วันหนึ่งพ่อปั๋น อินหลี ได้หอบเอาเอกสารปึ้กหนึ่งที่รวบรวมเอาเรื่องราวการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ผืนป่าบ้านหลวงเอาไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกับประกาศในหน้าหนังสือกรุงเทพธุรกิจ เรื่อง การเชิญชวนส่งผลงานเรื่องสั้นเข้าร่วมประกวดรางวัล “จุดประกาย’51 Awards สู่สังคมที่ดีงามและสันติ” พ่อปั๋น มาพร้อมกับบันทึกเรื่องเล่าของการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาป่าที่รู้จักกันว่า “กลุ่มบ้านหลวงหวงป่า” จนเป็นตำนานของคนเมืองน่าน เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ป่าชุมชนในระดับประเทศ
พ่อปั๋น ในวัยเจ็ดสิบกว่าที่แม้จะชราลงไปมาก แต่ร่างกายยังแข็งแรง จิตใจยังกล้าแกร่ง ความจำยังดีเยี่ยม สามารถเล่าเรื่องแห่งอดีตได้ทุกบททุกตอน ชนิดที่จำชื่อคน วัน เดือน ปี และสถานที่ได้อย่างดีเยี่ยม ยกเว้นเรื่องเดียวที่พ่อปั๋นได้แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมของสังขารคือ “หู” ที่ไม่ค่อยได้ยินชัดนัก แม้จะมีหูช่วยฟังก็ตามที
หากเอ่ยถึงตำนานการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์ป่าชุมชน หนึ่งในตำนานของนักต่อสู้ของเมืองไทย คือ กลุ่มบ้านหลวงหวงป่า ที่นำโดยพ่อปั๋น อินหลี ที่ร่วมกับชาวบ้านอำเภอบ้านหลวงต่อสู้นายทุนและภาครัฐที่เข้ามาสัมปทานป่าในเขตอำเภอบ้านหลวงจังหวัดน่าน (อ่านรายละเอียดเรื่องกลุ่มบ้านหลวงหวงป่าได้ที่นี่ ๑, ๒, ๓, ๔)
พ่อปั๋นมุ่งมั่นว่าอยากส่งเรื่องเล่าที่พ่อได้บันทึกไว้นี้ไปเข้าร่วมประกวดกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในครั้งนี้ มิได้หวังเงินรางวัลแต่อย่างใด หากแต่อยากให้เรื่องราวของของกลุ่มบ้านหลวงหวงป่าเป็นเรื่องที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้มีจิตสำนึกในการที่จะช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ถากถางทางมาให้ลูกหลานได้เดินตามแล้ว แล้วเราจะยังทำลายมรดกที่คนรุ่นเก่าได้สร้างไว้ให้เราได้หรือ


ฟังเรื่องที่พ่อปั๋นเล่าและลงมือเขียนด้วยลายมือตนเองแล้ว ทำให้เราต้องนึกทึ่งทั้งตัวเรื่องที่เขียนมาจากหยาดเหงื่อและการต่อสู้ เป็นเรื่องสั้นที่ไม่สั้นหากแต่เป็นตำนานคลาสสิกที่เล่าขานมายาวนาน มีผู้คนเข้ามาศึกษาเรียนรู้ทั้งในและต่างประเทศอยู่เนื่องนิตย์ และที่ทึ่งกว่านั้นพ่อปั๋นในวัยที่ชรามากแล้วยังตั้งใจเขียนเรื่องเล่าด้วยตนเอง ผมและคุณสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน อึ้งพักใหญ่ว่าจะทำเรื่องที่พ่อปั๋นได้เขียนเรื่องเล่านี้ไปส่งเข้าประกวดได้อย่างไร เพราะหากดูหลักเกณฑ์เรื่องการเขียนเรื่องสั้นแล้ว เรื่องที่พ่อปั๋นเขียนมาอาจไม่เข้าหลักเกณฑ์นัก หากแต่มองอีกมุม นี่คือเรื่องสั้นที่มีชีวิต เป็นชีวิตจริงของการต่อสู้เพื่อคนและป่า
บันทึกนี้อยากให้ทุกคนได้อ่าน และเข้ามาต่อเติมเสริมแต่งเรื่องสั้นแต่ไม่สั้นของพ่อปั๋นให้มีชีวิตชีวาและพลังมากขึ้น ที่สำคัญได้ก่อพลังใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนต่อไป
พ่อปั๋น อินหลี เป็นบุคคลที่เล่าเรื่องต่างๆในอดีต ผ่านความทรงจำที่แม่นยำ และมีพลังส่งผลให้ผู้รับฟังมีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ ประดุจกับว่าได้ไปนั่ง ยืน อยู่ร่วมเหตุการณ์
ผมเคยไปสัมภาษณ์ พ่อปั๋น เมื่อครั้ง ทำสารคดีสั้นให้กับโครงการเติมหัวใจให้สังคมพร้อมทีมงานต้นกล้าฝัน ขณะที่พ่อปั๋น เล่าเรื่องของท่านไป พล็อตเรื่องและตัวละคร ที่มาพร้อมกับ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของนักต่อสู้ตัวจริง เรื่องราวเหล่านั้น มันชวนให้ผมคิด ถึง การทำหนังสั้นเชิงอัตชีว ของ ตำนาน คนห่วงป่า (แต่ความคิดก็เป็นหมันลงด้วยเงื่อนไขบางประการ)ในส่วนตัวผมคิดว่าไม่ใช่เพียงเรื่องราวของพ่อปั๋น อินหลี เท่านั้น ยังมีอีกหลายท่านที่น่าจะมีการจัดทำ คลังความดี ไว้ให้ชัดเจน สมกับคุณงามความดีที่ท่านทั้งหลายได้สั่งสมทำมา
ปัจจุบันผมก็ยังมีความหวังและไขว่คว้าโอกาสที่จะกลับไปทำหนังสั้นเรื่องนี้อยู่
ท้ายสุด ก็ภาวนาให้ พ่อปั๋น อินหลี มีสุขภาพแข็งแรง และยังรอที่จะให้ข้อมูล บอกเล่าตำนานที่มีชีวิต ผ่านต้นตำนานที่ยังมีชีวิตเช่นกัน
ขอบคุณครับ
ถ้าเมื่อไหร่ที่ได้ยินชื่อ "พ่อปั๋น อินหลี" ทำให้นึกถึงผู้เฒ่าที่มีจิตวิญญาณในการรักษ์ หวงแหน ผืนแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเองจนยอมสละชีวิตส่วนตัวในการที่จะก้าวออกมาต่อสู้กับอิทธิพลเถื่อน เพียงเพื่อให้ป่าบ้านหลวงยังคงอยู่
เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิฮักเมืองน่านได้รับการติดต่อจากพ่อปั๋น เรื่องของการพัฒนาโครงการเพื่อส่งกองทุนสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้มีโอกาสไปบ้านหลวงเพื่อพบปะ พูดคุยกับพ่อปั๋น พร้อมแกนนำซึงมีทั้งนายกอบต. นักวิชาการ ผู้ใหญ่บ้าน ในวันนั้นได้เห็นพลังของผู้เฒ่าปั๋น ที่อยากจะให้เกิดกลุ่มก้อนที่จะมาช่วยกันสานต่อความรักษ์ป่าบ้านหลวง แนวคิดในวันนั้นได้สรุปรวมกันออกมาแล้วว่าอยากจะให้เกิดกิจกรรมการดูแลรักษาป่า อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังอยากให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานได้ตระหนัก และสืบทอดต่อไป ซึ่งพ่อปั๋นได้นำเอาเอกสารที่เป็นเพียงลายมือเขียนด้วยดินสอ (แต่มีคุณค่ามหาศาล)มาให้ดู เป็นประวัติ และแผนที่แสดงขอบเขตป่าบ้านหลวง (ประมาณ 21,500 ไร่) พ่อปั๋นได้พูดกับทุกคนว่า "พ่อแก่แล้วอยากให้มีลูกหลานมาช่วยกันสานต่อความคิด ซึ่งหากเป็นเพียงกล่มใดกล่มหนึ่งในบ้านหลวงคงไม่เพียงพอที่ป่าจะอยู่ได้ อยากจะให้คนทั้ง 4 ตำบลในบ้านหลวงมาช่วยกัน"