ความงอกงามทางปัญญาที่ได้จากกัลยาณมิตรผู้ร่วมงาน ทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเองระหว่างการทำงาน และหวังว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป

นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งในชีวิต ที่มักได้พบพานเพื่อนร่วมงานซึ่งสามารถเป็นกัลยาณมิตรให้แก่กันได้..

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ใบไม้ย้อนแสงได้พูดคุยกับคนทำปกหนังสือเล่มหนึ่ง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับปกหนังสือที่เราทำงานด้วยกัน  โดยสื่อสารถึงกันผ่านทางอีเมล์

และเมื่อได้อ่านอีเมล์ที่เขาเขียนเปรียบเทียบงานศิลปะกับชีวิตแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ในหนทางแห่งการค้นหาเส้นสายทางศิลปะที่เหมาะกับหนังสือ ก็อาจไม่ต่างกันเลยกับเส้นทางการค้นหาของชีวิต ลองอ่านที่เขาเขียนดูนะคะ

ศิลปะก็เหมือนชีวิตอย่างนี้เอง
 
เราใช้สัมผัสทั้งหกตามที่เรามีอยู่ชั่วขณะเวลา... เราก็รู้สึก จากนั้นก็เลือกดึงเข้า (ถ้าเลือกได้) หรือเราก็ผลักออกไป ไม่เลือกมัน (ถ้าทำได้)
 
ที่ยากแต่สนุกคือ ความเข้าใจแบบรู้แจ้งแทงตลอด ว่าทำไมเลือก ทำไมไม่เลือก และเหตุแห่งความชอบ ไม่ชอบ
 
มันอาจจะเหนื่อยแต่ถ้าใจสงบ สบายๆ ไปเรื่อยๆ
ไม่วอกแวก ไม่ฟุ้งซ่าน วางจากความเชื่อ ความยึดมั่นชั่วขณะ 
แล้วพิจารณาตามความเป็นจริง
แก้ ปรับ เปลี่ยน สร้างเหตุปัจจัย องค์ประกอบศิลปะ เคมี หรือชีวิตต่างๆ ไปเรื่อยๆ (ถ้าอยู่ในวิสัยทำได้)
มันก็คงเป็นวิปัสสนาแบบสายปฏิบัติของปุถุชนได้เหมือนกัน

 
ใครจะรู้ เส้นพู่กันที่ลากได้สมบูรณ์แบบที่สุด อาจจะมีเพียงแค่สองเส้นที่ลากตอนเด็กๆ กับเส้นสุดท้ายที่ลากตอนก่อนตายก็ได้
อยากรู้จัง เส้นสองเส้นนั้นมีอะไรที่ต่างกัน...
 
ระหว่างรอเส้นแบบนั้น...
ผู้ออกแบบทั้งหลายเช่นข้าพเจ้า พึงสังวรในการใช้วิถีแห่งศิลปะ
เพื่อพิจารณาในธรรมอย่างละเอียดแยบคาย (ธรรมวิจยะ และ โยนิโสมนสิการ)
เพื่อให้ทราบประจักษ์แก่ตัวเองว่า  อะไร ทำไมถึงชอบหรือไม่ชอบ อะไรถูกต้องหรือผิด (ตามหลักกาลามสูตร)
 
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะได้ทางสายกลางของปกหนังสือสักเล่ม เท่านั้นแล...

                                     

และในขณะที่ใบไม้ย้อนแสงสู้รบปรบมือกับตัวเองเพื่อเขียนบทความให้หนังสืออีกเล่มหนึ่ง แต่ล่วงเลยเวลาส่งงานมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังเขียนไม่เสร็จ สภาพจิตใจก็นิ่งบ้าง ไม่นิ่งบ้างไปตามประสา รุ่นพี่นักเขียนที่เขียนหนังสือเล่มนั้นด้วยกัน ก็ส่งอีเมล์มาให้กำลังใจ และให้พิจารณาดูจิตของตัวเอง  เรียกว่าส่งธรรมะมาให้สติอย่างทันท่วงทีเลย

"เคยฝึกดูจิตบ้างไหม
 
ลองกลับมาดูที่จิตตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่กลบความรู้สึกที่แท้จริง เราจะเห็นจิตชัดเหมือนส่องกระจกดูใบหน้าตนเอง
 
ว่า แท้จริง จิตที่เข้ามาอาศัยในกายเรามีมากมายมหาศาล
ในขณะที่เราลนลาน อาจจะมีจิตที่กังวล เกร็ง ว่างานจะไม่ดี หรือกังวลว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์

พอถูกชมก็ฟู ตั้งใจทำงานจนไม่เผื่อว่ามีงานเยอะ ต้องแบ่งปันเวลาให้งานอื่นๆ ด้วย หรือ เป็นตัวตนอันหนึ่ง ที่อิสระจนเคย พอถูกตามงานเลยทำอะไรไม่ถูก

ก็ลองตรวจสอบจิตตัวเองดูละกัน..

พอเจอมันจริงๆ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะมันเป็นเพียงสภาวะหนึ่ง
มันเป็นเพียงการทำงานของจิตที่ยังไม่เป็นหนึ่ง เวลาเจออะไรที่จิตถูกใจ หรือไม่ถูกใจ มันก็จะกระโดดไปเกาะทันทีโดยลืมหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จในตอนนั้นไป"

ความงอกงามทางปัญญาที่ได้จากกัลยาณมิตรผู้ร่วมงาน ทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเองระหว่างการทำงาน และหวังว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป

ขอบคุณเหล่ากัลยาณมิตรทุกท่านที่ให้แสงสว่างทางปัญญาผ่านการงานที่หลากหลาย แม้ว่าในที่นี้จะกล่าวถึงเพียงกัลยาณมิตรในสายงานหนังสือเท่านั้น

ขอคารวะกัลยาณมิตรทุกท่านด้วยหัวใจค่ะ ..^__^..