ตอนนี้เป็นตอนที่หมอแหวว เล่าถึง 4 ปีที่ผ่านมาของ โครงการฟันเทียมพระราชทาน ซึ่งก็รวมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุส่งเสริมสุขภาพช่องปากอยู่ในนี้ด้วย มาถึงว่า แล้ววันนี้เราจะทำอะไร เพื่ออะไรกัน ...
ในช่วงเวลาที่กิจกรรมของผู้สูงอายุเริ่มต้นมา ตั้งแต่ปี 2548 ... 4 ปีที่ผ่านมา มีความเจริญก้าวหน้าไปมาก ด้วยความร่วมมือของทุกคน งานได้พัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด และเป็นที่ถูกใจของใครๆ หลายคน และบอกว่า กระทรวงสาธารณสุขมีอะไรดีดี ขึ้นมาตลอดเกี่ยวกับงานผู้สูงอายุ
จากการที่กรมอนามัยมี slogan ว่า "กรมอนามัยส่งเสริมให้คนไทยสุขภาพดี" กรมอนามัยใช้แนวทาง Bangkok Charter นำมาสู่เรื่องกฎบัตรในเรื่องของงานส่งเสริมสุขภาพ ที่เราและยึดถือใน 5 ประเด็นหลัก ซึ่งเราเรียกว่าคำย่อๆ ว่า PIRAB หรือ PBAIR ในปัจจุบัน
กรมอนามัยกำหนดประเด็นยุทธศาตร์ 6 เรื่อง ตาม settings และสิ่งแวดล้อม ส่วนหนึ่งในนั้นคือ งานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ที่ในปี 2030 ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะลงในปี 2031 เพราะว่าเป็นยุคที่รุ่นใหม่กลายเป็นผู้สูงอายุ จะเริ่มประชากรน้อยลง เพราะฉะนั้น อีกหลาย 10 ปีต่อไปนี้ พวกเราก็จะเจอปัญหาของคนที่อยู่ในวัยสูงอายุส่วนใหญ่
ในส่วนของกองทันตฯ เรามีภารกิจที่จะ "ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี" เช่นเดียวกัน และจากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพ ครั้งที่ 6 พบว่า
-
ผู้สูงอายุมีฟันใช้งานได้ 20 ซี่ ลดลงอยู่แค่ครึ่งเดียว
-
ปัญหารากฟันผุ ที่จะทำให้การสูญเสียฟันเพิ่มขึ้นตามมา ร้อยละ 20 ตลอด และพบว่า ไม่ได้รับการรักษาด้วย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น
-
ส่วนของสภาวะปริทันต์ จากการสำรวจพบว่า วัยทำงานพบ 15% แต่พอเป็นผู้สูงอายุ กลายเป็น 68% ให้เรามาวิ่งไล่ถอนฟัน และไปใส่ Full denture ก็เลยเป็นที่มาของชุดสิทธิประโยชน์ที่ทำกันเมื่อปี 2549
-
ในส่วนของสภาวะฟันผุนั้นก็เกิดขึ้นตั้งแต่เล็กสะสมมา ในสูงอายุจึงมีมากขึ้น และพบว่า ไม่ได้รับการรักษา และต้องถอนฟัน
-
ส่วนการสูญเสียฟันทั้งปาก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10
จากปัญหาเหล่านี้จึงทำให้ ส่วนหนึ่งก็คือ เรามาดำเนินการงานผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548-2551 ภายใต้โครงการฟันเทียมพระราชทาน โดยบอกว่า ภารกิจเร่งด่วนคือใส่ฟัน แต่ขณะเดียวกันงานส่งเสริมป้องกัน ก็ต้องช่วยกันพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ โดยสรุปภาพรวมใหญ่ๆ ก็คือ
- ผู้สูงอายุอยู่กับบุตรหลาน อยู่กับญาติ อยู่กับผู้ดูแล กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญ และดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะถ้าต่อไป เราไปลงกับ ผส. ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
- เรื่องการเข้าถึงบริการ สร้างเสริมสุขภาพ ไม่ว่าจะส่งเสริมป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ของ ผส. น้อยมาก เพราะว่าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ไปไม่ไหว ให้ลูกหลานไปก่อน เกรงใจคนทำงาน ประมาณนี้ ก็เลยเข้าถึงได้น้อย
- อีกส่วนคือ ชมรม หรือเครือข่าย เราก็อยากให้ชมรมของเรามีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ในจังหวัด ในที่ต่างๆ ก็น่าจะต้องมามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ
- มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ เช่น เรามีสถานที่แปรงฟันใน รร. แต่ในขณะที่ ผส. ยังมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
ในส่วนของเครือข่ายที่ทำงานกันอยู่ในปัจจุบัน คือ ส่วนกลาง เราประสานกับกับ กรม กองฯ สำนักตรวจราชการ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตฯ ตลอดจนพื้นที่ ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจะมีภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่อไปในอนาคตก็คิดว่า จะมีเรื่องของศูนย์สามวัย เข้ามาโยงด้วยหรือเปล่า กับเรื่องของสถานประกอบการ ที่จะเข้ามาเกี่ยวด้วย เรากำลังถอยเข้าไปทำเรื่องวัยทำงานด้วย เพื่อป้องกันการสูญเสียฟัน เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ
โดยสรุป ในระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุ เรามี 3 โครงการหลัก เรื่องฟันเทียม งานป้องกัน ในส่วนงานรักษานั้นเป็น routine ที่จะต้องอยู่แล้ว และเรื่องของชมรมฯ ที่จะต้องพัฒนาให้เกิด เพื่อให้ผู้สูงอายุจะได้ดูแลตัวเอง และอีกส่วนหนึ่ง คือ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ที่จะเฝ้าระวังสุขภาพช่องปาก เพื่อให้ได้ข้อมูลรายปี และเราจะเริ่มไปลดการสูญเสียฟัน
และจะมีการรณรงค์ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ และการประกวด 10 ยอดฟันดี ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี
ผลของกิจกรรมที่ผ่านมา ได้แก่
-
เรื่องฟันเทียม ... ผู้สูงอายุได้ใส่ฟันปีละประมาณ 32,000 รายต่อปี ปีที่แล้ว (2551) ผู้สูงอายุได้ใส่ฟันถึง 34,000 ราย
-
การอบรมฝึกทักษะร่วมกับคณะต่างๆ และในปี 2552 จะทำที่ มอ. และ มหิดล และอาจมีจุฬา อีก 1 แห่ง
-
การรณรงค์ ส่วนใหญ่ปีละ 2 ครั้ง และปีนี้ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน เลือกไปลงที่กาญจนบุรี ไปวันที่ 17-18 มค.52
-
โอสถสภา สนับสนุนงบฯ บริการให้จังหวัดละ 100 ราย ในปี 52 จัที่อุบลมาแล้ว 1 จังหวัด และกำลังจะไปที่ชัยภูมิ และที่ราชบุรี
-
การจัดนิทรรศการ ประชาสัมพันธ์โครงการเป็นระยะๆ
-
งานติดตามประเมินผล เป็นสิ่งที่ได้ใช้ประโยชน์อย่างมากๆ เพราะว่าข้อมูลจากการติดตามประเมินผลนี้ จะเป็นข้อมูลที่ support ไปถึงระดับนโยบาย ทำให้ทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญตรงนี้
-
มีการศึกษาวิจัย ที่จะต้องพูดในเรื่องของสุขภาพ และคุณภาพชีวิตให้มากขึ้น กำลังทำร่วมกับ 4 จังหวัด ทำให้เรามีข้อมูลที่แม่นขึ้นว่า เรื่องของฟันไปเกี่ยวกับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตได้อย่างไร
-
จากการสำรวจของพื้นที่ พบว่า จากการทำงานมา 4 ปี ผู้สูงอายุมีฟันใช้งานได้ 4 คู่สบ ร้อยละ 4.4 ในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.9 ในปี 2551
-
งานส่งเสริมป้องกันตามชุดสิทธิประโยชน์ ... เริ่มเมื่อปี 2551 ขณะนี้ มี 21 จังหวัด 167 หน่วยบริการต้นแบบ ที่ดำเนินงานอยู่
-
เรื่องของชมรมผู้สูงอายุ ... ตั้งแต่ ปี 2549-ปัจจุบัน
แนวคิดของการทำกิจกรรมในชมรมฯ
-
เรามีศูนย์อนามัย และกองทันตฯ ที่เป็นส่วนกลาง
-
มีหน่วยงานระดับจังหวัดที่ สสจ. มี CUP อยู่ที่อำเภอ มี PCU อยู่ที่ตำบล
-
มีชมรมฯ ตามหมู่บ้านต่างๆ และไปถึงตัวผู้สูงอายุเอง
-
เราอยากเห็นการเชื่อมโยง การสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ เพราะว่า พอชมรมฯ ทำงานเยอะขึ้น กองทันตฯ ก็จะดูแลไม่ไหว ถ้ามีศูนย์อนามัยช่วยดูแลในระดับเขต จังหวัดช่วยดูแลในระดับจังหวัด อำเภอก็ดูแลของตัวเอง ตำบลก็ช่วยดูแลตำบลอีกทีหนึ่ง ... ถ้าเป็นระบบที่ต่อเนื่อง เชื่อมโยง ก็จะทำให้ ชมรมได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เกิดกิจกรรมโดยชมรม นี่คือความคาดหวัง ให้เกิดกิจกรรมโดยชมรม
ส่วนของชมรมที่ดำเนินการมา จะมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ภาคสาธารณสุข ในเรื่องของท้องถิ่น ซึ่งมี อบต. เทศบาล เข้ามาช่วย และเห็นความสำคัญมากขึ้น
ปี 2549 ... เริ่มด้วย 7 จังหวัด ใน 3 ศูนย์อนามัย รวม มี 7 จังหวัด 27 ชมรมฯ
ปี 2550 ... ก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ศูนย์อนามัย มีพื้นที่ 11 จว. 32 ชมรมฯ ก็ยังเป็นต้นแบบตอนแรก ที่ค่อยๆ มีการดำเนินงาน บางแห่งก็เกิด บางแห่งก็ไม่เกิด
และปี 2550 นี้เอง ... ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ จากการจัดมหกรรมประชุมวิชาการ "คืนรอยยิ้มที่สดใส ให้ผู้สูงวัย" มีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมกิจกรรม รวมทั้งมีผู้สูงอายุมาร่วมประชุม มีการให้ความรู้ทางวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย การประกาศเกียรติคุณชมรมผู้สูงอายุ การจัดนิทรรศการโดยชมรม ครั้งนั้น มีผลงานวิชาการดีเด่น 3 เรื่อง ของ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และลำปาง ที่มานำเสนอ ในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่ได้รับรางวัลไป เกิดชมรมผู้สูงอายุให้ความสนใจ
ปี 2551 ... มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากในชมรมผู้สูงอายุ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้เราจึงมีชมรมอยู่ 98 ชมรม ใน 29 จังหวัด และมีการพัฒนารูปแบบทางภาคใต้ ในพื้นที่ 8 จว. 22 ชมรมฯ ซึ่งชมรมผู้สูงอายุก็จะมีการทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ
จากกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุที่ผ่านมา เราพบว่า มีปัจจัยที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ก็คือ
- นโยบาย ผู้บริหารเห็นความสำคัญ และสนับสนุนการทำกิจกรรม
- เครือข่ายศูนย์อนามัย เป็นตัวเชื่อมประสานการทำงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
- ชมรมผู้สูงอายุต้นแบบ หรือผู้สูงอายุต้นแบบสุขภาพดี มีความสามารถสูง เป็นแนวทางของกิจกรรมว่า มีความเป็นไปได้ และเกิดพลังในการทำกิจกรรมต่อยอด
- งบประมาณและสิ่งสนับสนุน ทำให้เกิดความพึงพอใจ และความร่วมมือ
- บุคลากรช่วยในการจัดการความรู้ที่มีศักยภาพ สามารถช่วยในกระบวนการประชุมได้เป็นอย่างดี
การเรียนรู้ที่ได้รับ
- ผู้สูงอายุที่แข็งแรง หรือช่วยเหลือตัวเองได้ มีศักยภาพสูงมากในการทำกิจกรรมร่วมกัน และกิจกรรมที่บำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
- การจัดกิจกรรมที่ต้องใช้กระบวนการจัดการความรู้ต่างๆ เพื่อช่วยในการดำเนินการโครงการได้นั้น ผู้สูงอายุมีประสบการณ์สูงที่สามารถมา ลปรร. กัน
ในวันนี้ เราจึงมาทำเกณฑ์มาตรฐานชมรมผู้สูงอายุส่งเสริมสุขภาพช่องปากัน เพื่อที่จะให้เป็นแนวทางสำหรับทุกๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่า มาตรฐานเป็นเช่นนี้ และถ้า upgrade ตัวเองจะไปทางไหน อย่างไร และเพื่อการมอบรางวัลในอนาคต ที่คงจะต้องมีการเลือกว่า อันไหนดีเด่น อันไหนธรรมดา เป็นการจัดระดับ และสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับผู้ที่ทำงานได้ดี
และพื้นที่ที่มาร่วมงานกันในครั้งนี้ จะได้นำเกณฑ์ไปทดลองกับชมรมในพื้นที่รับผิดชอบ ว่าเกณฑ์ฯ สามารถไปใช้ได้ดีจริงหรือไม่ สามารถดูว่าเป็นชมรมที่ทำกิจกรรมจริงหรือไม่
กิจกรรมวันนี้จึงจะจะมีการนำเสนอกิจกรรมของชมรมฯ และระดมความคิดกัน อาจารย์หมอมัท ก็จะมาช่วยในส่วนของการกำหนดเกณฑ์ว่า จะเป็นอย่างไร ได้ข้อสรุปเกณฑ์แล้ว ก็จะไปค้นหาชมรมผู้สูงอายุที่เข้ากับเกณฑ์ และจะมาประชุมสรุปกันอีกครั้งหนึ่งช่วงปลายปีงบประมาณ เพื่อวิเคราะห์ดูว่าสิ่งที่ทำนี้ได้ผลหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปใช้ทั่วประเทศต่อไปละค่ะ
นี่ก็คือแผนทั้งหมดของการประชุมครั้งนี้ละค่ะ
รวมเรื่อง เกณฑ์มาตรฐานชมรมผู้สูงอายุส่งเสริมสุขภาพช่องปาก