เชื่อไหมครับ เมื่อปี ๒๔๙๕ ด.ช. วิจารณ์ พานิช อายุ ๑๐ ขวบ เรียนหนังสืออยู่ชั้น ม. ๑ โรงเรียน ชุมพร “ศรียาภัย” โดนไล่จากโรงเรียนให้กลับบ้านในวันนั้น ฐานไม่สวมรองเท้าไปโรงเรียน
ที่จริงตามปกติผมสวมรองเท้าผ้าใบไปโรงเรียน สมัยนั้นในต่างจังหวัดนักเรียนทุกคนสวมรองเท้าผ้าใบ โดยสวมถุงเท้าบ้าง ไม่สวมบ้าง และมีเด็กนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งไม่สวมรองเท้าเลย มาโรงเรียนด้วยเท้าเปล่า
แต่วันนั้นผมนึกสนุกอย่างไรก็ไม่ทราบ ไม่สวมรองเท้าไปโรงเรียน อาจเห็นเพื่อนๆ จำนวนมากเดินเท้าเปล่า ก็เอาบ้าง และเข้าใจว่าผมเคยทำอย่างนั้นมา ๒ – ๓ ครั้งโดยไม่มีปัญหา ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าครูอาจจับเด็กที่ไม่สวมรองเท้ามาโรงเรียนทำโทษ เช่นโดนครูเอาไม้เคาะหน้าแข้ง โดนตีด้วยไม้เรียว แต่ก็นานๆ ครั้ง เด็กๆ ยินดีเสี่ยง
ผมมารู้ภายหลัง เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ว่าเพื่อนๆ ที่เขาไม่สวมรองเท้ามาโรงเรียนนั้น มีสาเหตุ ๒ อย่าง อย่างแรกเพราะจน ไม่มีเงินซื้อรองเท้า และอย่างที่ ๒ เพราะการสวมรองเท้าไม่สะดวก เพื่อนๆ เหล่านี้เดินจากบ้านมาโรงเรียนต้องผ่านทุ่งนา ต้องลุยโคลน ถ้าสวมรองเท้าก็ต้องถอด เอาชายเชือกผูกรองเท้า ๒ ข้างผูกกัน แล้วคล้องคอ มือถือห่อหรือกระเป๋าหนังสือและข้าวห่อสำหรับกินตอนเที่ยง แล้วเดินลุยทุ่งนามาโรงเรียน มันไม่สะดวกอย่างยิ่ง และตามปกติเด็กเหล่านี้อยู่ที่บ้านก็เดินเท้าเปล่าอยู่แล้ว
แต่ที่บ้านผมไม่เดินเท้าเปล่า ตอนนั้นเราสวมเกี๊ยะไม้ แต่เวลาวิ่งเล่นหรือทำอะไรหลายๆ อย่างเดินเท้าเปล่าสะดวกกว่า เช่นเดินไป “กลางนา” ซึ่งอยู่หลังบ้าน ดังนั้นฝ่าเท้าของผมในตอนนั้นจึงหนาพอที่จะเดินไปโรงเรียนด้วยเท้าเปล่าได้สบาย ยิ่งกว่านั้น เมื่อโดนครูจับและลงโทษไล่กลับบ้านในวันนั้นผมฉลองด้วยการเดินกลับบ้านร่วมกับเพื่อนๆ ที่บ้านอยู่ใกล้กันอีกหลายคนและโดนไล่พร้อมกัน คือแทนที่จะเสียใจที่ถูกลงโทษ เรากลับรู้สึกสนุก ระยะทางที่เดินคือ ๖ ก.ม. ครับ เดินบนถนนโรยกรวดด้วยเท้าเปล่าอย่างไม่เดือดร้อนใดๆ แสดงว่าตอนนั้นฝ่าเท้าของผมจะต้องหนามากทีเดียว
ตอนนั้นเพื่อนๆ ผมหลายคนเท้าหนามาก และปลายเท้าแผ่ออกกว้าง เป็นการปรับตัวตามธรรมชาติให้เดินได้ถนัด แต่เวลาสวมรองเท้าไม่ถนัดเลย ยัดเท้าเข้าไปในรองเท้ายากมาก และเวลาสวมรองเท้าจะรู้สึกไม่สบายเท้า (ที่จริงเราเรียก “ตีน”) เพราะโดนรองเท้าบีบ จนบางคนเท้าเป็นแผล เรียกว่า “รองเท้ากัด” เวลาสวนรองเท้าแทนที่จะเดินอย่างสง่าผ่าเผยกลับเดินเขยก
อากาศดี อารมณ์ดี ทำให้นึกเรื่องเก่าๆ ออก เอามาเล่าไว้เป็นจารึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตเด็กบ้านนอก
วิจารณ์ พานิช
๒ ธ.ค. ๕๑
สวัสดีค่ะ
ทำให้หนูพลอยนึกถึงชีวิตเด็กบ้านนอก ตามท้องไร่ท้องนา ด้วยเลยค่ะ
เวลาเล่าให้นักเรียนฟัง รู้สึกดีว่าเราผ่านความลำบากมามากเหมือนกันนะ
อยากให้นักเรียนตั้งใจ อดทน ขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือ
ขอบคุณค่ะ ที่ทำให้หนูมีรอยยิ้ม :)
หลับตานึกภาพตามเหตุการณ์ที่อาจารย์เล่าความหลังแล้ว ต้องอมยิ้มไปด้วย ดูแล้วน่ารักน่าหยิกดีค่ะ
สวัสดีครับ
อ่านเรื่องนี้ของอาจารย์แล้ว นึกถึงชีวิตตอนเป็นเด็กๆ โดยเฉพาะตอนเป็นนักเรียน หลายคนมีวีรกรรมในหลายๆ อย่าง แล้วคุณครูก็มีวิธีการหลายๆ อย่างในการจัดการกับวีรกรรมของนักเรียน ที่นำเสียยึดยาว ก็จะเล่าถึงวีรกรรมที่ตนเองทำ เรื่องมีอยู่ว่า...
ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่ พ่อให้ไปเรียนในเมือง ในขณะที่มีรถสองแถวจากในหมู่บ้านไม่กี่คัน ระยะทาง ประมาณ 8 กิโล จากบ้าน ตามประสาเด็กเราก็ตื่นสายบ้างในบางครั้ง เมื่อไปถึงโรงเรียน ประตูโรงเรียนก็ปิดเสียแล้ว เราก็เลยปีนรั้ว เข้าโรงเรียนไป
ปรากฎว่า โดนครูจับไปทำโทษในฐานะปีนรั้วเข้าโรงเรียน
ความรู้สึกตอนนั้น โกรธมาก นึกในใจอะไร (ว่ะ)เราปีนเข้ามาเรียน มาทำโทษเรา ทีคนที่หนีโรงเรียน ทำไมไม่ไปทำโทษ..
ความคิด ความรู้สึกนั้นยัง ฝังอยู่ในใจอยู่ตลอด
ก็เลยอยากเล่าให้คุณครูได้อ่านเท่านั้นเองครับ
กราบสวัสดีปีใหม่ท่านอาจารย์
ด้วยความเคารพยิ่งคะ
เห็นภาพที่อาจารย์ได้เล่าผ่านตัวอักษรอย่างเด่นชัด
และดีใจเพิ่มยิ่งขึ้นคือ..เมื่อเห็นชื่อโรงเรียนคะ
"ศรียาภัย"
เห็นภาพในวัยเรียนที่นี่คะ..(แต่รุ่นหลังท่านอาจารย์มาก ๆ คะ)
ดีใจมาก ๆ คะ