บรรยากาศในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะไม่ได้เป็นเพียงวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เท่านั้น แต่ยังเป็นวันแรกที่ทั้งคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งแรกภายหลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ยอมถอนตัวออกจากการยึดทำเนียบรัฐบาลไปเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้รัฐมนตรีที่เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลเป็นคนแรก คือ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาถึงเมื่อเวลา 07.15 น. ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เดินทางมาถึงในเวลา 07.45 น. และถือฤกษ์ 08.19 น. ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เริ่มจากพระพรหมณ์บนตึกไทยคู่ฟ้า ต่อด้วยศาลพระภูมิบริเวณข้างตึกสันติไมตรี และพระพุทธรูปในห้องทำงานภายในตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะเข้าไปเป็นประธานการประชุม ครม. ในเวลา 09.00 น.จากนั้นเวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ จึงออกมาแถลงผลการประชุม ครม. ด้วยตัวเองว่า ที่ประชุมได้รับทราบเรื่องสำคัญ คือ การสรุปภาวะของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานให้รับทราบ นอกจากนี้ ครม.ยังได้อนุมัตินโยบายรัฐบาลที่จะต้องแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะเร่งจัดพิมพ์และส่งให้รัฐสภาเร็วที่สุด และขอให้มีการเปิดประชุมเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29-30 ธันวาคม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เนื่องจากเป็นการประชุม ครม. ครั้งแรก จึงได้ให้แนวทางการทำงานร่วมกันของ ครม. รวม 9 ข้อ คือ 1.ให้น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานเมื่อวันเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ 2.ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ 3.ให้นโยบายรัฐบาลที่ ครม. อนุมัติเป็นเป้าหมายร่วมกันของรัฐบาลชุดปัจจุบัน 4.ต้องทำงานอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แม้เป็นรัฐบาลผสม แต่ต้องไม่แบ่งพรรค และรับผิดชอบร่วมกัน 5.รัฐบาลนี้อยู่ในวิถีทางของรัฐสภา จึงขอให้รัฐมนตรีทุกคนเข้าร่วมประชุมและตอบกระทู้ถามสดจากสภาฯ อย่างสม่ำเสมอ 6.รัฐมนตรีทุกคนถือเป็นบุคคลสาธารณะ ดังนั้นหากเกิดภาวะปัญหา ขอให้รัฐมนตรีปฏิบัติโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่อยากให้นำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นศรัทธา 7.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ 8.ขอให้พร้อมรับการตรวจสอบ และไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางการตรวจสอบ รวมทั้งให้ใช้เหตุผลชี้แจง และ 9.ให้ถือความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การให้แนวทางดังกล่าว ทำในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่มีหน้าที่ประเมินผลงานของรัฐมนตรี หากการอยู่ในตำแหน่งเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แม้จะไม่ผิดกฎหมาย หรือไม่ได้ทำความผิด ก็ขอให้รัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งตนเองยึดถือผลประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตัวหรือรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า หากรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามแนวทาง 9 ข้อ จะมีบทลงโทษอย่างไร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่าก็เป็นหน้าที่ของตนที่จะพิจารณาต่อไป ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่า จะให้เวลาเท่าใดในการประเมินผลงานรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า จะเป็นคนประเมินตลอด และตั้งแต่ตอนนี้ไปก็จะต้องประเมินอยู่ตลอด ซึ่งอย่างน้อย 3 เดือนก็ต้องประเมินอยู่แล้วเมื่อถามถึงกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เชิญคณะทูตและผู้สื่อข่าวต่างประเทศมาพบ โดยมีการกล่าวถึงการปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นเรื่องสนุกสนาน กระทั่งถูกต่างชาติวิจารณ์อย่างหนัก นายอภิสิทธิ์ จึงชี้แจงว่า กรณีการยึดสนามบินต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ส่วนการแสดงความคิดเห็นของ นายกษิต นั้นไม่มั่นใจว่า เป็นการตอบคำถามหรือพูดในบริบทใด แต่ในแนวทาง 9 ข้อ ก็ได้ย้ำไปแล้วว่า ในการแสดงความเห็นของรัฐมนตรีทุกท่าน ต้องคำนึงถึงจุดยืนและนโยบายของรัฐบาลในภาพรวมด้วย
เมื่อถามว่า นโยบายสร้างความสามัคคีในชาติ จะทำให้เกิดความเสมอภาคได้อย่างไรระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า การแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความสามัคคี จะต้องทำให้เกิดความยุติธรรม ส่วนแรกคือการจัดการคดีความต่าง ๆ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนที่สอง คือ กลุ่มที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ต่างมีข้อเรียกร้องทางการเมือง จึงต้องใช้กระบวนการปฏิรูปการเมืองให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรม ส่วนที่สาม คือ ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งภาค แบ่งฝ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ นายอภิสิทธิ์ ต้องแถลงข่าวด้วยตัวเองนั้น เพราะเป็นการประชุม ครม. นัดแรก กำลังอยู่ระหว่างการสรรหาโฆษกรัฐบาล โดยอยากได้คนที่มี
ความพร้อมสามารถอธิบายเรื่องต่างๆ ให้กับสังคมได้ดี ซึ่งที่ผ่านมามีการทาบทาม นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาดำรงตำแหน่ง โดยคาดว่าจะชัดเจนภายในไม่กี่วันข้างหน้า ส่วนการแบ่งงานในสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับ นายอภิสิทธิ์ ในช่วงก่อนหน้านี้ ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านสื่อเป็นหลัก นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งจะช่วยดูด้านเศรษฐกิจ ขณะที่นายอภิสิทธิ์จะดูแลเรื่องข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตามต้องรอหลังแถลงนโยบายรัฐบาล จึงจะมีความชัดเจน
นายสาทิตย์ ยอมรับด้วยว่า มีแนวคิดจะเป็นแปลงสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กลับมาเป็นช่อง 11 ตามเดิมจริง แต่ต้องประเมินผลก่อนว่า หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงจากช่อง 11 เป็นเอ็นบีทีแล้ว มีข้อดีหรือไม่ประโยชน์อย่างไรบ้าง แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนและคงไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้อำนวยการสถานีเอ็นบีที เพราะยังไกลเกินไป "ส่วน อสมท นั้น ตามมารยาทเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะต้องมีการเปลี่ยนบอร์ดด้วย และขณะนี้ก็มีบอร์ดบางส่วนที่ครบวาระพอดี ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมจะทำหลังแถลงนโยบายรัฐบาล ก็คือเรื่องบอร์ด อสมท" นายสาทิตย์ กล่าว
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. ทุกคนตระหนักดีว่า เข้ามาทำงานในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ฉะนั้นต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว ส่วนกรณีที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอว่า หากภายใน 3 เดือนรัฐมนตรีคนใดไม่มีผลงาน ก็ควรโดนปรับออกนั้นก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ ครม. ทำงานกันมากและเร็วขึ้น แต่เชื่อว่า ครม. ทุกคนต้องการทำงานให้สมกับสิ่งที่ประชาชนคาดหวังไว้อยู่แล้ว
นายวิทยา แก้วภารดัย รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์อันสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจของ ส.ส. ที่พลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดยยอมรับว่า ปัญหายังไม่ถึงกับยุติ แต่เป็นเรื่องภายในที่สามารถคลี่คลายได้ โดยภายในพรรคต้องแก้ปัญหากันเอาเอง ด้วยการให้ทุกคนมาปรับความเข้าใจกัน โดยพรรคจะไม่ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อนไปด้วย และรับรองว่า ปัญหาจะไม่บานปลายอย่างแน่นอน
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาย้ำถึงกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสมของรัฐมนตรีหลายคนว่า อย่าไปดูที่หน้า ให้ดูที่ใจของทุกคน และขอเวลาให้เขาทำงานสักนิดประมาณ 3 เดือน หากใครทำงานไม่ดีค่อยพิจารณากันภายหลังก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์ และทุกคนจะช่วยกันประคองรัฐบาลให้บริหารประเทศต่อไปได้
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อเนวิน กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ขอให้รัฐมนตรีทุกคนอดทนและเสียสละในการทำงาน เพื่อทำให้ประเทศชาติเกิดความเรียบร้อย โดยจากนี้ไปเราทุกคนต้องเป็นหนึ่งเดียว จะไม่มีการแบ่งกลุ่มเป็นก๊กหรือเป็นพรรค เราจะเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เข้ามาคลี่คลายวิกฤติให้บ้านเมือง
เมื่อถามถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลุ่มเพื่อนเนวินเรียกร้อง แต่พรรคประชาธิปัตย์มองว่า ควรสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองมากกว่า นายบุญจง ให้ความเห็นว่า ในนโยบายรัฐบาลกำหนดชัดเจนว่า จะสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนที่นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งกลุ่มก็รับได้และไม่มีปัญหาอะไรขณะที่ นายโสภณ ซารัม รมว.คมนาคม แกนนำอีกคนของกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาล จะเริ่มพิจารณาโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงว่า สิ่งไหนควรทำต่อ สิ่งไหนไม่ควรทำ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์สำหรับองค์การขนส่วนมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 4 พันคัน ซึ่งถูกพรรคประชาธิปัตย์ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช หากเห็นว่าดีก็จะทำต่อ หากไม่ดีก็แก้ไข แต่โดยส่วนตัวมองว่า เป็นโครงการที่ดีชิ้นหนึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล เผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้แก้ไขเนื้อหาตามร่างนโยบายรัฐบาลในบางประเด็จ โดยคาดว่า จะแก้ไขและจัดพิมพ์พร้อมส่งให้รัฐสภาได้ภายในวันที่ 24 ธันวาคมนายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า นโยบายรัฐบาลจะมีทั้งนโยบายเร่งด่วนและนโยบายระยะ 3 ปี ตามวาระงานของรัฐบาล ซึ่งวาระเร่งด่วนมีทั้งหมด 22 เรื่องที่ต้องทำภายใน 1 ปีขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลของรัฐบาลนั้น มีเนื้อหา 36 หน้า โดยส่วนแรกเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก เน้นการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในภาพรวม อาทิ การสนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ การตั้งสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ การตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูปการเมือง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และการจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นครอบคลุมทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การส่งออก และอสังหาริมทรัพย์ โดยรวมไปถึงการสร้างงานและรายได้ในชนบทขณะที่ในส่วนของนโยบายที่จะดำเนินการภายใน 3 ปีนั้น มีการแบ่งเป็นหลายหมวด โดยมีภาพรวมดังนี้ด้านความมั่นคง มุ่งการปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างสันติภาพของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาอย่างสันติ การจัดระเบียบชายแดน และการแก้ปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล 2 สัญชาติให้ชัดเจนส่วนนโยบายด้านสังคมและคุณภาพชีวิต แบ่งเป็น ด้านการศึกษา จะมุ่งปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ยกระดับการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักการศึกษาตลอดชีวิต พร้อมกับจัดระบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พร้อมจัดให้ได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมปลาย ยกระดับโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์การศึกษา และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยด้านแรงงาน จะดำเนินการคุ้มครองแรงงานทั้งในและนอกระบบให้เกิดมาตรฐาน พร้อมปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีการจัดการที่เป็นอิสระและโปร่งใส นอกจากนั้นจะจัดการฝึกอบรมแรงงานทุกระดับและส่งเสริมแรงงานไทยให้ไปทำงานต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุและคนพิการด้านสาธารณสุข จะปรับปรุงกฎหมายวิชาชีพและกระจายบุคคลากรทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และที่สำคัญจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขและการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ ด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรม จะส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยเพื่อฟื้นฟูศาสนาและศิลปวัฒนธรรมทุกด้าน และเสริมสร้างบทบาทสถาบันครอบครัวด้านสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน โดยจัดหาที่ดินทำกินให้ผู้มีรายได้น้อย ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนเพื่อนำไปสู่การลดหนี้ ยืดเวลาชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระดอกเบี้ย ควบคู่ไปกับการเร่งจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน และให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในทุกมิติ รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบส่วนด้านการกีฬาและนันทนาการ จะจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ เพื่อพัฒนากีฬาให้ก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ นอกจากนี้ จะขอความร่วมมือจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ เอกชน ชุมชน ให้จัดหาสถานที่ออกกำลังกายในพื้นที่อย่างทั่วถึงขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 1.การบริหารเศรษฐกิจมหภาค จะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินในประเทศ เพิ่มความร่วมมือทางด้านการเงินภายใต้กรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน พัฒนาตลาดทุนและระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง สามารถรองรับผลกระทบจากความผันผวนของสภาวะการเงินโลก และให้สามารถสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ด้วยการแก้ไขกฎระเบียบ และวางระบบกำกับดูแลให้สอดคล้องกำการเปลี่ยนแปลงนวัฒกรรมทางการเงิน นอกจากนี้ จะปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณของประเทศให้สอดคล้องกับกำลังเงินของแผ่นดิน ปรับปรุงโครงสร้างภาษี และการจัดเก็บภาษี 2.นโยบายปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาคเกษตรจะเร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาระบบการขนหรือระบบโลจิสติก ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง สนับสนุนการผลิตภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย เข้าไปดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยจัดให้มีระบบประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้า และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรส่วนภาคอุตสาหกรรม จะร่วมมือกับภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา พัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ ทักษะฝีมือแรงงาน กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรม ร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับปรุงคุณภาพ และมาตรฐานสินค้าให้ล้ำหน้าในระดับสากล จะสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดย่อม โดยอำนวยความสะดวกการจัดตั้งเครือข่ายการรวมกลุ่ม ปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคการท่องเที่ยวและบริการ จะสนับสนุนให้เพิ่มความหลากหลายของธุรกิจบริการ เพิ่มความสามารถการแข่งขัน รวมทั้งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับวิถีของชุมชน ขณะที่ภาคการตลาดและการลงทุน จะมีสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าและบริการ การส่งออกของประเทศไทยด้วยการกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดร่วมกับภาคเอกชน ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงด้านการค้าเสรี ทั้งระดับทวิภาคี และพหุภาคี ควบคู่ไปกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีปัญหาขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะขยายการให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้กระจายไปในภูมิภาคอย่างทั่วถึงเพียงพอ นอกจากนี้ จะพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกอย่างบูรณาการ พัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพและปริมณฆลให้สมบูรณ์
แนวหน้า (บางส่วน) ไทยโพสต์ เดลินิวส์ ไทยรัฐ 24 ธันวาคม 2551