เรื่องเล่าจากโรงทอผ้า

เมื่อวานนั่งพิจารณาผ้าพื้นของแม่ใหญ่เฒ่า(แม่ของตา)ซึ่งมีอายุมากกว่า 150 ปีที่ผมได้รับมาจากลูกพี่ลูกน้องอีกที ผ้าผืนดังกล่าวเป็น ผ้าสิ่นสีม่วง ซึ่งทอด้วยไหมบ้านเส้นยืนและเส้นพุ่ง หน้าฟืมขนาด 85 เซนติเมตรมีการต่อหัวและตีนสวยงามไปทั้งผืน

ผ้าผืนดังกล่าวมีลักษณะพิเศษที่ควรจะกล่าวถึงอยู่บางประเด็น นั้นคือ ผ้าพื้นดังกล่าวนี้หากมองสีผ้าจะพบว่าผ้ามีสีเสมอกันไปทั้งผืน นี่แสดงถึงความเป็น ซ่างทอ ที่มีฝีมือในการย้อมที่เชี่ยวชาญ เพราะส่วนมากผ้าพื้นแบบพื้นบ้านจะมีรอยด่างของผ้าที่เกิดจากการย้อมไม่สม่ำเสมอทั้งผืน แต่หลายคนก็ชอบแบบนั้นเพราะเห็นว่ามันเป็นเสน่ห์

ในความสม่ำเสมอของผืนผ้ามีเคล็ดลับที่ชวนนำมาใช้ประโยชน์อยู่ในที นั้นคือเมื่อเราสัมผัสหน้าผ้าจะพบว่า ผ้าที่ว่าสีเรียบเสมอทั้งผืนนั้น มีลักษณะเป็นผื้นผิวขรุขระในแนวขวางที่เกิดจากเส้นพุ่ง พื้นผิวนั้นทำให้ผ้ามีความพิเศษและมีเสน่ห์อย่างน่าทึ่ง

เคล็ดลับที่ว่าเกิดจากการควบไหมสีเดียวกันจำนวนสองเส้นเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเป็นเส้นพุ่ง สลับกับเส้นพุ่งเส้นเดียว ทำให้พื้นผิวมีเส้นพุ่งเดี่ยวและเส้นพุ่งควบ สลับกันไปทั้งผืน นับเป็นการสร้างลวดลายให้ผ้าได้อีกวิธีหนึ่ง

คำว่า ควบ เป็นการนำเอาเส้นไหมสีเดียวจำนวน 2 เส้นมาตีเกียวเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้เส้นใยที่ใหญ่มากขึ้นนิยมเอาไปทอเป็นเส้นพุ่ง เพื่อทอสลับในผ้าควบหรือผ้าสิ่นหมี่ตา เพื่อให้ผ้ามีพื้นผิวที่งดงามและพิเศศอยู่ในผืนผ้า

นอกจากนั้นยังมีคำว่า มับไม อยู่ด้วย ผมสัณณิฐานว่าคำว่า มับไม น่าจะเป็นศัพท์ด้านการทอผ้าของคนในภูมิภาคนี้เพราะพบว่า คนไทยอีสานในเขตขอนแก่นก็ใช้คำว่ามับไม  และช่างทอที่ผมพบมราบุรีรัมย์ซึ่งเป็นชาติพันธุ์เขมรก็ใช้คำว่า มับไม ซึ่งหมายถึงการควบเส้นไหมสองเส้นที่มีสีต่างกันเพื่อให้เกิดสีสันในเส้นใย เมื่อทอกันมากก็จะพบว่ามันเหลี่ยมวับวาว