๓
พื้นที่ทางวัฒนธรรม กับฐานการขับเคลื่อนชุมชน
มัสยิด และบาราย สัญลักษณ์แห่งรากฐานทางวัฒนธรรมของชุมชน
ในชุมชนบ้านสระบัวมีมัสยิดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนที่นี่ ซึ่งจะมาประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกันในตอนวันศุกร์ ในชุมชนบ้านสระบัวจะมีบาราย[1]อยู่ประมาณ ๗ แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การที่คนในชุมชนใส่ใจศาสนานั่นก็หมายความว่า ศาสนายังเป็นรากฐานของวิถีชีวิตแม้ว่าจะไม่มากอย่างเต็มที่ก็ตาม ในชุมชนยังมีโรงเรียนสอนศาสนาชื่อว่า “ปัญญาสารธรรมมูลนิธิ” เด็กเยาวชนและคนในชุมชนมีการเรียนศาสนาควบคู่กับการเรียนสามัญปกติทั่วไป รากฐานศาสนาทำให้คนมีจุดร่วมบางประการที่คล้ายกันซึ่งจะทำให้คนในชุมชนบ้านสระบัวมีจุดเชื่อมร่วมกันนั่นก็คือหลักคำสอนทางศาสนา เอาเข้าจริงแล้วการที่ชุมชนไหนคิดจะทำกิจกรรมอะไรถ้ามองถึงความสำเร็จก็จะพบว่าพื้นฐานที่สำคัญมากประการหนึ่งก็คือว่า การที่ชุมชนนั้นมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมชุมชนเป็นแบบไหน กล่าวคือ พื้นฐานทางวัฒนธรรมอันนั้นเป็นปัจจัยเอื้อเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันทำงานได้หรือไม่ ชุมชนบ้านสระบัวเป็นชุมชนที่มีฐานวัฒนธรรมของความร่วมมือมาก่อนหน้านี้ ดังที่“บังหยา[2]”แกนนำชุมชนคนสำคัญเล่าให้ฟังว่า “ในสมัยก่อนถ้าพูดถึงสระบัวจะขึ้นชื่อเรื่องของการรวมตัวทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม” รากฐานความเข้มแข็งเหล่านี้ไม่มากก็น้อยมาจากการที่คนในชุมชนมีหลักความศรัทธาในศาสนาเหมือนกัน ที่สำคัญคือหลักศาสนาดังกล่าวถูกแปลมาเป็นกระบวนการทางสังคม หากพูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือว่า หลักการทางศาสนาได้รับการแปลมาสู่การปฏิบัติในทางสังคมด้วย เช่น หลักการซะกาต ซึ่งเป็นหลักการของการช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่อยู่ในชุมชน เมื่อหลักการดังกล่าวนี้ถูกแปลมาเป็นการปฏิบัติอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นมิติทางวัฒนธรรมชุมชน คนในชุมชนบ้านสระบัวจะช่วยเหลือกันทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อระหว่างกันและวัฒนธรรมการช่วยเหลือกันไม่ได้มีแต่ระบบซะกาตเท่านั้น แต่ทว่ายังแปลออกมาเป็นการช่วยเหลือกันในรูปแบบอื่นๆอีก เช่น การเลี้ยงน้ำชาเมื่อสมาชิกในชุมชนประสบภัยในชีวิตและสมาชิกคนนั้นมีความลำบากในการช่วยเหลือตัวเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมการช่วยเหลือกันทั้งสิ้น เอาเข้าจริงแล้วรากฐานทางวัฒนธรรมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของความขาดตอนแต่เป็นเรื่องที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ชุมชนบ้านสระบัวสามารถสร้างกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสุขภาวะของชุมชนตัวเอง มากมายหลายกลุ่มและกลุ่มต่างๆเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงและต่อเนื่องซึ่งกันและกัน กลุ่มกิจกรรมเหล่านี้จะไม่สามารถดำรงอยู่และทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้เลยหากปราศจากรากฐานทางวัฒนธรรมของการช่วยเหลือกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งก็คือรากฐานทางวัฒนธรรมดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัวแต่ทว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งชุมชนบ้านสระบัวได้แสดงให้เห็นผ่านการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆในหลากหลายกลุ่ม รวมตลอดถึงการดำรงคงอยู่ของความร่วมมือประการนี้ท่ามกลางการเจริญเติบโตของสัญลักษณ์ทางทุนนิยม
แก้วน้ำชาคือหลักประกันชีวิตของคนสระบัว : บทสะท้อนสายใยทางวัฒนธรรม
ในรากฐานทางวัฒนธรรมของคนสระบัวหลายๆประการ ประเพณีการเลี้ยงน้ำชานับว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญของคนที่นี่ ประเพณีการเลี้ยงน้ำชาถูกทำให้เป็นหลักประกันความปลอดภัยในชีวิต นั่นหมายความว่าเมื่อคนในชุมชนมีความเดือดร้อน มีความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองน้อย รากฐานทางวัฒนธรรมที่เรียกว่าการเลี้ยงน้ำชาก็จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น เช่น คนป่วยที่มีฐานะยากจนต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน คนที่เรือแตกเครื่องเรือเสียและมีความสามารถในการช่วยตัวเองน้อยกว่าคนอื่นๆในชุมชน คนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับความช่วยเหลือโดยการจัดเลี้ยงน้ำชา ประเพณีแบบนี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับคนยากจนเมื่อเกิดวิกฤติของชีวิตขึ้นมา “บังหยา” แกนนำสำคัญที่ได้รับการเชื่อถือจากคนในชุมชนบอกด้วยสายตาที่เปี่ยมสุขว่า “คนที่เจ็บไข้ไม่สบายนอนอยู่ที่โรงพยาบาล คนที่เครื่องเรือเสียแล้วช่วยเหลือตัวเองได้น้อย บังจะเข้าไปถามหรือไม่เขาก็มาหาบังว่ามีความลำบากบังกับทีมงานและคนที่มาหาก็จะช่วยกันจัดเลี้ยงน้ำชาให้ เงินที่ได้เพียงพอสำหรับการบรรเทาความเดือดร้อนครั้งหนึ่งได้ไม่ต่ำกว่าสี่ถึงห้าหมื่นบาท” แต่ใช่ว่าทุคนที่ได้รับความเดือดร้อนจะได้รับการจัดเลี้ยงน้ำชาช่วยเหลือ การที่คนไหนจะได้รับความช่วยเหลือก็ขึ้นอยู่กับความเดือดร้อน ซึ่งคนในชุมชนจะรู้ดีว่าแต่ละคนมีฐานะความเป็นอยู่อย่างไร ในเมื่อการเลี้ยงน้ำชาเป็นกลไกทางวัฒนธรรมของชุมชนที่นี่ ชุมชนจึงมีหลักกำกับวัฒนธรรมการเลี้ยงน้ำชาให้เป็นไปตามทำนองที่ถูกต้อง ประเพณีที่ว่านี้จึงจะได้รับความน่าเชื่อถือจากชุมชน สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือว่า เหตุใดกลไกการเลี้ยงน้ำชาจึงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีพลังเช่นนี้ หลังจากนั่งพูดคุยกับบังหยาก็จะพบว่า รากฐานที่รองรับประเพณีการเลี้ยงน้ำชาของชุมชนให้อยู่ได้ก็คือรากฐานของความมีน้ำใจช่วยเหลือกันของชุมชนชาวสระบัว ประเพณีการเลี้ยงน้ำชาเป็นผลผลิตที่สวยงามประการหนึ่งของความมีน้ำใจที่ชุมชนสระบัว และรากฐานอันนี้มีผลอย่างสำคัญยิ่งต่อการก่อเกิดกิจกรรมการพัฒนาในรูปแบบกลุ่มต่างๆของชุมชนบ้านสระบัวในเวลาต่อมา คำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือว่า การกินน้ำชาของชาวสระบัวแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์และความหมายอะไรของชุมชน หากเราถอดรหัสก็จะพบว่าการเลี้ยงน้ำชาของชาวชุมชนสระบัวประกอบด้วยโครงสร้างต่างๆที่น่าสนใจ ดังนี้
๑. โครงสร้างทางความคิดวินิจฉัย ประการนี้มีความสำคัญมากตรงที่ว่าการช่วยเหลือกันด้วยการเลี้ยงน้ำชานั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกรายเสมอไป แต่ทว่าเกิดจากการพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าควรที่จะมีการช่วยเหลือด้วยการเลี้ยงน้ำชาหรือไม่ การวินิจฉัยอย่างน้อยมีอยู่ ๒ ระดับ คือระดับบุคคลและระดับชุมชน ระดับบุคคล หมายความว่า คนที่ประสบเหตุก็ต้องประเมินตัวเองว่าสมควรร้องขอให้มีการจัดเลี้ยงน้ำชาหรือไม่ ซึ่งต้องประเมินฐานะและความเดือดร้อนหรือระดับปัญหาของตัวเอง เพราะถ้าไม่เดือดร้อนพอแล้วมีการจัดเลี้ยงน้ำชาเกิดขึ้นก็อาจจะไม่มีคนจำนวนมากพอที่จะไปงานเลี้ยงเพราะฉะนั้นในแต่ละเดือนที่ชุมชนนี้เกิดเหตุขึ้นมากมายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในชุมชนแต่ทว่ามีไม่กรณีที่ชุมชนจะมีการจัดเลี้ยงให้ ระดับที่สอง ก็คือ การพิจารณาระดับแกนนำของชุมชน หมายความว่าแกนนำของชุมชนที่มีบทบาทในการจัดการเรื่องนี้ก็จะบ่งบอกว่ากรณีของบุคคลนี้สมควรมีการจัดเลี้ยงน้ำชาเพื่อช่วยเหลือเพราะระดับความเดือดร้อนนั้นมีสูง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรือแม้ว่าจะมีความสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็ต้องลำบากมากและใช้เวลานาน แกนนำชุมชนก็จะพิจารณาดำเนินการจัดเลี้ยงให้ แล้วอะไรจะเป็นเครื่องวัดว่ากรณีเหล่านี้มีความเหมาะสมเพียงพอที่จะจัดการเลี้ยงน้ำชาได้ คำตอบก็คือ ชุมชนมีกติกาในการวัดแต่กติกาเหล่านี้ตกผลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว หมายความว่าเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าความเหมาะสมของการเลี้ยงน้ำชาอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นการเลี้ยงน้ำชาจึงตั้งอยู่บนฐานความคิดชุดหนึ่งของชุมชนและมีระบบวินิจฉัยของชุมชนเองว่าควรหรือไม่ควร ซึ่งโดยปกติแล้วการกระทำกิจกรรมใดที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนได้นั้นจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานความคิดชุดหนึ่งเสมอ เพียงแต่ว่าฐานความคิดชุดนั้นจะอยู่ในระดับใด เช่น อยู่ในระดับของการสร้างกติกา กฎ ระเบียบ หรือ การใช้กฎของประเพณี หรือกติกานั้นถูกสร้างมาจนกลายเป็นบรรทัดฐานของชุมชนเอง แต่ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดสิ่งที่สำคัญก็คือว่า ความคิดเหล่านั้นกลายเป็นความรู้สึกร่วมของชุมชนได้หรือเปล่า ซึ่งเราจะเห็นได้โดยทั่วไปว่าหากการก่อเกิดกิจกรรมของชุมชนไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานความคิดก็มักจะล้มลงได้โดยง่าย
๒. กลุ่มคนจัดการ กล่าวคือ การเลี้ยงน้ำชาในแต่ละครั้งไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการจัดเลี้ยงของคนที่เดือดร้อนฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นจากการที่มีกลุ่มแกนนำเข้ามาร่วมจัดการ ซึ่งนัยยะความหมายของคนที่จะเข้ามาร่วมจัดการนั้นไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนคนเพื่อให้เพียงพอกับงานเพียงอย่างเดียวแต่หมายถึง การที่ชุมชนเข้ามารับประกันความเหมาะสมของการจัดงานครั้งนี้ การเลี้ยงน้ำชาจึงกลายเป็นงานของชุมชนไม่ใช่งานของบุคคล กลุ่มจัดการดังกล่าวจึงประกอบด้วยแกนนำชุมชนที่มีความน่าเชื่อถือเป็นหลัก ซึ่งงานสำคัญของกลุ่มจัดการก็คือการบอกคนให้มากินน้ำชา การบอกคนให้มากินน้ำชาไม่ใช่แค่การส่งข่าวให้รับทราบแต่หมายถึงการมาบ่งบอกและรับประกันว่าคนนั้นมีความเดือดร้อนจริง ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าการเลี้ยงน้ำชากลายเป็นกระบวนการทางสังคมจึงต้องใช้ความน่าเชื่อถือทางสังคมเข้ามาจัดการให้เกิดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้นคนที่สามารถไปบอกกล่าวกับคนอื่นให้มางานเลี้ยงได้จึงมีอยู่ไม่กี่คนในชุมชนทั้งนี้เพราะการบอกให้คนมากินน้ำชาต้องใช้คนที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งคนอื่นรู้จักไปทำหน้าที่ในการบอก ส่วนการจัดการงานเลี้ยงในเชิงการจัดการเกี่ยวกับงานเลี้ยงนั้นเป็นหน้าที่ของคนที่เดือดร้อนและได้รับการจัดเลี้ยงให้เป็นหลัก
๓. คนที่มาเข้าร่วม คนที่มาเข้าร่วมอาจแบ่งได้เป็น ๒ ระดับใหญ่ๆ คือ หนึ่ง คนที่เป็นที่รู้จักมักคุ้นกับผู้ที่เดือดร้อน สอง กลุ่มคนซึ่งไม่เคยรู้จักกับคนที่ได้รับความเดือดร้อนมาก่อน คนกลุ่มนี้มากินเลี้ยงน้ำชาโดยการบอกจากคนที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งก็คือแกนนำชุมชนนั่นเอง เพราะฉะนั้นการมากินน้ำชาชึ่ง กลายเป็นเครือข่ายทางสังคมแบบหนึ่ง เพราะมีลักษณะของการหมุนเวียนกันระหว่างหมู่บ้านข้างเคียง หมายความว่า ถ้าชุมชนบ้านในถุ้งมีความเดือดร้อนก็สามารถมาหาแกนนำชุมชนบ้านสระบัวให้จัดการคนที่จะไปกินน้ำชาให้ได้ และสามารถผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนช่วยเหลือกันระหว่างชุมชน แต่ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกชุมชนมีเพียงบางชุมชนที่เป็นเครือข่ายมีฐานทางวัฒนธรรมแบบนี้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามยังมีความแตกต่างที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ความแตกต่างของกลุ่มคนที่เข้าร่วมซึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างของสาเหตุแห่งความเดือดร้อนนั้น โดยปกติความเดือดร้อนจะมีสาเหตุจาก ๒ ประการหลัก คือ ๑. ความเดือดร้อนจากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วย คนที่เข้าร่วมจะอยู่ในวงญาติหรือคนที่รู้จักเป็นส่วนใหญ่ ๒.ความเดือดร้อนจากความเสียหายของเรือประมง ความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถขอความความช่วยเหลือได้กว้างขวางกว่าละแวกชุมชนตัวเองทั้งนี้เพราะถือว่าผู้ที่มีอาชีพเดียวกันได้รับความเดือดร้อน
๔. การจัดการเงินที่ได้จากเลี้ยงน้ำชา เงินที่ได้จากการเลี้ยงน้ำชานั้นแบ่งการจัดการออกเป็น ๒ ส่วนคือ การจัดการสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงมอบให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด
เพราะฉะนั้นว่ากันตามจริงแล้วการเลี้ยงน้ำชาที่ชุมชนสระบัวกลายเป็นกระบวนการทางสังคมอย่างหนึ่งซึ่งกลายเป็นหลักประกันทางชีวิตสำหรับคนซึ่งถือว่าด้อยโอกาสโดยเฉพาะโอกาสทางการเงินมากกว่าคนอื่นๆ อีกทั้งกระบวนการเลี้ยงน้ำชายังประกอบขึ้นด้วยมิติทางสังคมต่างๆอีกมากมายกว่าจะกลายเป็นการเลี้ยงน้ำชาขึ้นมาได้สักครั้งหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าลักษณะหรือองค์ประกอบทางสังคมในลักษณะแบบนี้ปรากฏอยู่ในการเกิดขึ้นของกลุ่มต่างๆในชุมชนสระบัวหรือไม่อย่างไร ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การดำรงคงอยู่ของการเลี้ยงน้ำชาบ้านสระบัวอาจหมายถึงการดำรงอยู่ของมิติความสัมพันธ์ทางสังคมด้วย ตราบใดที่การเลี้ยงน้ำชาไม่กลายพันธุ์เป็นแบบอื่นไปและความสัมพันธ์ทางสังคมประการนี้จะกลายเป็นสายใยในการเชื่อมโยงผู้คนให้เข้ามาร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ
นกกรงหัวจุกกับวัฒนธรรมสร้างชุมชน
ช่วงกระแสสังคมมาแรงเรื่อง จตุคามรามเทพ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีคำกล่าวเล็กๆ เกิดขึ้นว่า “พุทธต้องจตุคาม อิสลามต้องนกกรงหัวจุก” แม้บริบทการเกิดคำกล่าวนี้ต่างกันมากๆ ทางวัฒนธรรม แต่มีนัยยะสำคัญที่สะท้อนอะไรบางอย่างของสังคมและชุมชน หลายคนมองจตุคามเป็นที่พึ่ง แต่นกกรงหัวจุกมองเป็นความสุข และเป็นความสุขที่จับต้องได้ และมีมูลค่าและคุณค่าไปคู่เคียง จตุคามเกิดจากกระแสและตกลงทะเลตามกระแสด้วย แต่นกกรงหัวจุกเกิดจากวัฒนธรรม เกิดเป็นภูมิปัญหา เกิดเป็นการสร้างสุขของคน ที่สำคัญเกิดเป็นเบ้าหลอมของความรักและความเอาใจใส่ ความห่วงหาและความอ่อนโยน ไม่น่าเชื่อหลายคนที่เลี้ยงกรงกลับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ความอ่อนโยนได้
การเลี้ยงนกกรงหัวจุกกับการปรับตัวบนฐานอาชีพใหม่
แม้นกกรงหัวจุกจะมีการเลี้ยงมาหลายสิบปีก่อนหน้านี้ แต่ที่จะทำเป็นอาชีพมีเพียงไม่กี่ราย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเป็นแค่ผู้เลี้ยง ทั้งที่เลี้ยงไว้ดูเล่น และเลี้ยงไว้เพื่อแข่งขันการร้องของนกกับคนอื่นๆ นกกรงหัวจุกแทบทั้งหมดได้มาจากป่าโดยตรง ระยะหลังเมื่อนกกรงหัวจุกได้รับความนิยมมากขึ้นก็เริ่มมีการเพาะพันธุ์ และการผลิตวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับกรงนก จนเกิดเป็นอาชีพอีกหลายอาชีพที่เกี่ยวข้อง
อาชีพเกี่ยวกับนกกรงหัวจุกที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายที่บ้านสระบัวและหมู่บ้านใกล้เคียง ได้สองแรงบวกหลัก คือ หนึ่ง จากวิกฤติการทำประมงที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ผู้คนส่วนหนึ่งจึงหันมาทำกรงนกเป็นอาชีพเสริมเพื่อเลี้ยงชีพ และทำในช่วงที่ไม่สามารถออกทะเลได้ในช่วงมรสุม จากที่ค่อยเป็นค่อยไป จากอาชีพเสริมจนกลายเป็นอาชีพหลัก เมื่อสู้วิกฤติทางการประมงไม่ไหว จึงยึดอาชีพการทำกรงนกเสียเลย สอง การแพร่หลายของการเลี้ยงนกกรงหัวจุกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะนิยมเลี้ยงนกเขาชวา แต่พื้นที่ภาคใต้ตอนบนจะนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุก และมีแนวโน้มของตลาดกว้างขึ้นเรื่อย การผลิตไม่เพียงพอกับการตลาด เฉพาะที่บ้านสระบัวเอง มีโรงกรงประมาณ ๕๐ โรง เนื่องจากการทำกรงกรงที่ท่าศาลาเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้เลี้ยงนก เนื่องจากมีรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพที่เชื่อถือได้
การเลี้ยงนกกรงหัวจุก กับการสร้างอาชีพใหม่
การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่เกิดความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้เกิดอาชีพที่เกี่ยวข้องอีกหลายอาชีพจนสามารเกิดเป็นกิจการและสามารถเลี้ยงตัวเองได้
๑. ต้นไม้ แม้ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่ใช้ทำกรงนกจะเป็นต้นไม้ที่ได้จากธรรมชาติ หรือจากสวนของผู้ขาย แต่ก็มีจำนวนไม่มากพอกับความต้องการของผุ้ผลิตกรงนกในขณะนี้ ไม้ที่นิยมทำกรงนก ได้แก่ ไม้ขี้เหล็ก โพธิ์ทะเล และไม้อื่นๆ ราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับรูปแบบและไม้ที่ใช้ทำ
๒. กรงนก การทำกรงนก แต่ละร้านจะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็จะมีมาตรฐานบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน เช่น จำนวนซี่กรง ความกว้าง ความยาว ของกรงแต่ละแบบ การทำกรงนกจะต้องมีอุปกรณ์ในการทำอยู่หลายชิ้น และมีสมาชิกอย่างน้อยสองสามคน หรือเป็นกิจกรรมในครัวเรือนก็ได้ เนื่องจากกรทำกรงนกมีหลายขั้นตอน เริมจากไม้เป็นท่อนๆ ต้องเลื่อย ฉลุ ตกแต่งจนได้กรงนกที่ต้องการ จากนั้นจึงนำไปเคลือบด้วยน้ำยาทาไม้ กันเชื้อรา และเพื่อความคงทน
๓. หัวกรง ทำจากไม้เนื้อแข็ง นำมากลึงขึ้นรูปแบบ จากนั้นนำไปติดไว้ที่ด้านบนของกรงนก ซึ่งร้านที่ทำกรงนก โดยส่วนใหญ่จะไม่ทำหัวกรง
๔. ซี่กรง ซี่กรงทำจากไม้เนื้อแข็ง และไม้ไผ่ ที่บ้านสระบัวจะไม่มีการทำซี่กรงแต่จะรับมาจากจังหวัดสตูลอีกทีหนึ่ง
๕. ผ้าคลุมกรง เป็นผ้ารูปสี่เหลี่ยม ใช้สำหรับคลุมกรง เวลาเคลื่อนย้ายกรงนก หรือป้องกันสัตว์ที่จะมาทำอันตรายนกในกรง ปกติกรงนกทุกกรงจะมีผ้าคลุมกรงหนึ่งผืนเสมอ
๖. อาหารของนกกรงหัวจุก จะมีผลไม้และอาหารสำเร็จรูป เมื่อมีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกมาก อาหารที่ให้นกก็เพิ่มเป็นเงาตามตัวเหมือนกัน
๗. การเพาะเลี้ยงนก นกรงหัวจุกที่ได้จากป่าน้อยลงทุกที จึงมีการเพาะเลี้ยงขึ้น ซึ่งต้องทำเป็นกรงขนาดใหญ่ มีต้นไม้และวัสดุทำรังข้างใน ซึ่งเลียบแบบธรรมชาติให้มากที่สุด
๘. ร้านขายกรงนกและวัสดุอุปกรณ์ สองข้างทางบริเวณตำบลท่าศาลา จะเต็มไปด้วยร้านขายกรงนก และวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงนกอยู่มากมาย
๑๐. การขายส่งกรงนก คนที่มีรถยนต์มีการบรรทุกกรงกรงไปส่งตามร้านต่างๆในภาคใต้ มีทั้งขายปลีกและขายส่ง ซึ่งกรงนกที่มีอยู่ทั่วไปส่วนใหญ่นำส่งจากแถวท่าศาลาทั้งสิ้น
๑๑. อื่นๆ เช่น ถ้วยใส่น้ำ ใส่อาหาร ยาและวัคซีน น้ำยาเคลือบ ฯลฯ
จากอาชีพที่หลากหลายนี้ จึงเป็นอาชีพสำหรับครอบครัว และเป็นอาชีพสำหรับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากการผลิตกรงนกมีหลายขั้นตอน และละเอียดอ่อน บางงานต้องใช้เวลาแต่ใช้ฝีมือไม่มาก เช่น การใส่ซี่กรง เมื่อขึ้นรูปเสร็จการใส่ซี่กรงจะเป็นหน้าที่ของแม่บ้าน หรือลูกๆ
ไม่ทราบว่าราคาขายส่งเป็นอย่างไรมั่งครับ ต้องจำกัดจำนวนรึเปล่า