สรุปสภาวะของประเทศเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า  ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สภาความมั่นคงแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดทำรายงานสรุปสภาวะของประเทศเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประกอบการจัดทำนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ในรายงานดังกล่าวมีข้อเสนอประเด็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญประกอบด้วยการบริหารเศรษฐกิจภาคได้แก่ การดำเนินมาตรการดูแลผู้ว่างงานให้มีสวัสดิการระหว่างตกงาน มีการอบรมทักษะฝีมือและช่วยหางานใหม่ พร้อมทั้งสนับสนุนศักยภาพของสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ภาคส่งออก ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ในการจ้างงานสร้างรายได้ ของประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งการกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรและราคาพลังงานในช่วงแนวโน้มลดลงให้ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และผลตอบแทนที่เหมาะสมของเกษตรกร  ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศที่ดีสำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศให้กับคนไทยและต่างชาติ โดยการให้ความมั่นใจว่าคนไทยทุกภาคส่วนจะเคารพการแก้ไขความขัดแย้งภายในประเทศผ่านกระบวนทางการเมืองและกระบวน การยุติธรรม ภายใต้กฎหมายของบ้านเมือง เคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่ใช้ความรุนแรง และฟื้นฟูทุนทางสังคมที่มีความปรองดองและสงบสุขสู่สังคมไทย รวมถึงการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพให้สำเร็จอย่างราบรื่น

ประเด็นต่อมาต้องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรวมทั้งการผลักดันและใช้งบประมาณเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาท และขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่โดยมีแหล่งเงินและรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงวินัยการคลังของประเทศ และสนับสนุนการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนเพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ โดยโครงการลงทุนที่สำคัญได้แก่ การเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน สายสีแดง สายสีเขียวให้เริ่มก่อสร้าง โครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 โครงการปรับปรุงทางรถไฟ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ถนนปลอดฝุ่น โครงการด้านการศึกษา สาธารณสุขและด้านทรัพยากรน้ำซึ่งอยู่ระหว่าง      เตรียมเสนอ ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานฉบับนี้ระบุด้วยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2552 ควรดำเนินอย่างมีความสอดคล้องระหว่างบทบาทนโยบายการเงิน  และนโยบายการคลังและระวังไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว ซึ่งตามกรอบวินัยการคลังแสดงถึงข้อจำกัดในปี 2552 คือการกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณทำได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมรวมกับอีก 80% ของงบรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระต้นเงินกู้ ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2552 มีงบประมาณขาดดุลตั้งไว้ที่ 249,500 ล้านบาท รวมกับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท เมื่อนำไปหักกับวงเงินขาดดุลสูงสุดตามกฎหมายที่ 437,940 ล้านบาท จะเหลือวงเงินกู้อีก 88,440 ล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ในกรณีที่เก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า หมายเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ดูแลสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินในประเทศ เพื่อไม่ให้วิกฤติสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงและให้รักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินให้มีความยืดหยุ่นและทาน พร้อมรับความผันผวนของสภาวะการเงินโลกและวางระบบและยกมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้สนับสนุนการทำธุรกรรมของภาคเศรษฐกิจจริงได้ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า จะจัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเสร็จภายในเดือน ม.ค. 2552 ซึ่งจะครอบคลุมทุกภาคทั้งด้านเกษตร แรงงาน ธุรกิจท่องเที่ยว ภาคต่างประเทศ  ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอยู่แล้ว และได้วางกลไกขับเคลื่อนไว้ 2 ส่วนคือ การมี ครม.ฝ่ายเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ และมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชน (กรอ.)

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ครม.ได้หารือถึง 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยซึ่งได้หารือกับนายกรัฐมนตรีในระดับหนึ่งตามหลักการแล้วมาตรการใดที่ไม่เป็นภาระกับงบประมาณ และประชาชนประโยชน์ก็จะดำเนินการต่อไป เช่น รถเมล์ฟรี-น้ำประปาฟรี-ไฟฟ้าฟรี ส่วนเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมันยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมาก ซึ่งในช่วงที่ออกมาตรการเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงมาก แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันปรับลดลงมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องปรับรายละเอียดให้เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับงบประมาณขาดดุลที่ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท กำลังพิจารณาว่าจะเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากกระทรวงการคลังสามารถขยายการขาดดุลได้อีกสูงสุดไม่เกิน 180,000 ล้านบาท อาจจะขาดดุลงบกลางปีมากกว่า 100,000 ล้านบาท อีกเล็กน้อย เพื่อนำเม็ดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด

ไทยรัฐ 24 ธันวาคม 2551