ยุทธการพอเพียง

ความเข้มแข็งของกลุ่มกิจกรรม

จากรากฐานทางวัฒนธรรม

 

การก่อตัวเพื่อจัดตั้งชุมชนสำหรับความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์

                ความน่าสนใจที่สำคัญประการหนึ่งของชุมชนบ้านสระบัวก็คือพลังของการจัดการทรัพยากรผ่านการรวมกลุ่มขอชุมชนกันเองที่เรียกว่ากลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านสระบัว  กลุ่มอนุรักษ์ประมงบ้านสระบัวไม่ได้เกิดขึ้นจากการขบคิดที่อยากตั้งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมการอนุรักษ์ทะเลด้วยสถานการณ์ปกติ หากแต่ว่าการเกิดขึ้นของกลุ่มอนุรักษ์บ้านสระบัวที่เกิดขึ้นในท่ามกลางสถานการณ์ที่วิกฤตินั้นสามารถดำรงคงอยู่อย่างมีพลังในสถานการณ์ปกติได้อย่างไร เพราะหากเป็นการรวมตัวท่ามกลางวิกฤติเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็น่าที่จะทำให้การรวมกลุ่มนั้นสลายตัวลง การที่กลุ่มสามารถดำรงความเป็นกลุ่มก้อนมาได้จนปัจจุบันนั้นนับว่ามีความน่าสนใจยิ่ง และกลุ่มอนุรักษ์ฯ บ้านสระบัวดำรงบทบาทและสถานะของตนเองอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์ปกติ  ความน่าสนใจประการต่อมาของกลุ่มอนุรักษ์ก็คือ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับบทบาทเดิมแต่ทว่ามีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์จริงของชุมชน  กลุ่มอนุรักษ์เกิดขึ้นด้วยภาวะการคุกคามของเรือประมงอวนรากอวนรุนที่เข้ามาทำลายทรัพยากรทางทะเล โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตลอดในระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา จากภัยคุกคามของเรือประมงพานิชย์ชุมชนได้ใช้หลายวิธีการโดยเฉพาะการดำเนินการผ่านกลไกภาครัฐ โดยการยื่นข้อเรียกร้องให้จัดการกับการรุกล้ำเข้ามาของเรือประมงพานิชย์ แต่ทว่ามาตรการต่างๆไม่ได้ผลทำให้ชุมชนจำเป็นต้องคิดกลไกใหม่ในการดำเนินการเพื่อกดดันให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง  มาตรการทางสังคมของคนเล็กคนน้อยก็คือการประกาศผ่านสาธารณะว่าพวกเขาเดือดร้อนโดยไม่ได้รับการเหลียวแล การปิดถนนบริเวณชุมชนจึงเป็นมาตรการตอบโต้ต่อความเพิกเฉยของภาครัฐและการไม่เคารพกฎหมายของกลุ่มทุน การดำเนินการครั้งนั้นนำมาซึ่งการแก้ปัญหาชั่วคราว  เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่ามีแต่พวกเขาเองจึงแก้ปัญหาของตัวเองได้ จึงเกิดกระบวนการร่วมคิดร่วมทำและตกลงกันว่าหลังจากนี้เราจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำหน้าที่เฝ้าระวังการรุกล้ำเข้ามาของเรือประมงพานิชย์และทำกิจกรรมการอนุรักษ์ร่วมกัน

                เมื่อเกิดการรวมกลุ่มก็ก่อให้เกิดกิจกรรมตามมารวมทั้งการจัดการบางอย่างเพื่อให้งานที่คิดขึ้นมาสามารถดำเนินการได้ สมาชิกกลุ่มได้ช่วยกันสละเงินคนละ ๑๐ บาท เพื่อสมทบเป็นกองทุนสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆของกลุ่ม เช่น มีการวางเวรยามสำหรับเฝ้าระวังเรือ กิจกรรมการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง  ในช่วงแรกการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มอนุรักษ์ยังไม่มีกิจกรรมหลายด้าน เน้นการระวังและการอนุรักษ์เป็นหลัก กิจกรรมที่โดดเด่นของกลุ่มอนุรักษ์จึงเป็นกิจกรรมการอนุรักษ์ เช่น การทำซั้ง ทำโป๊ะ ปะการังเทียม และจากการดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์พบว่า ทรัพยากรในท้องทะเลเพิ่มสูงขึ้นทำให้กิจกรรมการอนุรักษ์กลายเป็นกิจกรรมหลักของกลุ่ม  อย่างไรก็ตามแม้ว่ากิจกรรมการอนุรักษ์จะเกิดผลดีต่อชุมชนแต่ว่ากลุ่มอนุรักษ์ก็ยังมีอุปสรรคหลายประการสำหรับการดำเนินการ อีกทั้งปัญหาของชาวประมงยังเกี่ยวข้องอย่างเป็นลูกโซ่ โจทย์ของพวกเขาก็คือ แล้วจะคลี่คลายปัญหานั้นอย่างไร  แม้ว่าในช่วงนั้นจะไม่มีทุนมากมายแต่สิ่งที่กลุ่มอนุรักษ์มีก็คือ ทุนคน เป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ เสียสละ และเต็มไปด้วยจิตใจใฝ่เรียนรู้   สิ่งนี้เป็นทุนสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ  ที่สำคัญกว่านั้นกลุ่มคนเหล่านี้รู้จักตั้งคำถาม เพราะการตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการแก้ปัญหาในเวลาต่อมา ความสำคัญของการตั้งคำถามคือการทำความรู้จักกับปัญหา เมื่อมีคำถามเกิดขึ้นบวกกับจิตใจที่เสียสละอยากแก้ปัญหาจึงเกิดการแสวงหาวิธีการต่างๆตามมา  จากการไม่รู้ก็เกิดกระบวนการศึกษาเรียนรู้เกิดขึ้น แกนนำชุมชนจึงไปเรียนรู้ตามที่ต่างๆ จนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการแก้ปัญหา  รวมทั้งเกิดการมองเห็นสภาพปัญหาทั้งหมดรวมทั้งวิธีการรูปแบบของการแก้ปัญหา ประการสำคัญพวกเขารู้ว่าเส้นทางเดินของการแก้ปัญหานั้นต้องค่อยๆเดิน

                เมื่อวิชาพร้อมในระดับหนึ่งจึงร่วมกันลงมือทำ เริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ทำจนเกิดผลประจักษ์เมื่อคนอื่นเห็นก็ทยอยเข้าร่วมในภายหลัง  แม้มีรูปแบบการแก้ปัญหาที่หนึ่งแล้ว  แกนนำก็คิดรูปแบบในการแก้ปัญหาที่สอง ปัญหาที่สามและที่สี่ตามมา เพราะปัญหาการทำประมงนั้นเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ทำให้กลุ่มองค์กรที่เกิดขึ้นในชุมชนบ้านสระบัวเป็นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องสนับสนุนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ระบบบริหารจัดการก็ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วยเพราะ การบริหารจัดการกลุ่มที่นี่ มีกลุ่มผู้นำเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางหลัก กลุ่มผู้นำกลุ่มนี้คือคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์นั่นเอง   โดยในปัจจุบันชุมชนบ้านสระบัวมีกลุ่มกิจกรรมต่างๆอยู่หลายกลุ่ม  ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่แกนนำกลุ่มอนุรักษ์เรียนรู้ริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมา และผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงแต่ชาวประมงเท่านั้นแต่ยังมีสมาชิกชุมชนที่ประกอบอาชีพอื่นๆด้วย  จากกระบวนการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ชุมชนบ้านสระบัวได้ตอบคำถามที่สำคัญว่า การแก้ปัญหาเรื่องประมงมีปัญหาซับซ้อนโยงใยหลายปัญหา กระบวนการแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยเครื่องมือที่หลากหลายตามไปด้วย  และกิจกรรมทั้งหลายของสรบัวคือคำตอบที่จะอธิบายว่าคนสระบัวคิดอะไรและทำอะไร กับการจัดการปัญหาจนนำไปสู่การสร้างสุขของชุมชน

 

 

 

ปลูกป่าชายเลนบนพื้นที่งอกใหม่ : เพื่อสร้างบ้านที่มั่นคงแก่สัตว์น้ำ

                บ้าน คือ สถานที่ที่สิ่งมีชีวิต ใช้อยู่ กิน หลบภัย และดำรงชีวิต เมื่อนึกถึงบ้านจะนึกถึงความอบอุ่น และในสำหรับสัตว์น้ำชายฝั่งนั้น บ้านของสัตว์น้ำ คือ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งในท้องทะเล แต่ถ้านิยามคำว่าบ้านของสัตว์น้ำที่หมายรวมไปถึง การดำรงอยู่เพื่อสืบพันธ์และการอนุบาลลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน หลายคนคงนึกถึงแหล่งปะการังและระบบนิเวศน์ป่าชายเลนซึ่งเป็นบ้านของสัตว์น้ำที่ดีที่สุด  ปัจจุบันจากการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมทั้งการบุกรุกเพื่อการประกอบอาชีพ ในปัจจุบันป่าเลนได้ลดหายลงไปมาก  อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชายฝั่งที่สำคัญในการกัดเซาะและการงอกใหม่ของชายฝั่ง

                บ้านสระบัวเดิมมีชายหาดที่เลื่องชื่อ  แต่จากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ชายหาดถูกกัดเซาะจนหายไป เมื่อเกิดการงอกใหม่ก็ไม่ได้เป็นเป็นผืนทราย  แต่กลายเป็นหาดเลนงอกใหม่มีพื้นที่ประมาณ ๕๐๐ เมตรขนานไปกับฝั่ง  จากหาดทรายกลายเป็นหาดเลนนี้   เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบนิเวศน์ใหม่  ไปในทางที่ดีขึ้น หาดโคลนกลายเป็นแหล่งผลิตห่วงโซ่อาหารที่สำคัญให้แก่ระบบ

                หลายปีที่ผ่านมาชุมชนจึงเร่งปลูกป่าชายเลนเพื่อหวังสร้างเป็นบ้านที่มั่นคงแก่สัตว์น้ำ  เป็นแหล่งเพาะพันธ์  เป็นแหล่งอนุบาล และแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ  จากการที่ชุมชนเห็นคุณค่าของการปลูกป่าชายเลน ทำให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้ามาปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการตั้งค่ายอนุรักษ์ที่บ้านสระบัวของนักเรียนจากที่ต่างๆ   ทำให้การปลูกป่าชายเลนมีการทำซ้ำและต่อเนื่องขยายแปลงปลูกป่าออกไปตามแต่สถานที่จะเอื้ออำนวย

                ปลูกป่าชายเลนอย่างไรจึงให้รอด หลายแห่งหลายที่ปลูกซ้ำไปซ้ำมาแต่ก็ไม่ได้เพิ่มปริมาณของป่าชายเลนแต่อย่างใด  การปลูกป่าชายเลนที่บ้านสระบัวจะเน้นต้นโกงกางเป็นหลัก  เนื่องจากเห็นว่าต้นไม้พันธุ์อื่น  จะลอยมาติดชายฝั่งและงอกขึ้นเองตามธรรมชาติ  การปลูกป่าชายเลนนั้นมีหลักการใหญ่ๆ สองแบบ คือ เน้นการปลูกจากฝั่งลงไปในทะเล และจะปลูกจากด้านทิศใต้ขึ้นทางไปทิศเหนือ  ทั้งนี้เนื่องจาก บริเวณใกล้ฝั่งทางด้านทิศใต้ดินเลนจับตัวหนาแน่น ไม่เป็นดินเลนเหลว เพราะการปลูกบนดินเลนเหลวในช่วงมรสุมจะถูกคลื่นซัดได้ง่ายต้นไม้ที่ปลูกจะถูกซัดขึ้นมาบนฝั่งส่งผลให้การปลูกไม่ได้ผล และการปลูกจากริมฝั่งลงไปในทะเล  ทำให้พันธุ์ของต้นไม้ป่าชายเลนอื่นๆ เช่น ต้นแสมที่ลอยมากับน้ำ สามารถลอยมามาใกล้ฝั่งได้ และจะติดต้นโกงกางที่ปลูกไว้ สามารถงอกขึ้นได้เองตามธรรมชาติเนื่องจากไม่มีอะไรต้นไม้หรือวัสดุกีดขวาง  จุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่ชุมชนเรียนรู้  คือ บริเวณใดที่ต้นแสมเริ่มขึ้นหรือเริ่มงอกตามธรรมชาติ แสดงว่าดินเลนบริเวณนั้นเหมาะสำหรับการปลูกต้นโกงกางได้แล้ว เพราะดินเลนทุกที่ใช่ว่าจะปลูกป่าชายเลนได้เสมอไป  เพราะคุณภาพดินยังไม่เหมาะสม  นอกจากนี้ในการปลูกป่าชายเลน  ก่อนปลูกชุมชนยังช่วยกันนำกิ่งไม้หรือไม้ไผ่ ปักไม้ด้านหน้าของต้นไม้เพื่อป้องกันสิ่งของและคลื่นที่พัดเข้ามากระทบต้นไม้โดยตรง อีกทั้งหากปล่อยให้ขยะมาปิดที่ยอด  ต้นโกงกางเหล่านี้ก็จะไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด

                นอกจากการปลูกป่าชายเลนแล้วยังมีการใส่ปุ๋ยชีวภาพให้แก่ต้นไม้ด้วย  มีการนำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดปั้นเป็นก้อนกับดินเลนผสมกับน้ำหมักชีวภาพ แล้วไปไปวางทั่วแปลงป่าชายเลนที่ปลูก  ส่งผลให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี  ระบบนิเวศน์ของหน้าดินก็อุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย  ดังจะเห็นได้จาก บริเวณป่าชายเลนที่ปลูกใหม่เต็มไปด้วยปลาตีน  และนกน้ำที่หากินตามแนวป่าชายเลน

                ในอนาคตชุมชนจะสร้างแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ที่นี่เพื่อเรียนรู้การอนุรักษ์และระบบนิเวศน์ชายฝั่งแก่เยาวชนและบุคคลทั่วไป  ซึ่งเยาวชนจะเป็นกำลังหลักในการขึ้นมาช่วยกันดูแลทรัพยากรที่หน้าบ้านตนเองต่อไป

         

 

 

การปักหมฺรำไม้เสม็ด: บ้านของสัตว์น้ำบนฐานภูมิปัญญา

          หมฺรำ คือ บ้านของสัตว์น้ำที่ชุมชนตั้งใจสร้างให้  เพื่อเป็นบ้านที่ใช้วัสดุธรรมชาติเลียนแบบธรรมชาติ เลียนแบบป่าชายเลนให้มากที่สุด บางที่เรียก  หมฺรัม  ซั้ง  หรือ ก่ำ ขึ้นอยู่กับวัสดุและการประยุกต์ใช้แต่ละท้องที่  โดยหลักการ คือเอาวัสดุธรรมชาติ เช่น  กิ่งไม้ ใบไม้ ไม้ไผ่ ปัก หรือมัดรวมกันเป็นกลุ่มๆ ไปไว้ในน้ำ ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามที่ต้องการ ได้ตั้งแต่ไว้ใต้น้ำ ผิวน้ำ กลางน้ำ หรือ ตั้งแต่หน้าดินจนโผล่พ้นน้ำก็ได้ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สัตว์น้ำเข้ามาอาศัย  ตามภูมิปัญญาสมัยก่อนใช้วิธีการนี้ในการรวบรวมปลา แล้วใช้ฟากไม้ไผ่ หรืออวนเข้าล้อมให้รอบ เอาเศษไม้และวัสดุออกไป จากนั้นล้อมอวนหรือฟากให้แคบใช้สวิงตักปลาขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเน้นแต่ปลาใหญ่ ปลาเล็กๆที่เข้ามาอาศัยจะถูกปล่อยออกไป หรือถ้าเป็นหมฺรำมีขนาดเล็กก็ใช้แห ครอบลงไปได้เลย 

                หมฺรำ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมในการจับสัตว์น้ำ ในปัจจุบันก็มีการจับสัตว์น้ำด้วยวิธีนี้อยู่ที่บ้านแหลม และบ้านหน้าทับ[1] ซึ่งเป็นหมู่บ้านในตำบลท่าศาลา  วิธีการโดยใช้ไม้ไผ่ในการปักกับหน้าดิน เป็นแกนกลางด้วย จากนั้นนำกิ่งไม้โดยส่วนใหญ่ใช้ไม้แสม เพราะมีใบและกิ่งก้านเยอะ เมื่อใบไม่ร่วงลงหน้าดินจะเป็นอาหารปลา  เหมาะสำหรับปลาเข้าไปอยู่อาศัย และมักนิยมทำกันในน้ำลึก ปักทิ้งเอาไว้เมื่อเข้าไปล้อมจับปลาได้ปลาครั้งละมากๆ ตั้งแต่ปลาหน้าดินถึงปลาผิวน้ำเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการปักหมฺรำมักใช้ได้ในฤดูกาลเดียว เมื่อถึงช่วงมรสุมก็จะถูกคลื่นพัดพาหายไปในทะเล แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า  เพราะวัสดุต่างๆ มีมากในธรรมชาติ

                จากภูมิปัญญาสู่บ้านของสัตว์น้ำเต็มทะเลที่บ้านสระบัว  ชาวชุมชนสระบัวเคยทำการอนุรักษ์และฟื้นฟูตามวิธีการที่คล้ายกันนี้ โดยเรียกว่า โป๊ะ โดยการเอามาไผ่มาปักเป็นรูปสี่เหลี่ยมใกล้กัน  จากนั้นเอาไม้ไผ่อีกครึ่งหนึ่งมาปักขัดกันเป็นโครงตาข่ายไม้ไผ่ขนาดใหญ่  การทำโป๊ะแบบนี้ค่อนข้างแข็งแรง  และจะมีจำพวกหอยมาเกาะอยู่ด้วย แต่ต้องลงทุนสูง  อีกทั้งไม้ไผ่ปัจจุบันก็หายากขึ้นทุกที หลังจากได้สรุปบทเรียน ชุมชนจึงพยายามหาวิธีการใหม่ ซึ่งได้กลายเป็น    หมฺรำ ที่บ้านสระบัว วิธีการหรือหลักการอาจคล้ายกันกับพื้นที่อื่นๆ แต่วัสดุต่างกันกับที่อื่นอย่างแน่นอน

                ด้วยพื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่ริมฝั่ง  ตั้งแต่อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลา ขนานไปกับชายฝั่ง ด้านตะวันตกของทะเล  เลยเข้าไปประมาณ ๑ กิโลมเมตร จะเป็นป่าพรุเสื่อมโทรม ดังนั้น ไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติและมีมากมายมหาศาล คือ ไม้เสม็ด  ทุกที่ว่างระหว่างนาร้างของพื้นที่จะเต็มไปด้วยต้นเสม็ด  ดังนั้น วัสดุในการปักหมฺรำที่ดีที่สุดของบ้านสระบัว หรือทะเลแถบนี้ ก็ คือ ต้นเสม็ดนั่นเอง  ที่ชุมชนไม่เอาไม้แสมหรือไม้อื่นๆ เนื่องจากไม้เหล่านี้เป็นไม้ในป่าชายเลน จึงอยากอนุรักษ์ไว้ แม้ว่าการทำอนุรักษ์แบบนี้จะเอาแค่กิ่งไม้ก็ตามที เพราะเห็นว่าใบไม้ของป่าชายเลนจะได้ลงไปเป็นปุ๋ยแก่ดิน  และเพื่อเป็นหวงโซ่อาหารของสัตว์น้ำต่อไป

                วิธีการปักหมฺรำบ้านสระบัวก็ใช้วิธีการง่ายไม่ซ้อน โดยการตัดเอาไม้เสม็ดทั้งต้นขนาดไม่ใหญ่มากประมาณข้อมือ หรือ แขน ถ้าใหญ่กว่านั้นก็ได้แต่ไม่ควรมากนัก เพราะเวลาปักลงในน้ำจะต้องออกแรงเยอะ จากนั้นช่วยกันลำเลียงไม้เสม็ดไปลงเรือ ๒๐ ๓๐ ต้น   ลำหนึ่งปักหมฺรำได้ ๒-๓ ลูก ในการปักหมฺรำครั้งหนึ่งแต่ละลำใช้คนประมาณ ๒ หรือ ๓ คนขึ้นไป โดยสองคนอยู่ในน้ำ อีกคนอยู่บนเรือคอยส่งไม้ให้ การส่งไม่ต้องส่งลงไปแบบตั้งตรง ให้คนทีอยู่น้ำจับที่ลำต้นแล้วกดลงไปแรงๆ จากนั้นปักเป็นวงกลม ความกว้างแต่ละวง ๔ ๕ เมตร ไม้ต้นใหญ่นิยมปักข้างนอก ไม้เล็กๆปักแซมไว้ด้านใน จะปักให้หนาแน่นเท่ไหร่ก็ได้ ขึ้นกับความต้องการแต่ยิ่งหนาแน่นยิ่งดี   จากนั้นถัดไปอีกประมาณ ๒๐ เมตรก็จะปักอีกลูกหนึ่ง  โดยทั่วไปจะปักที่น้ำลึกไม่น้อยกว่า ๒ เมตรเวลาน้ำขึ้น หรือบริเวณที่เวลาน้ำแห้งก็แห้งไม่หมด ยังคงมีน้ำอยู่บ้าง  เนื่องจากที่หน้าดินใต้หมฺรำมักเป็นที่อาศัยของปลาดุกทะเล  ในการปักก็ควรปักตอนน้ำลงหรือน้ำไม่ควรสูงมากนัก ประมาณ หน้าอกเพราะจะปักง่าย การปักก็ใช้แรงพยุงของน้ำเข้าช่วย  อีกทั้งถ้าน้ำตื้นมากๆ คนปักจะจมอยู่ในดินเลนเดินลำบาก เรือก็อาติดเลนตามไปด้วย

                จากวิธีการที่ปักหมฺรำที่ง่าย  และใช้วัสดุธรรมชาติที่เป็นฐานทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมากมายในชุมชนเป็นรูปแบบที่ชุมชนคิดขึ้นและได้ดำเนินการปักในทุกๆเดือน นอกจากการปักหมฺรำแล้วยังมีการนำระเบิดน้ำชีวภาพใส่ไปในหมฺรำอีกด้วย  ผ่านไปเพียงไม่กี่วันจะมีฝูงปลาเล็กเข้าไปอาศัย  หรือว่ายแล่นน้ำบริเวณใกล้ เมื่อวิ่งเรือผ่านจะเห็นลูกปลาเป็นฝูงๆ

                บ้านที่เลียนแบบธรรมชาตินี้นอกจากช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูแล้วยังช่วยป้องกันหน้าดินได้อย่างดีอีกด้วย  คือ ป้องกันไม่ให้เรือลากเข้ามาใกล้ฝั่ง กลายเป็นอ่าวอนุรักษ์สัตว์น้ำไม่มีใครรบกวน บ้านของสัตว์น้ำหรือหมฺรำนี้เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิดตั้งแต่หอยต่างๆ  ที่คอยกินซากใบไม้  ปลาดุกทะเลที่มีมากมายเนื่องจากสภาพเป็นดินโคลน และปลาอีกหลายชนิดที่เข้ามาอาศัย ทั้งวางไข่ อนุบาล หลบซ่อน

                นอกจากนี้การปักหมฺรำยังเป็นกระบวนการที่เชื่อมร้อยทางวัฒนธรรมที่เรียกกันว่า ออกปาก หรือการลงแขกในทางภาคกลาง เพราะเมื่อมีการปักหมฺรำก็จะมีการตัดต้นไม้ ชาวประมงแม้ว่าเป็นเกษตรกรแต่กำเนิดแต่ใช่ว่าจะมีพร้า มีขวาน หรือมีทักษะในการใช้เครื่องมือ ดังนั้นเมื่อตัดกิ่งไม้ก็จะมีการออกปากให้คนที่ไม่ประกอบอาชีพประมงแต่ทำสวนช่วยกันตัดกิ่งไม้ จึงเป็นความน่าชื่นชมอีกประการหนึ่งของชาวประมงกับชาวสวน  แม้ว่าชาวสวนบ้านอยู่ติดทะเลก็ใช่ว่าจะกล้าลงทะเลทุกคน เพราะบางคนแค่ตัดกิ่งไม้ให้ไม่ยอมลงทะเลเด็ดขาดเพราะเมาเรือ  วิธีชีวิตและวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องร้อยและยึดเหนี่ยวความเป็นชุมชนเข้าด้วยกัน ชาวประมงเมื่อได้ปลาก็เอาไปฝาก ชาวสวนเมื่อปลูกผักได้ก็เอาไปให้ชาวประมง

 

การปักหมฺรำไม้ไผ่: ผลกำไรที่ใกล้ฝั่ง

          หมฺรำไม้ไผ่ คือ เป็นการสร้างบ้านสัตว์น้ำอีกวิธีหนึ่ง โดยใช้ไม้ไผ่มาปักรวมกันขนาด ๑๐ X ๑๐ เมตร และผูกไม้ไผ่ยึดโยงเป็นตาข่าย สร้างในบริเวณรอยต่อระหว่างดินเลนและพื้นทราย เพื่อเป็นแหล่งหลบซ่อนและเพาะฟักของสัตว์น้ำ  บ้านสัตว์น้ำที่สร้างด้วยไม้ไผ่นี้ค่อนข้างคงทนถาวร แต่ก็ลงทุนค่อนข้างมากเนื่องจากแต่ละลูกใช้ไม้ไผ่นับร้อยอัน  และไม่ไผ่ก็ต้องซื้อจากอีกชุมชนหนึ่งลำละ ๒๐ บาท

                ภูมิปัญญานี้ ได้มาจากการทำเป็นบ้านดักปลาของเรือประมงพาณิชย์ ที่ไปทำในท้องทะเลที่ไกลออกไป เมื่อทำเสร็จไปวางไว้ในทะเลให้ปลาต่างๆเข้ามาอาศัย จากนั้นนำอวนไปล้อมจับ  จากการนำมาประยุกต์ใช้ทำที่ชายฝั่ง  ในปัจจุบันชายฝั่งทีเคยเงียบเหงาจากเรือเล็กชายฝั่ง ตอนนี้ตั้งแต่รุ่งสางจนถึงสายๆ เต็มไปด้วยเรือประมงขนาดเล็ก หรือเรือพายมาวางอวนในบริเวณใกล้บ้านสัตว์น้ำ  สร้างผลกำไรทางทรัพยากรที่เห็นผลทันตา จากเดิมที่ได้บ้างไม่ได้บ้าง มาเป็นได้อย่างสม่ำเสมอคงเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจน ว่าการดำเนินงานด้านอนุรักษ์รูปแบบนี้เห็นผลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง

                แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่แพง แต่แพงด้วยความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่ได้รับ เพราะนั้นหมายถึงการช่วยเหลือเรือประมงขนาดเล็กที่ไม่สามารถออกไปหากินไกลฝั่งได้อย่างแท้จริง  แม้หลายหน่วยงานและหลายองค์กรจะมองว่านี้เป็นแค่การตอบแทนคนส่วนน้อย แต่ต้องไม่ลืมว่า นี้เป็นการหล่อเลี้ยงอีกหลายชีวิตที่รออยู่ที่บ้าน เพราะบางครอบครัวการทำมาหากินที่ริมฝั่งจะอกเป็นครอบครัว ไม่เป็นสองสามีภรรยา ก็เป็นพ่อกับลูก มันเป็นภาพความภูมิใจ และความสุขของกลุ่มอนุรักษ์ที่ได้ได้สร้างความงดงามร่วมกันที่ชายฝั่งทะเล  แหละนี้ คือ วัฒนธรรมแห่งการให้ ให้ด้วยการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำให้สมบูรณ์แก่ผู้ด้อยโอกาสกว่า

 

 

 

ธนาคารปูม้า : การขยายพันธุ์ปูม้าจากหนึ่งถึงแสน      

                สัตว์น้ำในอ่าศาลาที่จับได้หลัก คือ ปูม้า ความอุดมสมบูรณ์ของปูม้าที่นี้ทำให้มีโรงงานปอกปูมีพนักงานเกือบห้าสิบคน  อ่าวที่เป็นดินโคลน และทราย จะมีซากอินทรีย์วัตถุมาก ปูม้าจึงยังคงอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามทรัพยากรธรรมชาติหากถูกนำไปใช้ และผลิตขึ้นมาไม่ทันก็ทำให้เสียสมดุลและลดน้อยลงไปได้ในที่สุด

                จากการที่ชุมชนอาศัยปูม้าเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ในการดำรงชีวิต และเลี้ยงดูของครอบครัว จำเป็นต้องรักษาสมดุลของการจับและการมีอยู่ในธรรมชาติให้สมดุลกัน  อีกทั้งปูม้าโดยเฉพาะปูไข่หากจับขึ้นไปจะสูญเสียลูกพันธุ์ไปอย่างมหาศาล  ดังนั้นชุมชนจึงมีแนวคิดในการอนุรักษ์ปูม้าขึ้น เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งในการอนุรักษ์ของบ้านสระบัว

                หลังจากมีแนวคิดนี้ทางกลุ่มไปศึกษาดูงานที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  และจังหวัดชุมพร กลับมาก็