BK. Patient Self-Management of Chronic Disease: The health Care Provider Challenge. Boston: Jones and Bartlett Publisher, 2004. p 33-52.
อ่านแล้วได้ความรู้มากๆเลยค่ะ โดยเฉพาะผู้ปกครองเด็กที่ให้ยาเคมีบำบัดนะคะ
-
- ดีใจและขอบคุณมากค่ะที่เห็นว่าบันทึกนี้มีประโยชน์ค่ะ
- สวัสดีค่ะ
ไม่อยากผมร่าวเลย ป้าเกศ ทำไงดีให้ผมร่าวน้อยที่สุดครับ