ปุจฉา...?
คำถามเนื่องในบันทึก สภาวะสูญญากาศทาง "จิต..." (Vacuum MIND Symdrome)
วิสัชนา…
อื่ม... ก็ไม่ผิดนะ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามความเข้าใจของคนโดยทั่วไป ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย
เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกของผู้ปฏิบัติธรรมในปัจจุบันเลยนะ เพราะเรื่องการตีความหมายของคำนี่เป็นงานที่ทำให้ต้องถกเถียงกันมามากต่อมาก เพราะธรรมะนั้นเป็นการเรียนรู้แบบ Child Center (ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง) ดังนั้นบางคนอาจจะได้รับการสอนมาอย่างหนึ่ง ตามพื้นฐาน ตามจริตของตน อีกคนหนึ่งก็จะถูกสอนมาอีกอย่างหนึ่ง ทั้งตามจริตตนและวิธีการของอาจารย์แต่ละท่านที่เคยทำมา
แต่ถ้าว่าด้วยเรื่อง "จิตว่าง" นี้ คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเป็นจิตที่ไม่คิดอะไร
จิตเราไม่เคยว่างนะ ต้องนิพพานก่อนนะถึงจะว่างได้
สำหรับเรื่องความคิดนั้น ต้องตายก่อนนะถึงจะไม่คิด
ส่วนเรื่องการปล่อยวางนั้น เป็นการปล่อยวางจากการ "ปรุง" การแต่ง
ต้องแยกกันคนละส่วนนะ เรื่องจิตว่างเรื่องหนึ่ง
เรื่องความคิดเรื่องหนึ่ง
เรื่องการปล่อยวางอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้านำมาจับรวมกัน "มึน" เลยนะ
ถ้าคนยังไม่ตายจิตมันก็คิดไปเรื่อย แต่คิดแล้วจะมั่ว จะมึน จะฟุ้งซ่านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราไปปรุงเจ้าความคิดนั้นหรือไม่ หรือเรียกได้ว่าเป็น "การปล่อยวาง" ตามภาษาคนรุ่นใหม่
ปล่อยวางจากการปรุง
จิตมันจะคิดก็ให้มันคิดไป
จิตเค้ามีหน้าที่คิด เขาก็ทำตามหน้าที่เขาไป หน้าที่เราก็ปล่อยวาง ก็ปล่อยวางไป
จิตเค้าคิดแล้วเราอย่าไปปรุงตามเค้าก็แล้วกัน
ถ้าไม่ปรุงได้ก็สบาย จบ ไม่ฟุ้งซ่าน
ส่วนเจ้าสภาวะสูญญากาศทางจิตนี้ ตามนัยยะที่กล่าวนี้หมายถึง ว่างเปล่าจากการทำความดี ไร้ประโยชน์ ไร้สาระ ไร้แก่นสาร คนเราจะอยู่ได้ต้องมีงานให้จิตทำนะ แล้วยิ่งถ้าจะอยู่ได้อยู่ดีก็ต้องหาความดีให้จิตทำ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้จิตงอม จิตง่อม จิตหง่อม จิตเหงา
ก็เหมือนกับคนที่ต้องเกษียณอายุจากการโดยไม่ได้เตรียมงานอะไรไว้รองรับ อันนี้ก็เป็นสภาวะสูญญากาศจากการทำงานเหมือนกัน
ถ้าไม่เร่งหางาน หาอะไรให้เขาทำ ก็มีสิทธิที่จะหง่อมและเหงาจนตายได้เลยนะ
เพราะคนที่เคยทำงาน เคยคิด จิตเคยวิ่งมาตลอด
อยู่มาวันหนึ่งก็ต้องหยุดลงเสียดื้อ ๆ
จิตนี่ก็เหมือนเครื่องยนต์ ถ้าจอดทิ้งไว้นาน ๆ ไม่สตาร์ท ก็พังได้เหมือนกันนะ
เวลาใช้จิตแล้ว ต้องใช้จิตให้ถูกต้อง การใช้จิตให้ถูกต้องคือ ใช้จิตนี้ทำความดี ใช้จิตนี้ประกอบการเสียสละ
ความดีและความเสียสละอย่างยิ่งยวดนั้น นอกจากจะแก้ไขสภาวะสูญญากาศทางจิตได้แล้ว ยังจะทำให้จิตนี้เข้มแข็งสามารถเดินแซงเดินแข่งกับเจ้ากิเลสได้อีกด้วย...
กราบนม้สการพระคุณเจ้ารับธรรมะแล้ว เหมือนพอจะเข้าใจ
"ต้องแยกกันคนละส่วนนะ เรื่องจิตว่างเรื่องหนึ่ง
เรื่องความคิดเรื่องหนึ่ง
เรื่องการปล่อยวางอีกเรื่องหนึ่ง"
แต่ทำพร้อมกันมันยาก มันคนละเรื่อง แต่เกิดพร้อมกัน
ควรทำสิ่งใดก่อน คิดก่อน หรือว่าวางก่อน
กราบลำพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ขอน้อมรับคำตอบท่าน เป็นประโยฃน์จริงๆ
เป็นคนจริต ปรุงแต่ง ฟุ้งเก่ง เสียด้วย
กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่
ขอน้อมรับคำแนะนำท่าน ขอบพระคุณจริง ๆ
"ความดีและความเสียสละอย่างยิ่งยวดนั้น "
ความว่าง คือใดๆในโลกครอบงำจิตใจเราไม่ได้ ว่างคือว่างอย่างมี มีอย่างว่าง (คือไม่ยึดติด) ว่างจากโกรธ จากเกลียด จากกลัว จากตื่นเต้น จากหวง จากห่วงจากหึง จากวิตกกังวล จากอาลัยอาวรณ์ จากอิจฉาริษยา ฯลฯ
อื่ม... เรื่องพวกนี้เข้าใจยากนะ เพราะเป็น "ปัจจัตตัง..." เห็นได้ด้วยตนเอง
หลาย ๆ คน หลากหลายท่านในวันนี้ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ หรือหน้าเก่า ๆ จนกลายเป็น "เก๋า" นี่เถียงกันได้สามวันแปดวันเลยนะ
แต่นั่นก็เถอะ ทางใด ความเห็นใดที่ไม่ใช่เป็นเรื่องนำไปซึ่งความดับทุกข์พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้ว่า อย่าถกเถียงกันเลย นำเวลาที่มีอยู่น้อย ๆ ในชีวิตเล็ก ๆ นี้ นำไปเพื่อความอิสระจาก "ทุกข์" ดีกว่าเน๊อะ...
เรื่องทั้งสามเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเร็วมากจนบางครั้งเรามองว่ามันเกิดขึ้นพร้อมกัน
แต่หากเรามีสติซึ่งเป็นผลจากการฝึกสมาธิ วิปัสสนา อันมีศีลเป็นฐานอันพร้อมบริบูรณ์แล้วเราจะมองและแยกได้ทัน ซึ่งนั่นเองคือ "สติ"
สตินี้เป็นผลจากธรรมแห่งจิตที่มีการฝึกฝน
ฝึกดีก็ดี ฝึกชั่วก็ชั่วนะ
ฝึกช้าก็ช้า ฝึกเร็วก็เร็ว ฝึกเฉิ่มก็เฉิ่ม
ครูบาอาจารย์ท่านจึงแนะนำให้เราคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่ให้เฉิ่ม ต้องมีสติระลึกรู้ รวดเร็ว ว่องไว
นำสมาธิมาทำให้สติสามารถจับจิตที่มีความคิดเข้ามาครอบงำ เพื่อปล่อยวางความคิดนั้นให้อยู่นอกเหนือจากการครอบงำจิตได้
ไอ้เจ้าความคิดนี้ คิดดีก็ยุ่ง คิดไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง
การประมาทในความคิดนั้นเป็นต้นเหตุให้เกิดผลเสียที่ส่งออกมาจากกายและวาจา
ประมาทมาก ๆ ใจก็จะเต็มไปด้วยอกุศล
คิดไม่ดี พูดไม่ได้ การแสดงออกก็ไม่ดี
สีหน้า แววตา กิริยา คำพูด ล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุคือ "ความคิด"
คิดให้ดีนะ อย่าประมาทในความคิด
แล้วจิตนี้จะว่างได้โดยธรรมชาติ
เมื่อจิตว่างได้แล้วจะปล่อยวางแบบธรรมดา ๆ...