วันนี้เราได้มีโอกาสเดินทางไปยังวัดแห่งหนึ่งเพื่อสวดอภิธรรมศพของโยมลูกศิษย์ โดยข้าง ๆ ศาลาที่สวดศพนั้นเราได้ยินเสียง "หึ่ง ๆ ๆ" อยู่บริเวณเมรุ เลยพอรู้ได้ว่า "เตาเผาศพ" กำลังทำงานอยู่...
ตอนแรกที่ไปยังไม่เจอพี่สัปเหร่อ ได้ยินแต่เสียงเครื่องทำงาน แต่พอได้ยินเสียงที่ครากกระดูกดังแคร้ก ๆ ๆ เราจึงรีบรุดเดินทางไปเสวนาด้วย
พอเจอพี่สัปเหร่อ เราก็ทักทายบอกว่าตอนนี้เรากำลังทำเมรุอยู่ ขอโอกาสคุยด้วยเพื่อหาความรู้สักหน่อย
พี่สัปเหร่อก็เมตตาบอกข้อมูลเรื่องต่าง ๆ กับเรามาพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจก็เพราะพี่เขาบอกว่า "หัวเผา (Burner)" ตัวนี้ราคาเกือบสองแสน...?
เราเริ่มแปลกใจ เพราะตอนที่เราหาข้อมูลเรื่องหัวเผานั้น เราทราบมาว่าหัวเผาที่เป็นระบบแก๊ส จะแพงกว่าหัวเผาที่เป็นหัวฉีดน้ำมัน

เพราะเจ้าหัวเผาระบบแก๊สที่เราใช้ที่เชียงใหม่นั้น ก็ว่าแพงสุด ๆ แล้ว ราคายังไม่ถึง 1.5 แสนเลย (Weishupt ของเยอรมัน ราคาอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.3 แสนบาท) แต่เตาตัวนี้เป็นเตาน้ำมัน ทำไมหัวเผาถึงราคาตั้งสองแสน
เราก็เลยย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องในระหว่างที่เราเดินทางมานั้น
ระหว่างทางเรามองดูหัวล่อฟ้ามาตลอดทาง เพราะท่านอาจารย์ให้การบ้านเราหาความรู้เรื่องระบบล่อฟ้า โดยการเดินทางครั้งก่อนในช่วงที่เดินทางมากรุงเทพฯ ท่านชวนให้เราดูหัวล่อฟ้ามาตลอดทาง ครั้งนี้เราจึงไม่พลาดที่จะดูหัวล่อฟ้าที่ติดอยู่ตามตึกในกรุงเทพฯ...
จากการสังเกตุดูหัวล่อฟ้าตามตึกทั้งน้อยทั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ (กว่า 90%) เป็นหัวล่อฟ้าที่เป็นแฉก ๆ ซึ่งเป็นระบบล่อฟ้าแบบ "ฟาราเดย์ (Farady' Cage)"
ตอนแรก ๆ ที่เราได้ยินจากการบอกเล่า (Word of Mouse) เกี่ยวกับเจ้าหัวล่อฟ้าแบบแฉก ๆ นี้ เขาบอกว่า "ล้าสมัย ไม่มีใครใช้แล้ว..."
แต่... คำพูดของท่านอาจารย์ที่พูดกับเรา (แกมสอนแบบให้ปัญญา) ว่า "เราไม่ใช่คนที่เชื่อใครง่ายนะ" ทำให้เราต้องทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าระบบล่อฟ้านี้เพื่อไม่ให้โดนหลอกได้
โดยเจ้าระบบล่อฟ้าแบบฟาราเดย์นั้น ที่เราหาข้อมูลมาได้ (ถ้าใครทราบหรือเชี่ยวชาญ เพิ่มเติมด้วยนะครับ) เป็นระบบที่จะใช้การดูดกระแสไฟฟ้าจากพื้นดินซึ่งเป็นขั้วบวก ส่งผ่านประจุไฟฟ้าขึ้นไปบนยอด (หัวแฉก) นั้นเพื่อล่อสายฟ้าเวลาที่เกิดฝนฟ้าคะนองซึ่งจะเป็นประจุลบ ซึ่งระบบนี้ "ง่ายและประหยัด" จนทำให้เกิดความเชื่อว่า เฮ้ย... ของดีราคาถูกมีเหรอ?
ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการนำเข้าและจัดจำหน่ายหัวล่อฟ้าระบบ ESE (Early Streamer Emission) ซึ่งผลิตโดยกลุ่มประเทศยุโรปและออสเตรเลีย ซึ่งราคาค่อนข้างสูง (หลักหมื่น ถึงหลักแสน)
จึงทำให้เกิดความเชื่อว่า "ของแพง ถึงจะดี..."
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากหลังจากที่เราได้มีโอกาสค้นหาข้อมูล พูดคุย และสอบถามบุคคลต่าง ๆ
เพราะต่างคนต่างก็มีความรู้ ความเชื่อที่แตกต่างกันไป
แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เราสรุปและต้องยอมรับความเก่งแบบสุดยอดคนเลยก็ว่านั่นคือ "นักการตลาด..."
ความรู้ต่าง ๆ ในประเทศเราตอนนี้ ความรู้ใดจะดีหรือไม่ดี คนที่อิทธิพลสูงมากก็คือ "นักการตลาด"
นักการตลาด ซึ่งอยู่ในคราบของนักธุรกิจปัจจุบัน เป็นผู้กำหนดทิศทางความรู้ของประเทศไทย
การถกเถียงกันระหว่างระบบล่อฟ้าที่มาจากค่ายสหรัฐฯ และยุโรปนั้น เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันไม่จบ เพราะสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับค่านิยมและความพอใจ ที่ถูกส่งเสริมและจูงท้ายโดยนักการตลาด
"รู้ดีก็ยุ่ง รู้ไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง" ปัจจุบันความรู้จากนักธุรกิจกำลังทำให้เรายุ่งได้ในทุกวัน
คนขายของ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าคนกลาง นายหน้า ตอนนี้จะส่งเสริมหรือให้ความรู้ว่าของอะไรดี กว่าครึ่งหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับว่า "สินค้าใดให้กำไรมากกว่ากัน..."
สินค้าใดมีกำไรมาก สินค้านั้นถือว่าดี (ของผู้ขาย)
เขาจะชักแม่น้ำทั้งห้า ยกข้อดีของตนโจมตีข้อด้อยของผู้อื่น
จะว่าไปตามหลักการบริหาร การวิเคราะห์ SWOT (จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค) นั้น เป็นสิ่งที่ดีและมีค่ามาก
แต่นักธุรกิจบ้านเราจะรอบคอบมากกว่าปกติ คือ วิเคราะห์ทั้งของตนเองและวิเคราะห์ทั้งของคู่แข่ง และนำข้อด้อยของคู่แข่งมาโจมตี เพื่อส่งเสริมศักดิ์สินค้าของตนเองให้สูงขึ้น
"คนเราถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี คนเรามันก็มีแค่นี้แหละ..."
ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับสินค้าในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบ
ย้อนกลับมาถึงเรื่องหัวเผา (Burner) เป็นสิ่งที่ทำให้มองเห็นค่านิยมของเราได้อย่างชัดแจ้งว่า "ของแพง จึงจะดี..."
นักการตลาดสร้างค่านิยมของแพงแล้วดีนี้มานานนับทศวรรษ
จะดีหรือไม่ดีขอให้แพงไว้ก่อน
หรือถ้าต้นทุนไม่แพงก็ขอตั้งราคาขายแพงไว้ก่อน
หัวเผาตัวนี้ก็เหมือนกัน พอพี่สัปเหร่อบอกราคาเราเสร็จกว่าราคาหัวเผาตัวหนึ่งสองแสน เราก็ไม่รอช้ารีบเดินไปดูข้างหลังเพราะอยากรู้ว่ามันเป็นยี่ห้ออะไรทำไมแพงจัง
พอเห็นแล้วก็ถึงบางอ้อ เพราะราคาหัวเผาระบบน้ำมันตัวนี้เราเคยเช็คราคาแล้ว หนึ่งตัวราคาไม่ถึงห้าหมื่นบาท (ทำไมคนขายบอกราคาพี่เขาแพงจัง...)
แต่พี่เขาก็ดูภูมิใจมากนะที่เขาได้ใช้หัวเผาราคาแพง ๆ ขนาดนี้ (แพงตามที่คนขายบอก)

ความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ของแพงนี่แหละ เป็นสิ่งที่นักการตลาดสร้างขึ้น แล้วนำมาหลอกกินเงินเรามานักต่อนัก
ในโลกนี้ของดีราคาถูกมีหรือ...? อันนี้ถ้ามองให้ดี นักการตลาดก็ตกเป็นจำเลยในฐานะสร้างค่านิยมในการใช้ของหรูหราและฟุ่มเฟือย
ของดีราคาถูกนั้นยังมีอีกมาก
เพราะของดีราคาถูกนั้น เป็นราคาที่ถูกต้องมากกว่า "ถูกใจ..."
ของดี ราคาถูกน่าจะมีน้อยนะคะ
ของดี ราคาแพง ถ้าใข้ได้นานก็คุ้มค่ะ
อื่ม... เป็นคำตอบที่น่าสนใจมาก ๆ เลย
มีน้อย มีน้อย ก็แสดงว่ายังมีอยู่เน๊อะ...!
ดังนั้นการขวนขวายของเราจักไม่เสียเปล่า หากได้หาสิ่งที่ดี ๆ และยังมีน้อยอยู่นั้น หาให้ได้ หาได้เจอ ใช้ความสามารถของเราให้เต็มที่ ใช้ให้ได้อย่างดีที่สุด
ความสามารถ ความพยายามอันเป็นวิริยะบารมี นั้นก็เป็นของดีราคาถูกอันหนึ่งที่มีน้อยอยู่ในโลกนี้
เราโปรดใช้วิริยะบารมีอันเป็นของดีราคาถูกนี้เถิด
ใช้แรง ใช้ใจ ทุ่มเทลงไปในการทำความดี ประกอบการเสียสละ แล้วชีวิตนี้ เราจะได้เจอแต่สิ่งดี ๆ ของดี ๆ สรรพสิ่งที่ดีจากของดีราคาถูกนี้เอง...
เยี่ยมจริง ๆ พระคุณ ท่าน