ลุ่มน้ำโขงไหลรินอย่างงดงามและทรงพลัง ผ่านจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม ดิฉันเพิ่งกลับจากเยือนลุ่มน้ำโขงร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข ( 4 ส ) รุ่น 1 สถาบันพระปกเกล้าได้นั่งเรือจากสิบสองปันนาถึงเชียงแสน เห็นภาพชุมชนและประชากร 2 ฝั่งน้ำที่มีความผูกพันทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกันมาช้านานหลายพันปี จึงขอฝากบทความของน้องก๊อด นายอริยะ เพ็ชรสาคร ว่าที่บัณฑิตปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่เขียนเรื่องการไปเยือนลาวได้อย่างน่าประทับใจดังนี้
“ผมได้มีโอกาสติดตามคณะศึกษาดูงานจากภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร ไปดูงานด้านการจัดการประชากรลาว ที่ประเทศสาธารรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในระหว่างวันที่ 4 – 7 กันยายน พ.ศ.2551
คณะเริ่มต้นดูงานจากด่านตรวจคนเข้าเมืองสาธารรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่นครเวียงจันทร์ ได้เห็นว่า สปป.ลาว ยึดถือแนวปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตามสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาที่ได้ทำไว้กับประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นแบบทวิภาคีหรือพหุภาคีก็ตาม จึงมีความเป็นสากลในแนวทางการปฏิบัติทั้งต่อคนในประเทศและต่อคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศลาว ทั้งนี้เพราะสปป.ลาวนั้นเป็นพื้นที่ Land lock คือไม่มีพื้นที่ติต่อกับชายฝั่งทะเล จึงตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้สปป.ลาวนั้นเป็น Land link เพื่อที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง
ออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วคณะเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุหลวง ซึ่งมีเจดีย์พระธาตุหลวงงดงาม คล้ายกับพระธาตุพนมของประเทศไทยเราเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่จะมีคำกล่าวว่าเมืองไทยกับเมืองลาวนั้นเป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน
หลังจากเข้าที่พักแล้วคณะได้เดินทางไปดูงานที่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว เพื่อฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่อง “แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศ”และการบรรยายพิเศษในหัวข้อ เรื่อง “ราษฎรลาว” ซึ่งผมเองมีความสนใจมากเพราะผมกำลังทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ปัญหาบุคคลตกหล่นทางทะเบียนราษฎรไทย” เมื่อคณะเดินทางมาถึงคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ได้พบกับเหตุการณ์ที่น่าแปลกใจคือมีการฝึกซ้อมยิงปืนภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการฝึกวิชาทหารของนักศึกษาทั้งหญิงและชาย ซึ่งต้องเข้าฝึกทุกคน(ไม่มีการยกเว้น) และการฝึกนี้ได้รับความร่วมมือนักศึกษาด้วยดี ไม่มีใครหนีการมาฝึกวิชาทหารที่มีระยะเวลา 2 สัปดาห์ มีนัยที่ว่านักศึกษาลาวมีความรักชาติเป็นอย่างมาก
บรรยากาศการเรียนรู้เต็มไปด้วยความเป็นมิตรระหว่างคณะดูงานกับทางมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งอาจเป็นเพราะคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ของ ม.แห่งชาติลาวได้ส่งอาจารย์เข้ามาศึกษาวิชากฎหมายต่อที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย หลายคน การเดินทางมาเยือนครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการที่อาจารย์มาพบปะลูกศิษย์
การจัดการระบบการทะเบียนราษฎรของประเทศลาวมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพราะเริ่มต้นที่ระดับล่างสุดคือ ระดับของนายบ้าน (หากเทียบกับประเทศไทยคือผู้ใหญ่บ้าน) หนึ่งหมู่บ้านจะมีหลายนายบ้าน โดยนายบ้านหนึ่งคนดูแลประมาณ 10 บ้าน ฉะนั้นจึงเป็นที่มั่นใจว่านายบ้านจะดูแลราษฎรได้อย่างทั่วถึงและบุคคลที่ได้อยู่ในระบบการทะเบียนราษฎรลาวนั้นมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศลาวแน่นอน และไม่ว่าการเกิด การตาย การย้ายเข้าออกภายในหมู่บ้าน ก็จะต้องแจ้งต่อนายบ้าน ภายใน 48 ชั่วโมง
หน่วยงานหลักของ สปป.ลาว ที่ดูแลงานทะเบียนราษฎร คือ กระทรวงป้องกันความสงบ กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่แจ้งเกิด แล้วจึงขึ้นทะเบียนสัมมะโนครัว เป็นการขึ้นทะเบียนครอบครัว โดยบุคคลมีภูมิลำเนาที่ไหนต้องไปขึ้นทะเบียนที่นั่น จะไปขึ้นทะเบียนที่อื่นมิได้ และประชากรลาวนั้นต้องขึ้นทะเบียนครอบครัว 2 ประเภท นั่นคือ
1. แบบเฉพาะ คือ เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ต้องให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายบ้านเพื่อลงชื่อใน ทะเบียนของครอบครัวนั้น ซึ่งทะเบียนนี้ออกให้เป็นส่วนบุคคลในครอบครัว สามารถออกได้ทั้งคนลาวเองและคนต่างด้าว
2. แบบหมู่ เมื่อบุคคลนั้นได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนที่มีหอพัก หรืออยู่ที่วัด หรือค่ายทหาร ก็ตามจะต้องลงทะเบียน ในทะเบียนสัมมะโนครัวแบบรวม
ทางการลาวจะออกเอกสารรับรองตัวบุคคลที่เกิดหรืออาศัยอยู่ใน สปป.ลาว ซึ่งเรียกว่า ปื้ม ซึ่งมีลักษณะคล้ายทะเบียนบ้านแบบเก่าของเรา การที่บุคคลมีปื้มแล้ว จะมีสิทธิที่จะเดินทางได้ทั่วประเทศลาว(แต่ต้องแจ้งนายบ้านก่อนเสมอ) โดยแบ่งระหว่างคนชาติกับคนต่างด้าว คนชาติลาวได้ปื้มสีม่วง คนต่างด้าวได้ปื้มสีแดง การที่มีปื๊มก็เพื่อจำแนก,คุ้มครองและให้สิทธิ หากบุคคลใดไม่มีปิ๊มก็ไม่สามารถถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนได้
ต่อมาคณะได้ดูงานที่ศาลประชาชนลาว เทียบได้กับศาลฎีกาของประเทศไทยเพราะแนวทางวิธีพิจารณาความและพระธรรมนูญศาล(เขตอำนาจของศาล)ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับของประเทศไทยด้วยเช่นกัน
แต่ที่ต่างจากไทยก็คือในส่วนของกฎหมายขัดกัน (ในกรณีที่นิติสัมพันธ์มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ จะมีลักษณะระหว่างประเทศ เพราะมีจุดเกาะเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของหลายประเทศ นิติสัมพันธ์นั้นจึงไม่อาจตกอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐใดรัฐหนึ่งที่เกี่ยวข้อง แต่กลับตกอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐทุกรัฐที่เกี่ยวข้อง และนำมาซึ่งสถานการณ์ที่เรียกว่า “การขัดกันแห่งกฎหมาย”[1] ซึ่งศาลเองก็สามารถที่จะหยิบยกเอากฎหมายประเทศต่างๆมาปรับใช้ในกระบวนการพิจารณาคดีนั้นได้) โดยปกติหลักทั่วไปของศาลประชาชนสูงสุดจะใช้กฎหมายของ สปป.ลาวเป็นหลัก
ผู้เขียน ขอขอบพระคุณ มูลนิธิคณึง ฦๅไชย และมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาที่ได้สนับสนุนงบประมาณการไปศึกษาดูงานครั้งนี้
ปัจจุบันผมทำงานที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสิทธิและสถานะบุคคล ทำหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและบุคคลที่มีปัญหาด้านสถานะทางกฎหมาย ผมอยากเห็นบุคคลทุกคนที่เกิดในประเทศไทยทุกคนนั้นควรที่จะได้รับการดูแลจากรัฐในการใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน บุคคลใดที่มีองค์ประกอบครบในการที่จะมีสถานะบุคคลเป็นคนสัญชาติไทย ก็ควรที่จะให้บุคคลนั้นได้สิทธินั้นตามกฎหมาย ส่วนบุคคลใดมีสิทธิทางสถานะอย่างไรก็ควรที่จะให้สิทธิทางสถานะบุคคลที่ถูกต้องด้วย โดยผมจะทุ่มเทความรู้ที่มีในการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างสุดความสามารถ”
ขอให้ชาวไทยเห็นคุณค่าของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีจิตอาสา มุ่งทำหน้าที่เพื่อสร้างความเสมอภาคและศานติสุขให้มนุษยชาติ ด้วยการให้กำลังใจ ให้หลักวิชาการ ทุนทรัพย์ และทรัพยากรบรรดามี เป็นของขวัญปีใหม่ 2552 ที่จะมาถึงนี้และต่อเนื่องตลอดไปนะคะ
[1]พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีบุคคล. พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2546
ตีพิพมพ์ใน
สยามรัญสัปดาหวิจารณ์
ปีที่ ๕๖ ฉบับที่ ๑๔ ว
วันศุกร์ที่ ๒๖ธันวาคม ๒๕๕๑ - วันทพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒
ครับ