ต่างก็เป็นชีวิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง แล้วก็ดับไปอย่างธรรมดาในที่สุด…

รื่นเริงบันเทิงใจในธรรมชาติ

บนเส้นทางสายอดทน มีม่านชีวิตมากมายสอนธรรมให้กับเรา  ผู้คนที่ผ่านไปมา  นกแสกที่ส่งเสียงร้องข่มขวัญให้หวาดกลัว  ฝนที่ยังตกไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  สายลมที่เงียบสนิท หรือแสงแดดที่แผดเผาร้อนผ่าวไปทั้งกาย  ก่อเกิดการเรียนรู้ในศาสตร์ที่ไร้ตำรา               

มนุษย์กลุ่มหนึ่งไม่มากมายนักได้เรียนรู้ศึกษาชีวิต  นั่งอยู่กับสายลม พูดคุยอยู่กับดาวเดือนและผืนดินจนเกิดความเข้าใจ  จบปริญญาชีวิตด้วยการนั่งมองใบไม้ที่ปลิดหล่นลงจากขั้ว  เข้าใจและยิ้มให้กับการสูญเสียที่ย่างเท้าเข้ามาเยือน  ทั้งนี้ก็ยังเดินทางต่อไปในหนทางที่แสนไกลเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ชีวิตอีกเล่ม  จดจำประสบการณ์มาเล่าให้โลกฟัง  สรรพสิ่งปัจจุบันจึงเหลือเพียงคำเล่าขานเป็นตำนานในที่ต่างๆ มากมายให้อนุชนได้เรียนรู้

                เหมือนอย่างชายชราสามคนเดินทางมาจากที่ห่างไกลคนละทิศละทาง  มาถึงตรงกลางทางสามแพร่งบรรจบกัน  ทั้งสามคนเจอกัน  มองหน้ากันอยู่นาน  ไม่มีเสียงพูดคุย  ไม่มีการเดินทางต่อ  ลมหายใจกับดวงตาคือสิ่งที่พูดคุยกัน แล้วทั้งสามก็ยิ้มและหัวเราะ   กลายเป็นกัลยาณมิตรที่ยิ่งใหญ่  อยู่ด้วยกันมาช้านานจนถึงปัจจุบัน

                ความสุขที่แท้จริงเกิดจากความเข้าใจและรับรู้ในปรากฏการณ์ต่างๆ รอบกาย  ไม่ปล่อยชีวิตให้โซซัดโซเซไปกับอารยธรรมแปลกปลอม  ปัจจุบันเท่านั้นคือสิ่งที่ควรเรียนรู้อย่างถูกต้องและเป็นจริง  สนุกสนานกับสายลมที่พัดล้อริ้วใบสน  เริงร่ากับแสงแดดอุ่นยามอรุณรุ่งแห่งวัน  วิ่งให้สุดฝีเท้าฝ่าม่านฝนให้ชุ่มชื่นระรื่นใจ   แล้วหัวเราะให้ดังๆ กับชีวิตที่เปียกปอน

มนุษย์กลุ่มหนึ่งกับชายชราสามคนเคยวิ่งมาแล้วอย่างแสนสาหัส เดินทางมาแล้วอย่างยาวไกล  จนเกิดความเข้าใจ  การวิ่งกับการหยุดวิ่งไม่ต่างกัน  ชีวิตจึงเข้าใจสิ่งที่เป็นสากล  ไม่มีอะไรโต้แย้งหรือแข่งขันกัน  ชีวิตต่างก็เป็นชีวิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่  เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง แล้วก็ดับไปอย่างธรรมดาในที่สุด

 

ผู้เขียน: พระบุญประสิทธิ์ ปุญฺญสิทฺธิ วัดวิเศษการ บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร