หลังจากที่ได้พักกายที่ป่วยจากจิตใจที่อ่อนล้าขาดเรี่ยวแรง วันนี้ (๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๑) ก็ได้มีโอกาสไปร่วมสวดอภิธรรมศพของโยมลูกศิษย์ ณ วัดพุทธบูชา
เราเดินทางออกจากคลองสอง เวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมงก็ถึงวัดพุทธบูชา
พอไปถึงก็ได้ทราบว่าในเวลา ๑๘.๐๐ น. จะมีพระสงฆ์อีกหนึ่งคณะฯ สวดก่อน
ในระหว่างที่นั่งรออยู่นั้นเราได้ยินเสียง "แคร้ก ๆ ๆ" ซึ่งนั้นเป็นเสียงของสัปเหร่อที่กำลังนำเหล็กครากกระดูกออกมาทำงาน
เราไม่รอช้าชวนเพื่อนอีกคนหนึ่งรีบรุดเดินไปดูที่เมรุทันที
พี่สัปเหร่อกำลังเปิดหน้าเผาเพื่อที่ "เกลี่ยศพ..."
ตอนนั้นโลงยังไหม้ไม่หมด ยังเห็นโลงไม้สีขาวเหลืออยู่เป็นโครง สำหรับตัวศพนั้นในส่วนหน้าออกยังเหลืออยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการที่คาดคะเนเวลาหลังจากที่เราเดินทางมาถึง ณ เวลาที่เราเดินไปดูนั้น ศพนี้ก็น่าจะใช้เวลาเผามาประมาณ ๑ ชั่วโมง
เป็นปกติไปแล้ว... หลังจากที่เราได้มีโอกาสลงแรง ลงใจสร้างบ้านหลังสุดท้ายที่เชียงใหม่ ที่เมื่อเราไปวัดไหนเราก็จะเดินไปดู ไปชม บ้านหลังสุดท้ายของวัดอื่น ๆ เพื่อเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ "เตาเผาศพ..."
พอดูได้สักพัก (เกรงใจพี่สัปเหร่อ) ก็กลับมานั่งรอพิธีในศาลา ตอนนั้นมีกลิ่นไหม้ติดตัวเรามาเล็กน้อย ก็ได้มีพระสงฆ์คณะแรกขึ้นทำการสวดมนต์แปล ซึ่งบทสวดส่วนใหญ่เป็นบทสวดที่ใช้ "พิจารณาความตาย"
วันนี้มีพระสงฆ์มาทั้งหมดสามชุด ซึ่งชุดแรกเป็นชุดของวัดพุทธบูชา ชุดที่สองเป็นชุดของเราซึ่งองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ได้เมตตาเดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และชุดสุดท้ายเป็นชุดพระภิกษุสงฆ์จากวัดธรรมกาย
ในระหว่างขากลับนั้นบนทางด่วนรถติดมาก เราได้ยินเสียงโชว์เฟอร์คุยกับพี่คนที่นั่งมาด้วยกันว่า หมอชิตสองรถติดมาก ถ้าพ้นไปแล้วก็เหาะได้เลย...
รถติดมากจริง ๆ ระยะทางประมาณ ๕ กิโลบนทางด่วนใช้เวลาเกือบ ๆ ครึ่งชั่วโมง แต่พอพ้นจากทางลงถนนกำแพงเพชรสองได้ เราก็แทบเหาะมาเลย เพราะทางโล่งมาก ๆ
ในระหว่างที่รถติดอยู่นั้นมีรถที่แปลกตาคันหนึ่งค่อย ๆ กระดื๊บ ๆ คู่ ๆ มากับเรา
รถนั้นรูปลักษณ์สะดุดตา เพราะเราไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่รู้จักยี่ห้อ เราสังเกตุดูเขาเขียนไว้ว่า GTR ซึ่งน่าจะเป็นรถที่แรงมาก ๆ (ดูจากรูปลักษณ์)
แต่นั่นก็เถอะ... ถึงแรงอย่างไร ก็ไปได้ไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลานี้
วันนี้รถที่เรานั่ง (รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า) วันนี้ได้มีโอกาสผลัดกันแซงผลัดกันตามกับรถ GTR เลยนะเนี่ย (ถ้ารถไม่ติดก็ตามไม่ทัน...)
คืนหนึ่งของชีวิตในเมืองหลวงดูวุ่นวายเหมือนกันเน๊อะ
ตอนนี้เรากลับมาถึงวัด วัดก็ "สงบ" เหมือนเดิม
กลับมาแล้วต้องหางานอันเป็นคุณงามความดีให้จิตทำสักหน่อยจะได้ปลดเปลื้องสภาวะสูญญากาศทางจิตเพื่อไม่ให้ใจลอยใจฟุ้งมากจนเกินไป
คืนนี้คงจะต้องทำงานอีกสักพัก
ช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤต อะไรต่ออะไรก็ไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง ทั้งระบบจิต โดยเฉพาะระบบชีวิต
แต่อย่างไรก็ขอทำความดีต่อไปเพื่อให้ชีวิตนี้ยืนหยัดด้วย "ความดี..."
อืมมม..ท่านก็มี. ช่วงวิกฤต.. ทั้งระบบจิต ..ระบบชีวิต..หรือ??เจ้าค่ะ
อื่ม... มีสิ มีสิ และเรายอมว่า "มี" ด้วย
เมื่อใดที่เรายังมีชีวิต ใช้ชีวิต และดำรงชีวิตอยู่บนความประมาท ชีวิตนั้นก็ย่อมอยู่ในช่วงวิกฤต
เมื่อชีวิตนั้นตั้งอยู่บนความประมาท ระบบจิตก็จะวิกฤตไปด้วย
ความประมาท บาป หรือแม้กระทั่งบุญเพียงเล็กน้อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสั่งสมอยู่ในดวงจิต
เมื่อคนเรายังมีชีวิตคือยังไม่ตาย ทุกก้าวที่ประมาท โดยยังมีความคิดอยู่ นิดหน่อยน่า ไม่เป็นไร เมื่อนั้นจิตและชีวิตจะเข้าอยู่ในภาวะวิกฤต
และสิ่งที่สำคัญเราจักต้องยอมรับว่าสิ่งนั้นคือวิกฤต
ครั้นเมื่อยอมรับแล้วเราจะได้ดำเนินการขั้นตอนต่อไปคือการแก้ไข ปรับปรุง การยอมรับเพื่อการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาทนี้เองคือ "การภาวนา..."
กราบนมัสการพระคุณท่านครับถ้าเรามุ่งพัฒนาวัตถุ เช่นการสร้าง บ้านหลังสุดท้ายจะทำให้เวลาของการพัฒนาจิตลดน้อยถอยลงมั้ยครับการฝึกการพัฒนาจิตจะเหมือนกับ การเอามือแหวกแหนที่อยู่บนน้ำเพื่อให้เห็นความใสของน้ำพอ หยุดแหนก็จะมาปิด ความใสของน้ำจำ นวนแหนก็จะมากกว่าเก่าเราก็ต้องเริ่มต้น ใหม่ทุกครั้งอย่างนั้นหรือเปล่าครับ กราบนมัสการ จาก..ผู้ผ่านมา