การที่เราได้เกิดมาชีวิตนี้ ความทุกข์ที่ติดตามมากับร่างกายนั้นก็เป็นความทุกข์ที่เกินจะทนได้
หน้าที่ที่จะต้องฝึกจิตนี้ให้ปล่อยวางอันความทุกข์ในร่างกายนี้ก็มีมากมายประดุจเกวียนที่ย่อมติดตามโคไปทุกหนทุกแห่ง
แล้วเหตุใดชีวิตบางชีวิตจึงต้องทุกข์ ต้องอมทุกข์ ต้องจมทุกข์กับการถกเถียงกัน ทะเลาะกัน โกรธเคืองกันกับเรื่องราวของ "ความรู้" ความเข้าใจ ที่เผยแพร่อย่างกระจัดกระจายอย่างไร้จุดมุ่งหมายในสังคมนี้
แต่ทว่า... หากเรานำความวุ่นวาย ความทุกข์ทั้งปวงที่ได้พบ ได้เจอ ได้สัมผัสมาแล้วนั้น
นำความทุกข์มาเป็น "ปุ๋ยให้ชีวิต"
นำมาขบ มาคิด มา "พิจารณา" ย่อยสลายแล้วนำไปบำรุงจิตใจให้เกิดมี "ปัญญา" ที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเฉพาะหน้าและเฉพาะตนได้แล้วนั้น
ชีวิตนี้จักประสบพบกับความสุขขึ้นอีกมาก
ชีวิตทั้งหลายที่นำปุ๋ยแห่งปัญญามาใส่ลงในชีวิตนั้น ชีวิตของเขาจะงดงาม รุ่งเรือง ชูช่อ ออกใบ ออกดอก ออกผล ให้ตนและบุคคลทั้งหลายได้ชื่นชม ได้เก็บเกี่ยว ลิ้มรส สูดดม ซึ่งความดีงาม ความหอมหวลที่ไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่งและแอบแฝง
วิญญูชนทั้งหลายพึงนำความเลว ความร้าย อันเป็นความทุกข์ที่ตนได้สร้างขึ้น ได้ก่อขึ้น ด้วยสองมือ หนึ่งปาก และอีกหนึ่งจิตใจนี้ มาเป็นเครื่องประทังชีวีของตนด้วยตนเองเถิด
ด้วยเหตุนี้วิญญูชนทั้งหลาย จักเป็นผู้เข้าถึงซึ่งความสงบสุข ด้วยปัญญาของตนเอง
ปัญญาที่เกิดขึ้นจากความทุกข์ของตนเอง ซึ่งจักนำมาซึ่งการดับทุกข์ของตนเอง...
ท่านกล่าวได้ซึ้งกินใจ
ให้
นำความทุกข์มาเป็น "ปุ๋ยให้ชีวิต"บำรุงจิตใจให้เกิดมี "ปัญญา
ขอน้อมรับ